ไทยพาณิชย์ แนะผู้ประกอบการเร่งปิดความเสี่ยง FX ดันเพิ่มสัดส่วน Hedging เป็น 80%
SCBFM แนะผู้ประกอบการเร่งปิดความเสี่ยง FX เพิ่มสัดส่วน Hedging เป็น 70-80% พร้อมชู 3 แนวทางหลัก FX Advisory, Go Global และ Digital AI เพื่อสร้างเสถียรภาพรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน
26 ก.พ.2569 - นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และความผันผวนสูงกว่าในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของผู้ส่งออกไทย และมีนัยต่อ GDP ของประเทศ
ดังนั้นในปีที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้นสะท้อนจากปริมาณธุรกรรมทั้งการสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) และสัญญาออปชั่น (Options) ของ SCBFM เพิ่มขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด
นอกจากนี้ ธนาคารยังส่งเสริมแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเพียงอย่างเดียว ช่วยเลี่ยงผลกระทบจากความผันผวนของเงินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนและรายได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
สำหรับตลาดการเงินในปี 2569 ธนาคารประเมินว่ายังคงเป็นปีที่มีความท้าทายจากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดโลก แนวโน้มนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจากการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว
SCBFM ได้กำหนด 3 กลยุทธ์สำคัญในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจในปี 2569 ได้แก่
1. FX Advisory บริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการให้คำแนะนำเชิงลึกในการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้า อาทิ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนของค่าเงินให้เป็นความเสี่ยงที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในปี 2569 SCBFM แนะนำผู้ประกอบการเพิ่มสัดส่วนการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80% เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน ควบคู่กับการส่งเสริมการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของสกุลเงินใดสกุลเงินหนึ่งเป็นหลัก”
2. Go Global สนับสนุนลูกค้าในการกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนและกระจายแหล่งที่มาของรายได้ โดยธนาคารได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนในต่างประเทศ อาทิ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) เพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ
รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Notes) ที่ถูกออกแบบโดยอ้างอิงสินทรัพย์ต่าง ๆ อาทิ หุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย และมีทางเลือกทั้งการลงทุนเป็นเงินบาทหรือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทนจากตลาดโลกภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมา ไทยพาณิชย์ก็ได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย
3. Digital & AI Adoption พัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็น Digital Hedging Ecosystem โซลูชัน บริหารความเสี่ยงครบวงจร วางแผนพัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนออนไลน์ (FX Online) ให้รองรับฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อให้ตอบโจทย์การบริหารความเสี่ยงและกระแสเงินสดของลูกค้าได้ครบวงจรมากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ปริมาณธุรกรรม FX ผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น FX Online และ FX API เติบโตกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากกว่า 50% ภายในปี 2569 พร้อมนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำด้านการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยที่มีความแม่นยำและเฉพาะเจาะจงกับธุรกิจแต่ละรายมากยิ่งขึ้น
“ภายใต้ภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงในปัจจุบัน การบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการ และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดย SCB Financial Markets พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการสนับสนุนลูกค้าธุรกิจให้สามารถเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาส และเสริมความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้อย่างมั่นคง”