อุตสาหกรรมอาหารปี 69 มูฟเข้าระบบอัตโนมัติ-AI ยกไทยสู่ “Global Food Safety Zone”
อินฟอร์มาเผยภูมิรัฐศาสตร์โลกหนุนไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร เร่งดีดตัวจากผู้ผลิตแบบดั้งเดิมสู่ระบบอัตโนมัติและ AI เตือนผู้ประกอบการเร่งปรับตัวสู่ Net Zero และ Digitalization เพื่อรักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานโลกที่เน้นความยั่งยืน
19 มกราคม 2569 - อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เผยทิศทางอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มปี 2569 ระบุเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคประสิทธิภาพขั้นสูง (High Efficiency) และความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเต็มรูปแบบ ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร โดยประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตที่มีความเป็นกลางทางเมืองถูกวางตัวให้เป็น "เขตปลอดภัยด้านอาหารของโลก" (Global Food Safety Zone)
นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย ผู้จัดงาน ProPak Asia 2026 กล่าวถึงแนวโน้มและปัจจัยที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในปี 2569 ว่า ภาพรวมของหลายอุตสาหกรรมในปีนี้ยังเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ สงครามการค้า
อย่างไรก็ตามจากปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ มีส่วนส่งเสริมให้เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจากหลายประเทศหันมาให้ความสำคัญต่อความมั่นคงและการสำรองอาหาร
ประกอบกับความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศส่งผลให้ผลผลิตในหลายประเทศไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้ภูมิภาคอาเซียนและไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำคัญของโลกที่มีความเป็นกลางต่อความขัดแย้ง ถือเป็น Global Food Safety Zone มีโอกาสในการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น แต่ในด้านการแข่งขันผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการและมีความปลอดภัย เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
โอกาสท่ามกลางวิกฤตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในกลุ่ม SMEs
โดยทิศทางของอุตสาหกรรมการผลิตวันนี้กำลังก้าวสู่การยกระดับมาตรฐานครั้งใหญ่ เป็นยุคแห่งประสิทธิภาพขั้นสูงและความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ผลิตที่ไม่ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือ ไม่มีแผนในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมจะเริ่มหลุดจากห่วงโซ่อุปทานโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีวันนี้ไม่ได้ยากอีกต่อไป
ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ SMEs ก็สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนเกมทั้งในด้านการวางแผน การบริหารจัดการด้านกระบวนการผลิต ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์และการจัดส่งสินค้า หรือสามารถนำระบบ IoT หรือ Sensors มาปรับปรุงการทำงานของเครื่องจักร เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือ ปรับเปลี่ยนการผลิตด้วยระบบ Automation ขนาดเล็กในราคาที่จับต้องได้
"ผู้ผลิตที่ไม่ปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือไม่มีแผนในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมจะเริ่มหลุดจากห่วงโซ่อุปทานโลก การเข้าถึงเทคโนโลยีวันนี้ไม่ได้ยากอีกต่อไป ผู้ประกอบการขนาดเล็กก็สามารถใช้ประโยชน์จาก AI ซึ่งเป็นตัวเปลี่ยนเกมได้" - นางสาวกชสร โตเจริญธนาผล รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย
กลยุทธ์ย้ายทำเลสู่ 'อิมแพ็ค' รองรับการขยายตัวของระบบนิเวศอุตสาหกรรม
เพื่อยกระดับงาน ProPak Asia สู่การเป็นงานแสดงเทคโนโลยีการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิก ภายในปี 2027 ผู้จัดงานจึงตัดสินใจย้ายสถานที่จัดงานไปยังศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค (IMPACT) เมืองทองธานี เพื่อความสะดวกในการเชื่อมต่อกับเขตนิคมอุตสาหกรรมหลัก และรองรับการขยายพื้นที่จัดแสดงจาก 55,000 ตารางเมตร เป็น 65,000 ตารางเมตร
การย้ายทำเลในครั้งนี้มาพร้อมกับการเพิ่มโซนจัดแสดงใหม่อย่าง DigitalizationAsia ซึ่งเน้นเทคโนโลยีการบริหารจัดการข้อมูลโดยเฉพาะ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 80,000 คน และแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมกว่า 2,500 แบรนด์จาก 45 ประเทศทั่วโลก สะท้อนถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและนวัตกรรมอาหารในภูมิภาค
หัวใจหลักของการดำเนินงานในปีนี้ คือ การสร้าง "ระบบนิเวศแห่งการเปลี่ยนแปลง" (Ecosystem of Transformation) ที่เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การลดการปล่อยคาร์บอน และการเพิ่มผลกำไรผ่านเวทีระดับภูมิภาค อาทิ Global Packaging Forum 2026 และ Executive Talk: Asian Agri-Food Sector เพื่อเจาะลึกแนวทางที่เทคโนโลยีอัจฉริยะจะเข้ามาปรับโครงสร้างโรงงานในอนาคต
"การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นการนำเสนอระบบนิเวศที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่อนาคต เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ลดต้นทุนได้ ลดคาร์บอนได้ และเพิ่มกำไรได้" - นางสาวกชสร กล่าวเสริม