โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“การค้าน้ำมันโลก” สู่ภาวะวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซ เสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 13.24 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 06.24 น.

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำเรือบรรทุกน้ำมันจอดรอคิวสองฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงพลังงานกว่า 20% ของโลก ขณะที่ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามพุ่ง ดันราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 12.35 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จู่ ๆ ทุกคนก็ดูเหมือนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก Marine Traffic แสดงจุดสีแดงของเรือบรรทุกน้ำมันที่รอคิวสะสมอยู่ทั้งสองฝั่งของเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราว 1 ใน 5 ของโลก ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน และยังมีปุ๋ยอีกประมาณหนึ่งในสามของการค้าทางทะเลทั่วโลก

น้ำมันส่วนใหญ่ไหลไปยังเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านรายใหญ่ ช่องแคบดังกล่าวยังไม่ได้ปิดอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากมีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำได้รับความเสียหายในอ่าวเปอร์เซีย ผู้ประกอบการเดินเรือย่อมลังเลที่จะเสี่ยงผ่านเส้นทางนี้ โดยเฉพาะเมื่อเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก (VLCC) พุ่งขึ้นแรงก่อนหน้าการโจมตีอยู่แล้ว และสถานการณ์ล่าสุดยิ่งเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก

แม้การติดขัดอาจคลี่คลายได้รวดเร็วหากการสู้รบยุติลง แต่ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ Daily Mail ว่า การโจมตีอาจยืดเยื้อถึง 4 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยจนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมายที่แข็งแกร่งมาก แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายดังกล่าวคืออะไร

รายงานระบุว่าการโจมตีของสหรัฐมีมากกว่า 1,000 ครั้ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วอิหร่าน ไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศหรือหน่วยข่าวกรอง แต่รวมถึงคลังสินค้าและค่ายทหารด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่ากำลังยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะขีปนาวุธขั้นสูง จะเพียงพอต่อการปฏิบัติการยาวนานหนึ่งเดือนหรือไม่

ด้านอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อกรุงเตหะรานในวันอาทิตย์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธระลอกใหม่ หลังจากมีรายงานการสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี

แม้กลุ่ม OPEC+ จะตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีก 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเมษายน แต่คิดเป็นเพียง 0.2% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก และน้ำมันส่วนใหญ่ก็ยังต้องอาศัยการขนส่งผ่านเส้นทางเสี่ยงดังกล่าว

นักลงทุนตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเกือบ 6% แตะระดับราว 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยทะยานแตะ 82 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นกว่า 26% นักวิเคราะห์บางรายเริ่มพูดถึงระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเป้าหมายถัดไป หากราคายืนระดับสูงต่อเนื่อง อาจจุดชนวนแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และเปรียบเสมือนภาษีที่ถ่วงภาระผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก

ตลาดพันธบัตรสหรัฐมีความเคลื่อนไหวผันผวน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ 3.926% ก่อนดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 3.970% ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดสะท้อนความเป็นไปได้ที่ลดลงเล็กน้อยต่อการปรับลดดอกเบี้ยเชิงรุก โดยความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 50-50

ในตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์ขยับแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยูโรและเยน แต่กลับอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ส่วนโครนนอร์เวย์ ซึ่งได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น กลับซื้อขายเบาบางในตลาดเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและธนาคารเป็นกลุ่มที่ร่วงหนัก ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลงเช่นกัน แม้จะฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงแรกเล็กน้อย สำหรับตอนนี้ นักลงทุนยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...