“การค้าน้ำมันโลก” สู่ภาวะวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซ เสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำเรือบรรทุกน้ำมันจอดรอคิวสองฝั่งช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงพลังงานกว่า 20% ของโลก ขณะที่ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยสงครามพุ่ง ดันราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง
วันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลา 12.35 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จู่ ๆ ทุกคนก็ดูเหมือนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจาก Marine Traffic แสดงจุดสีแดงของเรือบรรทุกน้ำมันที่รอคิวสะสมอยู่ทั้งสองฝั่งของเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเลราว 1 ใน 5 ของโลก ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน และยังมีปุ๋ยอีกประมาณหนึ่งในสามของการค้าทางทะเลทั่วโลก
น้ำมันส่วนใหญ่ไหลไปยังเอเชีย โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบอิหร่านรายใหญ่ ช่องแคบดังกล่าวยังไม่ได้ปิดอย่างเป็นทางการ แต่หลังจากมีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำได้รับความเสียหายในอ่าวเปอร์เซีย ผู้ประกอบการเดินเรือย่อมลังเลที่จะเสี่ยงผ่านเส้นทางนี้ โดยเฉพาะเมื่อเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงครามพุ่งสูงขึ้น อัตราค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่มาก (VLCC) พุ่งขึ้นแรงก่อนหน้าการโจมตีอยู่แล้ว และสถานการณ์ล่าสุดยิ่งเพิ่มต้นทุนเข้าไปอีก
แม้การติดขัดอาจคลี่คลายได้รวดเร็วหากการสู้รบยุติลง แต่ดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นในเร็ววัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ Daily Mail ว่า การโจมตีอาจยืดเยื้อถึง 4 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยจนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุเป้าหมายที่แข็งแกร่งมาก แม้ยังไม่ชัดเจนว่าเป้าหมายดังกล่าวคืออะไร
รายงานระบุว่าการโจมตีของสหรัฐมีมากกว่า 1,000 ครั้ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ทั่วอิหร่าน ไม่ได้จำกัดเฉพาะระบบป้องกันภัยทางอากาศหรือหน่วยข่าวกรอง แต่รวมถึงคลังสินค้าและค่ายทหารด้วย อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่ากำลังยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะขีปนาวุธขั้นสูง จะเพียงพอต่อการปฏิบัติการยาวนานหนึ่งเดือนหรือไม่
ด้านอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อกรุงเตหะรานในวันอาทิตย์ ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธระลอกใหม่ หลังจากมีรายงานการสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี
แม้กลุ่ม OPEC+ จะตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีก 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนเมษายน แต่คิดเป็นเพียง 0.2% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก และน้ำมันส่วนใหญ่ก็ยังต้องอาศัยการขนส่งผ่านเส้นทางเสี่ยงดังกล่าว
นักลงทุนตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเกือบ 6% แตะระดับราว 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเคยทะยานแตะ 82 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง ทำให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้นกว่า 26% นักวิเคราะห์บางรายเริ่มพูดถึงระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเป้าหมายถัดไป หากราคายืนระดับสูงต่อเนื่อง อาจจุดชนวนแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และเปรียบเสมือนภาษีที่ถ่วงภาระผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก
ตลาดพันธบัตรสหรัฐมีความเคลื่อนไหวผันผวน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ 3.926% ก่อนดีดกลับขึ้นมาอยู่ที่ 3.970% ขณะที่ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดสะท้อนความเป็นไปได้ที่ลดลงเล็กน้อยต่อการปรับลดดอกเบี้ยเชิงรุก โดยความน่าจะเป็นของการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 50-50
ในตลาดเงิน ค่าเงินดอลลาร์ขยับแข็งค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับยูโรและเยน แต่กลับอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ส่วนโครนนอร์เวย์ ซึ่งได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น กลับซื้อขายเบาบางในตลาดเอเชีย
ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง โดยหุ้นกลุ่มสายการบินและธนาคารเป็นกลุ่มที่ร่วงหนัก ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นยุโรปและสหรัฐฯ ปรับตัวลงเช่นกัน แม้จะฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดช่วงแรกเล็กน้อย สำหรับตอนนี้ นักลงทุนยังคงจับตาความเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันอย่างใกล้ชิด
อ้างอิง : www.reuters.com