KJL ปั้นฐานทั่วไทย ปักเป้ารายได้โต 17% วางหมากกินยาว 5 ปี
#KJL #ทันหุ้น – KJL ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 แตะ 1,320 ล้านบาท หรือโต 17% พร้อมวางหมากขยายธุรกิจยาว 5 ปี เฉลี่ย 10–15% ต่อปี เดินเกมรุกขยายฐานทั่วประเทศ ด้านผลงานปี 2568 ยังแกร่ง โชว์กำไรสุทธิ 126.88 ล้านบาท รายได้รวม 1,122.90 ล้านบาท บอร์ดใจป้ำจ่ายปันผล 0.26 บาทต่อหุ้น
นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมสำหรับปี 2569 อยู่ที่ 1,250-1,320 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตจากปี 2568 ที่ระดับ 12-17% และวางแผนที่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยการเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี ด้วยกลยุทธ์ในการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดกิจกรรมสัมมนาเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและยกระดับศักยภาพของช่างไฟฟ้า วิศวกร และผู้ออกแบบทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของกิจกรรมสัมมนา “รวมพลคนไฟฟ้า” ซึ่งมุ่งเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับการติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้องไปยังฐานลูกค้าทั่วประเทศ
ปันผล 0.26 บ.
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมบอร์ดของบริษัท ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญ ในอัตรา 0.26 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) ในวันที่ 20 มีนาคม 2569 เพื่อจ่ายเงินปันผลในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นี้
รวมถึงการจัดกิจกรรมร่วมกับลูกค้าเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว รวมถึงขยายเครือข่ายของบริษัท สร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้มากขึ้น และประชาสัมพันธ์สินค้าใหม่ ผ่านการทำจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษา และขยายส่วนแบ่งทางการตลาด ที่สำคัญที่สุดคือการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางรากฐานเพื่อการเติบโตระยะยาว โดยคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและก่อสร้างในอนาคต
ขณะที่ผลประกอบการสำหรับปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่126.88 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่1,122.90 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัท ยังคงมาจากรายได้จากการขายสินค้ามาตรฐานเคเจแอล ซึ่งประกอบไปด้วยตู้ไฟสวิตช์บอร์ด ตู้กันน้ำแบบมีหลังคาเพื่อใช้ภายนอกอาคาร และตู้ไฟฟ้ากันฝุ่นสำหรับงานอุตสาหกรรม รวมถึงรางเดินสายไฟ รางไวร์เวย์ รางเคเบิลแลดเดอร์ รางเคเบิลรวมถึงสินค้ากลุ่มพลาสติก และกลุ่ม5K ที่เป็นสินค้าใหม่ในช่วง 2 ปีหลังที่ผ่านมา โดยคิดเป็น72.40% และรายได้จากการขายสินค้าสั่งผลิต (MTO) ตามความต้องการของลูกค้า สามารถปรับเปลี่ยนข้อกำหนดสินค้าในส่วนของขนาด สี และวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตได้ เช่น ตู้สวิตช์บอร์ดขนาดใหญ่ ตู้ Main Distribution Board (MDB) ตู้คอนโทรลต่างๆ รวมถึงการผลิตโครงเหล็กให้แก่ลูกค้าที่ต้องการทำหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น โดยคิดเป็น 20.59% ของรายได้จากการขาย
คุมต้นทุน
ทั้งนี้ บริษัทยังคงรักษาอัตราการใช้เครื่องจักรให้อยู่ในระดับร้อยละ 70-80 รวมถึงการที่บริษัทใช้เทคโนโลยีระบบควบคุมการผลิตแบบ Industry 4.0 มาใช้ ผ่านการลงทุนในเครื่องจักรอัตโนมัติ ส่งผลให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิผล