มิจฉาชีพ หลอกเป็นเจ้าของร้านกาแฟดัง ตุ๋นข้าราชการเกษียณ สูญ 2 ล้าน เหยื่ออีกเพียบ
มิจฉาชีพ หลอกเป็นเจ้าของร้านกาแฟดัง ตุ๋นข้าราชการเกษียณ สูญ 2 ล้าน
เมื่อวันที่ 18 กันยายน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ร้านบ้านนาคาเฟ่ ต.หมูม่น อ.เมือง จ.อุดรธานี พบกับ น.ส.สุชาธิษณ์ สุวิตธรรม หรือแจม อายุ 34 ปี เจ้าของร้าน หลังจากทราบว่ามีการโพสต์เตือนภัยผ่านทางเฟซบุ๊กว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพสมัครใช้เฟซบุ๊กแล้วนำภาพบุคคลอื่นแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของร้านกาแฟดัง ก่อนจะตีสนิทเหยื่อ จนมีการแอดไลน์ และพูดคุยหว่านล้อมให้ร่วมลงทุนขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อดัง จนมีคนหลงเชื่อถูกหลอกโอนเงินไปกว่า 2 ล้านบาท โดยมีคนอื่นที่ยังไม่หลงเชื่อ โทรศัพท์มาสอบถามเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่เป็นระยะ จึงออกมาโพสต์เตือนประชาชนว่ามิจฉาชีพมีการเปลี่ยนอุบายในการหลอกลวง
น.ส.สุชาธิษณ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.00 น. หลังจากปิดร้านและนอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน มีหญิงรายหนึ่งโทรศัพท์มาหา แล้วถามหาคนชื่อเอก ตนก็บอกว่าไม่รู้จัก ที่บ้านไม่มีคนชื่อนี้ เขาบอกว่าคนชื่อเอกเป็นเจ้าของร้านบ้านนาคาเฟ่ จึงชี้แจงไปว่าร้านมีตนเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว ไม่มีหุ้นส่วน เขาจึงตกใจและบอกว่าน่าจะถูกหลอก เพราะได้ร่วมลงทุนขายสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อดัง ซึ่งโอนเงินไปมากกว่า 2 ล้านบาทแล้ว ตอนนี้เขาก็อยู่หน้าร้าน คนชื่อเอกบอกให้มาหาที่ร้าน
“ตอนนั้นกลัวอันตรายจึงไม่ได้ออกไปหาหญิงคนนั้นที่หน้าร้าน เขาบอกจะกลับไปนอนโรงแรม ก็ห่วงกลัวพี่เขาจะคิดสั้น ก็พยายามโทรคุยและแอดไลน์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 16 กันยายน ได้นัดเจอกัน จึงชวนพี่ผู้หญิงพากันไปแจ้งความที่ สภ.เมืองอุดรธานี พี่เขาไม่ขอเปิดเผยข้อมูล บอกเพียงว่าเป็นข้าราชการเกษียณ อาศัยอยู่ที่ จ.ลพบุรี สงสารพี่เขามาก ที่ต้องสูญเงินไปมากขนาดนั้น พี่เขาน่าจะตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนจะตัดสินใจโอนเงิน พี่เขาไม่ได้โอนไปครั้งเดียว แต่ทยอยโอนไปให้ ตามที่เขาบอกให้ลงทุน และมีหลายบัญชี คาดว่าจะเป็นบัญชีม้า”
น.ส.สุชาธิษณ์กล่าวอีกว่า มิจฉาชีพกลุ่มนี้น่าจะอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากใช้อุบายอื่นๆ มาหลอกลวงคนทั่วไป ทั้งคอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม ตอนนี้ใช้เฟซบุ๊กนำภาพบุคคลอื่นมาแอบอ้างเป็นเจ้าของร้านคาเฟ่ชื่อดังใน จ.อุดรธานี เคสตนก็อ้างว่าเป็นสามีเก่า เลิกรากันไป แต่ยังบริหารร่วมกัน เขาจะพูดคุยจนสนิท มักจะอ้างว่ามีปัญหาการเงิน แต่ก็มีธุรกิจขายของผ่านแอพพ์ที่มีรายได้มากพอที่จะประคองธุรกิจ เพื่อให้คนหลงเชื่อและร่วมลงทุนในแอพพ์ ซึ่งอ้างว่าเป็นแอพพ์ของต่างประเทศ แต่มิจฉาชีพทำแอพพ์ขึ้นมาเอง ซึ่งทำเหมือนมาก ทุกการพูดคุยจะเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
“หลังจากเคสของพี่ผู้หญิงที่ลพบุรี ก็มีผู้เสียหายรายอื่นโทรศัพท์มาหาอีกเป็นจำนวนมาก โทรเข้ามาขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ ซึ่งก็ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องจริง ที่ร้านมีเจ้าของคนเดียว โชคดีว่ายังมีคนอื่นที่ไม่หลงเชื่อมิจฉาชีพกลุ่มนี้ และเพื่อนๆ ในวงการร้านคาเฟ่ก็ได้ให้ข้อมูลมาเช่นกันว่าถูกแอบอ้างในลักษณะนี้ ซึ่งเป็นร้านคาเฟ่ชื่อดังหลายแห่งในอุดรฯ จึงอยากออกมาเตือนประชาชนคนอื่น ว่าไม่ให้หลงเชื่อ เลยตัดสินใจโพสต์เพื่อเตือนภัย” น.ส.สุชาธิษณ์กล่าว