โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เหล็กไทยตั้งรับ CBAM ความท้าทายใหม่ หลังผ่านศึกจีนทุ่มตลาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ย 2566 เวลา 03.07 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2566 เวลา 03.06 น.

อุตสาหกรรม “เหล็ก” เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากการทะลักของเหล็กที่ผลิตจากจีนเข้ามาทุ่มตลาด

แต่ล่าสุดความท้าทายใหม่ ที่ผู้ผลิตเหล็กต้องเตรียมรับมือจากการที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และก้าวไปสู่จุดหมายหลักคือ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ net zero” ทำให้หลายประเทศเริ่มจากสหภาพยุโรป (อียู) ตัดสินใจออกมาตรการภาษี คาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism)

เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาใน อียู ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยมี “สินค้าเหล็ก” เป็น 1 ใน 5 กลุ่มสินค้านำร่องร่วมกับซีเมนต์ ไฟฟ้าและไฮโดรเจน ปุ๋ย และอะลูมิเนียม จะต้องรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ซึ่งหลังจากนี้ยังมีเวลา 2 ปีในการปรับตัว ก่อนที่จะมีการอัพเกรดประกาศใช้มาตรการทางภาษี CBAM อุตสาหกรรมเหล็กไทยจึงต้องตื่นตัวและเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

เซฟโรงงานเหล็กไทย

ภายในงานเสวนาเรื่องความท้าทายของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในบริบทใหม่ จัดโดยสถาบันเหล็กในโอกาสครบรอบ 25 ปี “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันการผลิตเหล็กของไทยยังไม่เต็มประสิทธิภาพการผลิต มีการใช้กำลังการผลิตไม่เกิน 30% ปัญหาคือ เราเจอคู่แข่งต่างชาติที่นำเข้าเหล็กราคาถูก รวมถึงยังมีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตและการขาดกระบวนการผลิตเหล็กต้นน้ำ

“เรามีผู้เล่นไม่กี่รายที่เป็นรายใหญ่ที่เราต้องรักษาไว้ เพราะเป็น supply chain security ของประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไร เพราะเป็นอุตสาหกรรมเหล็กใหญ่เกินกว่าเอกชนจะวิ่งขาเดียว จึงต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ หรือ subsidy จากรัฐ”

สถาบันเหล็กฯชี้อีก 2 วิกฤตแน่

ขณะที่ นายวิโรจน์ โรจน์วัฒนชัย ผู้อํานวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ฉายภาพว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการบริโภคเหล็กปีละเฉลี่ย 19 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าปีละ 500,000 ล้านบาท ส่วนการค้าเหล็กสําเร็จรูปของไทยในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2566 มีการนําเข้าทั้งสิ้น 5.89 ล้านตัน ขยายตัว 5.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 208,485 ล้านบาท (6,056 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยครึ่งแรกของปีนี้ อัตราการใช้กําลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ อยู่ที่ 32% เท่านั้น นั่นแสดงถึงยังมีกําลังการผลิตที่เหลือมากพอที่จะตอบสนองความต้องการในประเทศได้

“อีกปัญหาคือประเทศจีนผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกเองมีการใช้กําลังการผลิตในระดับสูงช่วงต้นเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 37% สูงที่สุดในรอบหลายปี ทว่าอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนย่ำแย่ เกิดการระบายสต๊อกสินค้าส่วนเกินในประเทศจนเกิดปัญหา over supply ในหลายประเทศ ซึ่งไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เช่นกัน”

และในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่จะถึงนี้อียูได้เริ่มประกาศใช้มาตรการ CBAM ในอุตสาหกรรมเหล็กนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมถูกบังคับให้ต้องส่งรายงานการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก่อนในช่วง 2 ปีแรก จากนั้นในอนาคตหากมีการใช้มาตรการนี้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ตลาดโลกจะมีสินค้าเหล็กจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องการปลดปล่อยคาร์บอนที่ไม่สามารถนําเข้าไปยังอียูรวมถึงในหลายประเทศเองไม่ว่าจะสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเองก็เตรียมออกมาตรการทางภาษี

“การผลิตเหล็กในประเทศไทยเริ่มต้นการผลิตจากการรีไซเคิลซึ่งปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ประกอบกับโรงงานเหล็กในประเทศไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากการควบคุมมลพิษของกระทรวงอุตสาหกรรมที่เข้มงวดอยู่แล้ว แต่เพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่เป้าหมาย net zero อย่างเต็มรูปแบบ จะต้องมีการส่งเสริมด้านเงินทุนและการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการสนับสนุนเรื่องพลังงานสีเขียว เพื่อพาอุตสาหกรรมเหล็กให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

ตาราง แนวทางการขับเคลื่อน

เหล็กไทยต้องปรับตัว

ในมุมมอง “นายวิน วิริยประไพกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการ CBAM คือจุดเริ่มต้นปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังจะตามมาอีกมาก เพราะโลกจะเปลี่ยนตามมาตรฐานของอียู

และนับวันการใช้มาตรการ CBAM จะยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่เราจะตายไม่ใช่เพราะ climate change แต่จะเป็นเพราะ climate action หากเราไม่มีหนทางที่จะเดินหน้าและจุดหมายที่แน่ชัดของอุตสาหกรรมเหล็กที่จะเปลี่ยนผ่านจาก grey steel มาสู่ green steel ได้

กรณีนี้จะคล้ายกับกรณีที่ชาร์จแบตของแบรนด์ Apple จากเดิมเป็น lightening แต่พออียูออกมาตรการ common charger ขึ้นก็เปลี่ยนเป็น USB-C ทั้ง ๆ ที่ Apple ถือเป็นบริษัทระดับโลก หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ก็ยังเอามาจากกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของอียู (General Data Protection Regulation หรือ GDPR) ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น Brussels effect

นับว่าเป็นที่น่าจับตามองอย่างมากว่าอุตสาหกรรมเหล็กจะฝ่าความท้าทายครั้งนี้ไปได้อย่างไร จากที่ผ่านมาปัญหาของอุตสาหกรรมเหล็กไทยก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูง เพราะไม่มีเหล็กต้นน้ำในประเทศ ขณะที่ความต้องการใช้ในประเทศสูง นอกจากนี้การเปิดเสรีการค้าทำให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันในตลาดไทย เหล็กราคาถูกจากจีนและเวียดนามตีตลาดไทย

ขณะที่สัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) ศักยภาพการแข่งขันของผู้ผลิตยังไม่เพียงพอ ความท้าทายครั้งนี้จึงนับว่าเป็น “โจทย์ใหญ่” ที่ต้องแก้

เศรษฐกิจไทย ฝ่า Perfect Storm

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยขณะนี้ว่า perfect storm พายุลูกใหม่กำลังก่อตัวขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไตรมาสที่ 2 เหลือ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.1%

ขณะที่มูลค่าการส่งออกติดลบ 10 เดือนติดต่อกัน ภาคการส่งออกซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 60% ของจีดีพีประเทศ เข้าสู่ภาวะ “เดี้ยง”

จากวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวเพียง 2.5-3% ขณะที่หนี้ครัวเรือนไตรมาส 1/2566 เพิ่มขึ้นเป็น 90.6% ต่อจีดีพี และหากนับรวมหนี้นอกระบบอีก 19.8% จะเป็น 110% ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่กดทับกำลังการซื้อของประเทศที่จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ถ้าไม่แก้

ยิ่งไปกว่านั้นยังมี ปัญหาเรื่องภัยแล้ง หรือเอลนีโญ น้ำในเขื่อนไม่เพียงพอ ซึ่งนอกจากจะกระทบกับภาคเกษตรแล้ว ยังกระทบกับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จึงต้องมีการเตรียมพร้อมและวางแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

ตลอดจนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้นจาก 0.25 เป็น 2.25% ซึ่งนับเป็นดอกเบี้ยที่สูงสุดในรอบ 9 ปี แต่ว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้แจ้งมาว่า จะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งล่าสุดเพราะธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบเอง แต่อย่างไรก็ตามยังมีโอกาสที่จะขยับดอกเบี้ยขึ้นอีกในปลายปีนี้

“ตอนนี้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นที่ตอนนี้ไปแตะ 90 เหรียญแล้ว เนื่องจากการลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตน้ำมัน OPEC+ และรัสเซียที่แต่เดิมขอสิ้นสุดเดือนนี้ แต่ตอนนี้ได้ขยายเวลาไปจนถึงปีหน้าเพื่อพยุงราคาทำให้ปีหน้าราคาน้ำมันอาจจะเด้ง รวมถึงหน้าหนาวที่กำลังมาถึงเป็นช่วงพีกอีก ทำให้มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งไป 800 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งไทยก็เป็นผู้นำเข้า ทว่าค่าเงินบาทกลับอ่อนค่า แม้จะดีสำหรับผู้ส่งออก แต่ตลาดส่งออกก็ไม่ดี มิหนำซ้ำยังโดนเด้งที่สองเรื่องการนำเข้าน้ำมัน ทำให้ยิ่งค่าเงินบาทอ่อนเท่าไหร่ ค่าเงินเฟ้อยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเหตุนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่จะเกิดขึ้น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...