โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

Single Mom คุณแม่คนนี้คือนางร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 22 พ.ย. 2566 เวลา 08.26 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2566 เวลา 08.26 น. • บุหลันสีเงิน
ความรักทำให้คนตาบอด แม้แต่คนฉลาดก็กลายเป็นคนโง่ได้ แล้วถ้าหากนางร้ายตาสว่างขึ้นมาล่ะ จะเป็นยังไง

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ

ซาแมนธาไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่า วันหนึ่งเธอจะมีโอกาสได้ทะลุมิติไปยังโลกคู่ขนาน โลกที่ทำให้ซาแมนธารู้ว่าตัวเธอนั้นคือนางร้าย ขึ้นชื่อว่านางร้าย ต่อให้สวย รวย เก่งแค่ไหน ก็ต้องแพ้ให้กับนางเอกอยู่ดี ไม่น่าล่ะ บางครั้งซาแมนธาถึงได้แอบคิดไปว่า ทำไมโลกใบนี้ดูเหมือนจะลำเอียงต่อเธอซะจริง ที่แท้…เธอก็ไม่ได้คิดไปเองจริงๆด้วย! อาศัยอยู่ในโลกนั้นเพียงสิบปี ซาแมนธาก็ทะลุมิติกลับมาที่โลกเดิมอีกครั้ง และครั้งนี้เธอไม่ใช่ซาแมนธานางร้ายตาบอดอีกต่อไป แต่เป็นซาแมนธาคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ฮอตและรวยมาก!!

บทนำ

บทนำ

ซาแมนธา สวอน

‘เพชรในโคลน’ คือนิยายแนวแมรี่ซูบนเว็บไซส์ออนไลน์ มันไม่ใช่นิยายที่โดดเด่นอะไรนัก แต่ก็สามารถอ่านฆ่าเวลาได้ดี มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่าแองเจล่า แองจี้เป็นเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่ดั้นด้นมาเรียนต่อที่เมืองหลวง ด้วยความซื่อปนเปิ่นโก๊ะของเธอ จึงทำให้เธอได้รับความสนใจจากชาร์ล พระเอกของเรื่อง ด้วยสภาพแวดล้อมของพวกเศรษฐีที่มักจะเจอกับการสวมหน้ากากเข้าหากัน ดังนั้นความเปิ่นโก๊ะของแองเจล่าจึงกลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขา แน่นอนว่าไม่ได้มีแค่พระเอกเท่านั้นที่ตกหลุมรักเธอ ยังมีพระรองและตัวร้ายที่ตกหลุมรักเธอเช่นกัน

พระเอกเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเย็นชา ออกแนวพูดน้อยแต่แอบโรแมนติกแบบเงียบๆ ส่วนพระรองก็เป็นพวกผู้ชายที่แสนใจดีและอบอุ่น สุดท้ายตัวร้าย ผู้ชายหล่อแบบแบดๆ ออกแนวชั่วใส่ทุกคนยกเว้นแค่นางเอก แน่นอนว่านางเอกย่อมคู่กับพระเอก ไม่ว่าจะแสนดีมาจากไหนหรือเป็นคนพิเศษสำหรับใคร สุดท้ายพระเอกที่ชอบทำให้นางเอกเสียใจก็มักจะคาบนางเอกไปกินทุกที ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือนางร้าย และนางร้ายคนนี้ก็คือคู่หมั้นของพระเอก คู่หมั้นที่เหนือกว่านางเอกทุกด้าน ไม่ว่าจะหน้าตา สติปัญญาและฐานะ นางร้ายคนนี้ค่อนข้างฉลาดและร้ายลึก เธอจะไม่ลงมือเองแต่จะให้คนรอบคอบลงมือแทน ซึ่งแน่นอนว่านางเอกมักจะดวงดีแคล้วคลาดจากแผนชั่วของนางร้ายได้เสมอ จนสุดท้ายนางร้ายก็เลยออกโรงเอง และสุดท้ายก็แห้วแดกไปตามระเบียบ เพราะพระเอกมาช่วยนางเอกไว้ได้ทัน

บทสรุปของนางร้ายในเรื่องนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แน่ล่ะสิ ก็เล่นมาแตะต้องแก้วตาดวงใจของพระเอก พระรองและตัวร้าย จุดจบจะดีได้ยังไง แม้จะไม่ตายแต่ก็ใช้ชีวิตอย่างน่าอนาทเช่นกัน อ้อ แล้วนิยายเรื่องนี้มีส่วนไหนที่ดึงดูดให้คนอย่างฉันต้องมาอ่าน? ก็คงตรงที่เนื้อเรื่องของนิยายเล่มนี้ ดันเป็นชีวิตจริงของฉันในโลกคู่ขนานนะสิ!

ซาแมนธาไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่า ชีวิตของเธอนั้นจะเจอเรื่องราวที่แปลกพิลึกขนาดนี้ หลังจากที่เจ้ากรรมนายเวรทั้งสามตนนั่น(พระเอก พระรองและตัวร้าย) ร่วมมือกันแก้แค้นแทนแองเจล่า ธุรกิจครอบครัวของซาแมนธาก็เกือบจะล้มละลายในพริบตา หากไม่ใช่ว่าพ่อแม่ของพระเอกขอเอาไว้ เกรงว่าป่านนี้ทั้งตระกูลของเธอคงจบเห่ไปแล้ว และเพื่อเป็นการดับไฟแค้นของพระเอก ซาแมนธาจึงถูกสังเวยด้วยการโดนไล่ออกจากตระกูล และถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงชั่ว เป็นหญิงกาลกิณีที่ทำให้ตระกูลเกือบวอดวาย บลาๆๆ นั่นล่ะคือจุดจบของซาแมนธา…ในนิยายอ่ะนะ

ในความเป็นจริง หลังจากที่ซาแมนธาถูกไล่ออกจากบ้าน เธอก็ถูกตัวร้ายแก้แค้นลับหลังด้วยการวางยาและส่งคนมาข่มขืนเธอ และนั่นก็ทำให้เธอท้องไม่มีพ่อ นอกจากนี้พ่อพระรองแสนดีก็แอบกดดันเธอลับหลังด้วยการบีบไม่ให้เธอสามารถหางานทำที่เมืองหลวงได้ จนสุดท้ายซาแมนธาต้องระเห็จออกจากเมืองหลวงไปยังเมืองอื่น ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่สามารถทำงานหาเงินได้แน่ หลังจากที่ย้ายมาอยู่เมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซาแมนธาก็ได้งานทำเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ชีวิตเหมือนจะดีขึ้น จนเมื่อเธอมาพบว่าตัวเองท้อง แถมท้องกับใครก็ไม่รู้ ในขณะที่นั่งจมกับความท้อแท้ในโชคชะตาชีวิต ซาแมนธาก็ตัดสินใจที่จะทำแท้ง แต่ทว่าระหว่างรอทำแท้ง ตำรวจก็บุกเข้ามาจับหมอทำแท้งพอดี ทำให้ลูกของเธอรอด ส่วนซาแมนธาก็ช็อกเพราะยาที่หมอเถื่อนมันฉีดจนต้องหามเข้าโรงพยาบาล

หึๆ ไม่น่าล่ะ ทำไมทุกครั้งที่แผนการของเธอจะสำเร็จ จะต้องมีอุปสรรคอะไรสักอย่างมาขัดขวาง เมื่อก่อนเธอคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ จนกระทั่งถูกไล่ออกจากบ้าน ถูกข่มขืน ถูกบีบให้ออกจากเมืองหลวง และจบลงด้วยการท้องไม่มีพ่อ ตอนนั้นซาแมนธาก็ได้รู้สึกว่าโลกนี้ช่างลำเอียงเสียจริง และแน่นอนว่าสิ่งที่เธอคิดก็คือความจริง โลกใบนั้น ลำเอียงกับเธอมากๆ เพราะว่าเธอคือนางร้ายยังไงล่ะ

ครั้งแรกที่ซาแมนธารู้เรื่องนี้ เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออกมา มันทั้งจุกทั้งหน่วงอย่างบอกไม่ถูก เพื่อขับให้นางเอกโดดเด่น ต่อให้เธอต้องตายก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างงั้นเหรอ ซาแมนธานึกอยากจะบีบคอนักเขียนคนนี้นัก แน่นอนว่าทุกๆวันหลังจากเลิกเรียนหรือเลิกทำงาน ซาแมนธาจะส่งข้อความไปด่านักเขียนคนนั้นทุกวัน ด่ามันติดต่อถึงสามปี จนสุดท้ายก็เลิกด่ามันไปเอง เพราะเธอคิดว่าสิ่งที่ทำมันไร้ประโยชน์สิ้นดี อย่างไรเสียมันก็เปลี่ยนชะตากรรมที่น่าสังเวชของเธอไม่ได้

ในโลกคู่ขนานนี้ ซาแมนธาเป็นเด็กกำพร้าที่จะต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ชีวิตของเธอดีขึ้น และยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ สิบกว่าปีที่ดิ้นรนในอยู่ในโลกนี้ มันทำให้ซาแมนธามีจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นและเข้มแข็งขึ้น เรื่องราวทุกอย่างได้หล่อหลอมให้ซาแมนธากลายมาเป็นหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก! แต่เหมือนความสุขจะชังน้ำหน้าเธอไม่น้อย เพราะสุดท้ายเธอก็ตื่นขึ้นมาที่โลกเดิม พร้อมกับความทรงจำต่างๆได้ไหลเข้ามาในหัวของเธอ ซาแมนธาตอนนี้กลายเป็นคุณแม่ลูกสองไปแล้ว เหมือนกับว่าวิญญาณส่วนหนึ่งของซาแมนธาหลุดออกจากร่างแล้วไปโผล่ที่โลกคู่ขนาน ขณะที่วิญญาณอีกส่วนหนึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

จากความทรงจำที่ได้มาจึงทำให้ซาแมนธารู้ว่าหลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมาจากโรงพยาบาล ตำรวจได้มาสอบสวนเธอ ซาแมนธาจึงตอบกลับไปตรงๆว่าเธออยากเอาเด็กออกเพราะเธอโดนข่มขืนมา แต่เนื่องจากตกใจปนกังวล จึงทำให้เธอไม่กล้าแจ้งความและคิดว่าตัวเองคงไม่ท้อง แต่ไม่คาดว่าจะท้องขึ้นมาจริงๆ เธอไม่สามารถทำแท้งอย่างถูกกฎหมายได้ เนื่องจากไม่มีใบแจ้งความมายืนยันให้หมอดูได้ว่าเธอตั้งครรภ์เพราะโดนข่มขืน ดังนั้นหมอจึงไม่อนุญาตให้เธอทำแท้ง เพราะไม่มีทางเลือกจึงหันไปพึ่งคลีนิคทำแท้งเถื่อนแทน ด้วยเหตุนี้หมอที่เป็นเจ้าของเคสของเธอจึงยื่นข้อเสนอให้เธอคิดดีๆว่ายังอยากจะทำอยู่ไหม? หากยืนยันคำเดิม เขาจะออกใบอนุญาตให้ทำแท้งได้

ซาแมนธาอยากจะตอบตกลง แต่หมอก็ยื่นใบอัลตร้าซาวด์ให้เธอใบหนึ่งพร้อมกับบอกให้เธอเก็บไปคิดสักคืน และถามว่าเธอพร้อมที่จะทำร้ายชีวิตเด็กสองคนนี้ไหม ได้ยินดังนั้นซาแมนธาก็เงียบ บอกตามตรงซาแมนธาก็รู้สึกสับสนเช่นกัน เธอรู้สึกตกใจ หวาดกลัว เคียดแค้นและอารมณ์อื่นๆอีกมากมาย มันตีกันอยู่ในอกจนสุดท้ายก็หลั่งน้ำตาออกมา ความฝันสูงสุดของผู้หญิงทุกคนก็คือการแต่งงานมีครอบครัว มีสามีที่ดีและลูกที่น่ารัก ลึกๆแล้วซาแมนธาก็รักเด็ก เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถรักเด็กสองคนนี้ได้ไหม? เพราะเธอไม่อาจจะทำใจลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้เลย เธอเกลียด ‘พวกมัน’ ที่ทำร้ายเธอ เกลียดเสียงหัวเราะสะใจ เกลียดคำพูดหยาบคายของพวกมัน เกลียดความเจ็บปวดที่พวกมันยัดเยียดให้กับเธอ เกลียด เกลียด เกลียดทุกอย่างที่เป็นพวกมัน รวมถึงเลือกเนื้อเชื้อไขของพวกมันด้วย

แต่เด็กสองคนนี้ก็เป็นลูกของเธอเช่นกัน ซาแมนธาไม่รู้ว่าจะตัดสินใจยังไง ยิ่งให้เวลาเธอคิดทบทวนมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งลังเลมากเท่านั้น สุดท้ายซาแมนธาก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำและเก็บเด็กสองคนนี้เอาไว้ หากเป็นแค่คนเดียว ไม่แน่ว่าเธออาจจะทำไปแล้ว แต่นี่มีถึงสองคน ยิ่งไปกว่านั้น…เธอก็ไม่อยากอยู่คนเดียวจริงๆ ซาแมนธารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก มันทำให้ซาแมนธารู้สึกกลัวและโดดเดี่ยว หากว่าชีวิตของเธอมีเด็กสองคนนี้ร่วมเดินทางด้วย ไม่แน่ว่าความเหงาอาจจะคลายลงก็ได้ อย่างน้อยเธอก็มี ‘ครอบครัว’ เป็นของตัวเองนี่นะ

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น สุดท้ายซาแมนธาก็ไม่อาจจะทำใจรักลูกได้เต็มที่นัก ลึกๆแล้วในใจยังคงมีความเกลียดชังและไม่พอใจ ดังนั้นช่วงเวลาสี่ปีที่ผ่านมา แม้ซาแมนธาจะเลี้ยงดูพวกเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดและมอบความรักให้เด็กทั้งสองคน เธอมักจะเหินห่างและเย็นชาใส่ลูก จึงทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้ามาคลุกคลีด้วย ราวกับรับรู้ได้ถึงความเย็นชาของผู้เป็นแม่ อีกทั้งซาแมนธาก็มักจะใช้ความเกลียดชังที่มีต่อพ่อเด็ก บวกกับอ้างว่าต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูพวกเขามาเป็นข้ออ้างในเวลาที่เธอรู้สึกผิดต่อลูก ดังนั้นเธอจึงสามารถเมินเฉยใส่พวกเขาได้

สามปีที่ผ่านมาซาแมนธาก็ยังคงจมอยู่กับความทุกข์ ไม่มีวันไหนที่เธอจะรู้สึกผ่อนคลายหรือสบายใจได้เลย ราวกับว่าแบกโลกทั้งใบไว้กับตัวอยู่ตลอดเวลา จุดจบของนางร้ายก็คงเป็นแบบนี้ ชีวิตดิ่งลงเหวหาทางปีนขึ้นมาไม่ได้ตลอดกาล

ซาแมนธายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง เมื่อวิญญาณที่แยกจากกันมานานได้หลอมรวมเข้าด้วยกัน ซาแมนธาผู้อมทุกข์คนนั้นก็เปลี่ยนไป ไม่น่าเชื่อเลยว่าระยะเวลากว่าสิบปีที่โลกคู่ขนาน จะผ่านไปแค่สี่ปีในโลกนี้ ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงขยับฟูกก็ดังขึ้น ทำให้ซาแมนธาหันไปมองด้วยความสนใจ ก่อนจะพบเด็กน้อยสองคนที่กำลังนอนกอดกันอยู่บนเตียง ทันใดนั้นแววตาที่เฉยชาก็ปรากฏระลอกคลื่นบางอย่าง จากนั้นก็จางหายไป จากความทรงจำที่ได้รับมา ซาแมนธาก็รู้สึกผิดกับลูกของเธอมาก ตั้งแต่รู้ความก็ไม่เคยเอาแต่ใจหรือเรียกร้องสิ่งใด ทำตัวเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทเสมอ ไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับเธอ มิหนำซ้ำยังพยายามอย่างเต็มที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ พยายามช่วยทำงานบ้านเท่าที่จะทำได้ ซึ่งเด็กสามขวบนั้นไม่ควรที่จะเป็นแบบนี้

ซาแมนธายืดตัวขึ้นแล้วดึงผ้าห่มที่ลูกๆเตะทิ้งขึ้นมาคลุม จากนั้นก็นั่งมองพวกเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยน ในเมื่อตอนนี้เธอได้สติและตาสว่างขึ้นมาแล้ว นับจากนี้เธอจะดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด และทำให้พวกเขาภาคภูมิใจที่มีเธอเป็นแม่

อาหารเช้า

บทที่ 1

อาหารเช้า

มันจะมีคนบางประเภทที่ชีวิตย่ำแย่อยู่แล้ว แต่ก็ยังทำให้มันแย่ลงกว่าเดิม เหมือนอยากจะประชดชีวิต อารมณ์แบบชีวิตมันแย่นักใช่ไหม? ได้! งั้นฉันจะทำให้มันเฮงซวยกว่าเดิม! ถึงแม้ว่าคนที่เจ็บปวดและลำบากก็คือตัวเอง แต่ก็ยังทำอยู่ดี เหมือนพวกมาโซคิสม์ ยิ่งตัวเองเจ็บก็ยิ่งสะใจ ซึ่งซาแมนธาก็เป็นแบบนั้น ด้วยประสบการณ์แย่ๆ ที่เจอมา จึงทำให้ซาแมนธาหมดอาลัยตายอยาก อันที่จริงมีอยู่หลายครั้งที่ซาแมนธานึกอยากจะฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ทำ ไม่ใช่ว่าเธอเข้มแข็งและผ่านมันมาได้ แต่เป็นเพราะความขี้ขลาดและกลัวเจ็บต่างหาก ดังนั้นแม้ว่าชีวิตจะเส็งเคร็งแค่ไหน แต่ซาแมนธาก็ต้องทนหายใจต่อไป หึๆ ช่วยไม่ได้ก็ใครใช้ให้เธอขี้ขลาดกันล่ะ

แต่ซาแมนธาก็ไม่ได้ทรมานตัวเองแบบสุดกู่ อย่างมากก็แค่พาตัวเองไปอยู่ในที่แย่ๆ อย่างอพาร์ทเม้นเก่าๆ ห้องเล็กๆ และกินอาหารฟาสฟู้ดที่เคยประณามว่าเป็นอาหารขยะ รวมทั้งปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้อ้วนเผละ…แต่จริงๆ ก็ไม่ได้อ้วนมากมายอะไร อย่างมากก็แค่อวบ ฟังดูแล้วชีวิตก็ไม่ได้แย่อะไร คนธรรมดาก็เป็นกัน แต่อย่าลืมสิว่าซาแมนธาเคยเป็นถึงลูกคุณหนูเชียวนะ อีโก้ย่อมสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่า จากที่เคยอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังงาม ต้องมาซุกหัวนอนในอพาร์ทเม้นเก่าๆ ที่เล็กยิ่งกว่าห้องน้ำของเธอ ไหนจะต้องอยู่ร่วมกับคนธรรมดาที่เคยดูแคลน เป็นพนักงานออฟฟิศที่คอยรองรับอารมณ์ของเจ้านาย จากอาหารมื้อล่ะหลายพันเหรียญก็เหลือแค่สิบกว่าเหรียญ ใช้มากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวไม่มีเงินกินจนถึงสิ้นเดือน จากคนที่เคยเป็นดาวเด่นในหมู่ชนชั้นสูง กลับกลายมาเป็นสาวร่างอวบหน้ามันแผล็บ ส่วนเพื่อนที่เคยคบหาก็พากันตีตัวออกห่าง ในเมื่อไม่มีประโยชน์แล้วจะคบกันต่อทำไม? บางคนก็กลัวสามหนุ่มนั่นจนไม่กล้าที่จะติดต่อมาหาเธอ

อันที่จริง ชีวิตของซาแมนธาก็ไม่ได้แย่อะไร แม้จะถูกขับออกจากตระกูล แต่อย่างน้อยพ่อแม่ของเธอก็โอนเงินมาให้เดือนละแสน ซึ่งซาแมนธาไม่เคยแตะต้องมันเลย แม้แต่ตอนที่คลอดลูก หรือตอนที่สามแม่ลูกต้องใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร ถึงเธอจะต้องทำงานสองที่ในหนึ่งวัน หรือแม้กระทั่งกินน้ำทั้งวันเพื่อประทังความหิว แต่ซาแมนธาก็ไม่คิดจะแตะต้องเงินจำนวนนั้น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเธอโกรธพ่อกับแม่ แม้ว่าจะโดนคนทั้งโลกหันหลังให้ ซาแมนธาก็ไม่แคร์ แต่ต้องไม่ใช่พ่อกับแม่ของเธอ! ซาแมนธาเข้าใจถึงความจำเป็นของพ่อแม่ แต่ภาพที่พ่อกับแม่ยืนรวมกับญาติพี่น้องและประณามเธอว่าเป็นตัวซวย มันทำให้ซาแมนธาเจ็บปวดไปทั้งใจ อีกทั้ง… ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นพวกท่านจะโอนเงินมาให้ แต่ซาแมนธาก็ไม่คิดจะแตะต้องเป็นอันขาด จนกระทั่งตอนนี้ ซาแมนธาก็ไม่เคยบอกพ่อกับแม่เลยสักครั้งว่าเธอคลอดหลานชายฝาแฝดให้กับพวกเขา

ซาแมนธาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น อพาร์ทเม้นหลังนี้เป็นอพาร์ทเม้นที่ค่อนข้างเก่า แต่สภาพก็ยังดูดี ห้องของเธอเป็นแบบสตูดิโอขนาด 27.8 ตร.ม โชคดีที่ตอนนี้ลูกของเธอยังเล็ก ดังนั้นจึงสามารถพักอาศัยอยู่ที่นี่ได้อย่างสบาย แต่ถ้าหากโตไปก็ต้องขยับขยายพื้นที่อีก นี่ยังไม่รวมถึงการที่ลูกๆ จะต้องเตรียมตัวเข้าโรงเรียนอีก ค่าเทอม ค่ากินอยู่และค่าจิปาถะต่างๆ เชื่อว่าต่อให้ซาแมนธาจะทำงานสามที่ในวันเดียว เงินที่ได้ก็ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายอยู่ดี ดังนั้นเธอต้องหาเงินให้เยอะๆ เพื่อความสะดวกสบายของลูกและตัวเอง เสียเวลาไปสี่ปีกับความโง่พอแล้ว ถึงเวลาต้องเริ่มต้นใหม่ เธอจมปลักอยู่กับความเฮงซวยมามากพอแล้ว

ซาแมนธาเดินไปที่ตู้ชั้นวางทีวี จากนั้นก็เปิดตู้ออกเพื่อหยิบกระเป๋าใบหนึ่งออกมา เมื่อเปิดกระเป๋าออกก็จะพบกับจดหมาย สมุดบัญชีและบัตรเดบิตหนึ่งใบ เมื่อเปิดออกก็พบว่าล่าสุดที่ไปอัพเดตสมุดบัญชีก็คือเมื่อสี่ปีที่แล้ว ซึ่งยอดบัญชีค้างไว้ที่สี่แสนกว่าเหรียญ ไม่รู้ว่าทุกวันนี้พ่อกับแม่ยังโอนเงินมาให้เธอหรือเปล่า ดังนั้นเธอจะต้องไปเช็คเอาเองที่ตู้ATM ซาแมนธาเป็นคนที่ตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้วก็จะลงมือทันที ไม่รอช้า ซาแมนธาตัดสินใจเดินไปหยิบเสื้อโค้ทมาสวม จากนั้นก็เดินไปหยิบกระเป๋าตังค์และกุญแจบ้านมาถือ ก่อนที่จะออกจากออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเธอจะเป็นอย่างเงียบเชียบ เนื่องจากไม่อยากให้ลูกของเธอตื่นขึ้นมากลางดึก ซาแมนธาลงลิฟต์เก่าๆ มายังชั้นหนึ่ง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังซูเปอร์มาเก็ตที่อยู่ห่างจากอพาร์ทเม้นของเธอไปประมาณ 50 เมตร ซึ่งด้านหน้าทางเข้าของซูเปอร์มาเก็ตจะมีตู้ATMอยู่ ไม่รอช้า ซาแมนธาเดินเข้าไปเสียบบัตรเดบิตทันที จากนั้นก็กดรหัสบัตรเดบิตอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกดเช็คยอดเงินในบัญชี เมื่อเห็นจำนวนเงินในบัญชี ซาแมนธาก็อดแปลกใจไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงทุกวันนี้พ่อกับแม่ก็ยังโอนเงินเข้าบัญชีของเธอไม่เคยขาด

ยอดเงินล้านกว่าเหรียญตรงหน้าสามารถพลิกชะตาชีวิตของเธอได้ ด้วยมันสมองและสองมือของเธอ ซาแมนธามั่นใจว่าจะสามารถทำให้เงินหนึ่งล้านเหรียญกลายเป็นร้อยล้านหรือพันล้านเหรียญได้! อย่างน้อยด้วยจำนวนเงินตรงหน้า ก็ทำให้ซาแมนธาสามารถดำเนินกิจการของตัวเองได้ ด้วยความอารมณ์ดี ซาแมนธาจึงตัดสินใจกดเอาบัตรเดบิตออกมาจากตู้ จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปในซูเปอร์มาเก็ตเพื่อซื้อของสดมาทำอาหารเช้า ซึ่งปกติแล้ว อาหารเช้าของเธอกับลูกก็คือซีเรียลกับนม เนื่องจากซาแมนธายุ่งเกินกว่าจะมีเวลามาทำอาหารเช้าให้กิน ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือเธอเลี้ยงลูกด้วยซีเรียล นมและอาหารฟาสฟู้ดมาตลอดสี่ปี! นับว่าเป็นวาสนาของเธอจริงๆ ที่ลูกของเธออดทนทานอาหารแบบนี้ได้เกือบทุกวันในระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา

ซึ่งถ้าหากย้อนเวลาไปได้…ซาแมนธาก็คงทำแบบเดิม ประการแรก ซาแมนธาไม่มีเวลาตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้า เนื่องจากเธอทำงานสองที่ในวันเดียวแทบทุกวัน แค่สามารถลากสังขารไปทำงานทุกวันได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว ประการที่สอง ซาแมนธาไม่เคยทำอาหารเองเลย ต่อให้เป็นสลัดหรือแซนวิชง่ายๆ เธอก็ไม่เคยทำ อย่าว่าแต่เคยทำเลย แม้แต่ห้องครัวก็ยังไม่เคยเฉียดเข้าไปใกล้ มีอะไรก็สั่งเมดไม่ก็พ่อบ้านเอา เครื่องใช้ในครัวเพียงอย่างเดียวที่ทำงานก็คงเป็นตู้เย็นกับไมโครเวฟ อย่างน้อยเธอก็ใช้ไมโครเวฟเป็น

แต่ตอนนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกต่อไป ซาแมนธาที่มีความรู้และประสบการณ์ชีวิตมานับสิบปี [จากอีกโลกหนึ่ง] ไม่เพียงแต่จะสามารถทำอาหารง่ายๆ ได้ อาหารยากๆ บางอย่างเธอก็ทำได้! ซาแมนธาไม่รอช้า เธอเข็นรถเข็นไปที่โซนอาหารสดอย่างรวดเร็ว ในหัวก็คิดถึงเมนูอาหารเช้า กลางวันและเย็นที่เธอจะทำในวันนี้ อาหารที่เปี่ยมไปด้วยโภชนาการที่สมวัยสำหรับเด็ก! เนื่องจากไม่มีข้อจำกัดในการใช้เงิน ซาแมนธาจึงสามารถเลือกหยิบพวกเนื้อชั้นดีและเครื่องปรุงดีๆ ใส่ลงในรถเข็นอย่างไม่แยแส ในเมื่อตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องประหยัดในการใช้จ่ายเงินสำหรับการกินอยู่อีกต่อไป อย่างน้อยๆ เรื่องอาหารการกินของครอบครัวก็ไม่ควรจะประหยัดมากจนเกินไป

ซาแมนแทบจะกวาดของใส่รถเข็นเต็มคันรถ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่มีรถ ก็นำของในรถเข็นออกแทบไม่ทัน สุดท้ายนอกจากอาหารและของใช้ที่ใกล้หมดแล้ว ซาแมนธาก็ไม่ได้ซื้ออะไรอีก หลังจากจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ซาแมนธาก็ถือถุงกลับไปที่อพาร์ทเม้นด้วยความยินดี

เมื่อมาถึงบ้าน ซาแมนธาก็พยายามเดินให้เบาที่สุดและวางของให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป้าหมายแรกที่เธอต้องทำในวันนี้ก็คือหาบ้านใหม่และซื้อรถ หากมีบ้านเธอก็ไม่ต้องกังวลจะทำอะไรเสียงดังจนรบกวนลูกของตัวเอง และถ้ามีรถก็สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก ซาแมนธาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้ใกล้จะตีห้าแล้ว ซาแมนธามีงานประจำกับพาร์ทไทม์ งานประจำก็เป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ ในบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง ส่วนงานพาร์ทไทม์ก็เป็นพนักงานที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่เพิ่งจะซื้อของมาเมื่อกี้ โชคดีที่ตอนที่ซื้อของอยู่นั้นได้เจอกับผู้จัดการร้านในช่วงกะดึก ดังนั้นถึงจึงขอลาออกกับเขา และเนื่องจากเธอเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ การลาออกของเธอจึงไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก แค่บอกกล่าวก็เป็นอันจบ ในตอนนี้เธอจะลาออกแค่งานพาร์ทไทม์เท่านั้น ส่วนงานประจำคงได้ออกตอนสิ้นเดือน จะลาออกปุ๊บปั๊บไม่ได้ เดี๋ยวจะโดนหักเงินหรือไม่ก็ถูกเชิดเงินไป ถึงจะมีเงินล้านอยู่ในมือ แต่เงินไม่กี่พันเหรียญ เธอก็หวงอยู่ดี ไม่มีทางเสียหรอกที่คนอย่างซาแมนธาจะต้องเหนื่อยฟรี!

วันนี้เป็นวันหยุดของซาแมนธา ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องรีบร้อนไปทำงานและมีเวลาทำอาหารเช้าให้ลูกของเธอ ซาแมนธาไม่รอช้า เธอรีบขนข้าวของที่วางกองตามเคาร์ทเตอร์ครัวและบนเตาออก เนื่องจากไม่เคยใช้ครัว ดังนั้นซาแมนธาจึงดัดแปลงมันให้กลายเป็นที่เก็บของ หลังจากแยกของที่จะนำมาทำเป็นอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็ยัดใส่ตู้เย็นทั้งหมด จากนั้นเธอก็เริ่มทำอาหารเช้าด้วยท่าทางที่เบิกบานใจ เสียงน้ำมันที่เดือดปุดๆ และเสียงมีดได้ปลุกให้สองพี่น้องที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความงงงวย เมื่อลุกขึ้นนั่งก็พบว่าแม่ของพวกเขากำลัง…กำลังทำอาหารเช้า?

ภาพตรงหน้าทำเอาสองพี่น้องนึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ ตั้งแต่จำความได้ลุกซ์และอีธานไม่เคยเห็นแม่ตัวเองทำแบบนี้เลย อย่างมากก็แค่เทซีเรียลกับนมให้พวกเขาทาน ซึ่งหลังๆ พวกเขาก็ทำกันเองได้ และถึงกับทำให้แม่ด้วยซ้ำ ดังนั้นการเห็นแม่ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าก็ทำให้สองพี่น้องพากันแปลกใจและสงสัย พวกเขานึกว่าแม่ของพวกเขาทำอาหารไม่เป็น ไม่อย่างนั้น ห้องครัวคงไม่กลายเป็นพื้นที่เก็บของหรอก ส่วนพวกเขาก็คงไม่ได้กินแต่ซีเรียลเป็นอาหารเช้า อาจจะเป็นเพราะมัวแต่จ้อง จึงทำให้ผู้เป็นแม่สังเกตเห็นและหันมามองพวกเขา ไม่รู้ทำไมลุกซ์และอีธานก็พากันสะดุ้งเฮือก ราวกับว่าได้ทำอะไรผิดไป พวกเขาพากันหลบตากันจ้าละหวั่น

“ตื่นแล้วก็ลุกไปล้างหน้าล้างตาซะ อาหารเช้าจะเสร็จแล้ว” เมื่อได้ยินที่แม่พูด ลุกซ์กับอีธานก็หันมามองหน้ากัน ก่อนที่จะทำตามที่แม่สั่ง พวกเขาอยากเป็นเด็กดีของแม่ ถ้าหากพวกเขาเป็นเด็กดี แม่ของพวกเขาก็จะได้รักพวกเขามากขึ้น แม้ลุกซ์และอีธานจะเป็นเด็ก แต่พวกเขาก็รู้ว่าแม่ของตัวเองนั้นค่อนข้างที่จะเย็นชาใส่พวกเขา ถึงแม้พวกเขาจะไม่เคยโดนพ่อแม่ทุบตีเหมือนกับเด็กบางคนในเนิรส์เซอรี่ แต่แม่ของพวกเขาก็ดูเหมือนไม่อยากเข้าใกล้พวกเขา ไม่อยากกอด ไม่อยากจูบ ไม่อยากคุยด้วย และวางตัวห่างเหิน ไม่รู้ว่าที่เป็นอยู่แบบนี้เรียกว่าดีหรือไม่ ในบางครั้งพี่เลี้ยงในเนิรส์เซอรี่ยังใกล้ชิดพวกเขามากกว่าแม่เลย

พี่เลี้ยงบอกว่าพ่อกับแม่จะรักพวกเขามากๆ หากพวกเขาเป็นเด็กดี ซึ่งลุกซ์กับอีธานก็ไม่รู้ว่าการที่พวกเขาทำอาหารเช้าให้แม่ทาน [เทซีเรียลไว้ให้] เก็บของให้เป็นระเบียบ นำถ้วยจานใส่ลงในเครื่องล้างจาน พยายามอยู่ในโอวาทของแม่ แต่ลุกซ์และอีธานก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นเด็กดีในสายตาของแม่หรือยัง เพราะว่าแม่ก็ยังคงห่างเหินกับพวกเขาอยู่ดี ดังนั้นลุกซ์กับอีธานจึงพยายามกันต่อไป โดยหวังว่าสักวัน พวกเขาจะกลายเป็นเด็กดีของแม่ และแม่จะได้รักพวกเขาสักที

ซาแมนธามองตามหลังลุกซ์และอีธานที่เดินเข้าไปในห้องน้ำ ไม่สิ เธอแอบมองตั้งแต่ลูกของเธอช่วยกันพับผ้านวมให้เห็นระเบียบแล้ว เธอทั้งดีใจและรู้สึกเสียใจพร้อมๆ กัน ความเย็นชาของเธอบีบให้ลูกๆ รู้จักพึ่งพาตัวเอง รู้จักโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะแบบนี้เธอถึงได้เสียใจ อย่างน้อยๆ ตอนที่ซาแมนธาอายุเท่ากับลุกซ์และอีธาน เธอก็ยังมีช่วงชีวิตวัยเด็กที่มีความสุขและได้รับความรับจากครอบครัวอย่างเต็มที่ โชคดีอย่างหนึ่งก็คือการที่วิญญาณอีกครึ่งของเธอได้กลับมาที่นี่ และเวลาที่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สี่ปี ไม่อย่างนั้น ทุกอย่างก็ยากที่จะแก้ไขได้

เมื่อลุกซ์กับอีธานเดินออกมาจากห้องน้ำ พวกเขาก็เห็นอาหารเช้าที่มีทั้งไข่ทอด เบคอน ไส้กรอก ขนมปัง แยม นมและน้ำส้ม เรียกได้ว่าจัดหนักจัดเต็มกันเลยทีเดียว อาหารเช้าแบบนี้ พวกเขาก็เพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน

“มัวยืนนิ่งทำไมลุกซ์ อีธาน อาหารเช้าเสร็จแล้วนะ ถ้าลูกยังช้าเดี๋ยวมันก็เย็นหมดหรอก” แม้ว่าน้ำเสียงของซาแมนธาจะเรียบนิ่ง แต่แววตาที่แม่มองพวกเขามันดูต่างจากปรกติ

“ครับ” สองพี่น้องพากันขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ ส่วนซาแมนธาก็นั่งฝั่งตรงกันข้ามกับลูกๆ จากนั้นทั้งสามแม่ลูกก็พากันทานอาหารเช้าด้วยบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อ เนื่องจากลุกซ์และอีธานไม่คุ้นเคยกับแม่ในเวอร์ชั่นนี้ ส่วนซาแมนธาก็ไม่รู้จะเริ่มเข้าหาลูกยังไง หลังจากกินอาหารไปได้สองสามคำ ซาแมนธาก็ตักเบคอนไปวางในจากของลูกชายทั้งสองคน ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า “กินน้อยแบบนี้ถึงได้ผอมหัวโต จากนี้ไป…แม่จะตื่นมาทำอาหารเช้าให้กินทุกวันเลยดีไหม?”

แม้ว่าคำพูดจะดูแปลกๆ แต่สำหรับเด็กชายทั้งสองคนแล้ว มันกลับเป็นคำพูดที่ตราตรึงใจพวกเขามาก เมื่อก่อนแม่ไม่ค่อยสนใจพวกเขา แต่การที่แม่ทำแบบนี้ก็แสดงว่า…ทันใดนั้นลุกซ์และอีธานก็ตาร้อนผ่าวขึ้นมา จากนั้นอีธานก็กล่าวเสียงสั่นว่า “พวก พวกผมเป็นเด็กดีแล้วใช่ไหมครับ?”

“หือ?”

“พวกผมเป็นเด็กดีสำหรับแม่แล้วใช่ไหมครับ” อีธานเงยหน้ามองแม่ด้วยแววตาคาดหวังกึ่งกระวนกระวาย โดยมีลุกซ์เงยหน้ามองอย่างขลาดกลัว ซาแมนธาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวลูกทั้งสองคนอย่างเบาๆ

“ใช่จ๊ะ ลูกเป็นเด็กดีของแม่แล้ว” สิ้นประโยคนี้ สองพี่น้องพลันร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ซาแมนธารู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งใจ น่าสมเพชจริงๆ ซาแมนธา เธอนำความแค้นทั้งหมดมาลงที่ลูกจนสร้างแผลใจให้กับพวกเขา แทนที่จะนำไปลงกับพวกมัน เธอช่างอ่อนแอจนน่าสมเพชจริงๆ ซาแมนธาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปกอดพวกเขา

“ตอนนี้ลูกเป็นเด็กดีของแม่แล้ว ถึงเวลาที่แม่จะเป็นแม่ที่ดีของลูกบ้างนะ” ลุกซ์และอีธานไม่พูดอะไร นอกจากซุกหน้าเข้ากับอ้อมกอดของแม่ ในเมื่อพวกเขาเป็นเด็กดีแล้ว แสดงว่าแม่ของเขาก็รักพวกเขาแล้วสิ ลุกซ์กับอีธานรู้สึกดีใจมาก พวกเขามีแค่แม่เท่านั้น หากแม่ไม่รักพวกเขา ก็ไม่มีใครรักพวกเขาอีกแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงอยากให้แม่รักพวกเขา ใส่ใจพวกเขาบ้างสักนิด ไม่ต้องทำงานหนักก็ได้ พวกผมจะไม่เรียกร้องอะไร ไม่ต้องหาเงินมาให้พวกผมก็ได้ ผมแค่อยากให้แม่กอดผมเท่านั้น ผมแค่อยากให้แม่รักผมเท่านั้น

ซาแมนธากดริมฝีปากของเธอลงที่หน้าผากของลูกชายทั้งสองคนอย่างอ่อนโยน เธอไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องแย่ๆ ที่ทำได้ แต่ในอนาคตเธอจะทำให้พวกเขาได้เห็นว่าเธอรักพวกเขามากแค่ไหน ไม่ว่าจะความสุข เงินหรือเวลา เธอจะมอบให้พวกเขาอย่างเต็มที่ ให้กับครอบครัวเล็กๆ ของเธอ

วันหยุดพักผ่อน [1]

บทที่ 2

วันหยุดพักผ่อน [1]

หลังจากร้องไห้เสร็จ ซาแมนธาก็เช็ดน้ำตาให้ลูก จากนั้นก็บอกให้พวกเขาทานข้าวต่อ แต่บรรยากาศระหว่างพวกเขาก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซาแมนธาคอยดูแลพวกเขาระหว่างทานอาหาร เมื่อทานเสร็จแล้ว ซาแมนธาปล่อยให้ลุกซ์และอีธานเก็บจานชามไปใส่ในเครื่องล้างจาน แม้ซาแมนธาจะหมายมั่นเอาไว้ว่าจะเลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลี้ยงเขาแบบยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม เธอยังอยากให้พวกเขารู้จักช่วยเหลือตัวเองบ้าง ชีวิตไม่แน่นอน หากทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างจะลำบากเอา เห็นได้ชัดจากเธอ เพราะชีวิตมีแต่คนทำให้ทุกอย่าง ดังนั้นตอนที่ถูกไล่ออกจากบ้านจึงทำอะไรไม่เป็นเลย แม้กระทั่งเครื่องดูดฝุ่นก็ยังไม่รู้เลยว่าใช้ยังไง กว่าชีวิตจะเข้าที่เข้าทางซาแมนธาก็ลองผิดลองถูกอยู่นานพอสมควร

ซาแมนธาพาลูกมานั่งดูทีวีและพูดคุยหยอกล้อกัน เพื่อสร้างความสนิทสนมต่อกัน จนกระทั่งเกือบแปดโมงเช้า เธอก็บอกให้พวกเขาไปอาบน้ำ เพราะว่าวันนี้พวกเขาสามคนแม่ลูกจะไปเที่ยวที่สวนสัตว์หนึ่งวัน เมื่อเด็กๆได้ยินคำว่า ‘ไปเที่ยว’ กับ ‘สวนสนุก’ พวกเขาก็พากันตื่นเต้นและดีใจมาก พูดอย่างไม่อายปาก ตั้งแต่เกิดมานอกจากเนอสเซอรี่กับบ้านแล้ว ลูกของเธอก็ไม่ได้ไปไหน เนื่องจากในตอนนั้นซาแมนธาไม่ค่อยมีเวลาและไม่มีเงิน บวกกับพวกเด็กๆไม่กล้าที่จะรบกวนเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เคยเอ่ยปากขอร้องให้พาไปเที่ยว

ระหว่างที่พวกเด็กๆอาบน้ำ ซาแมนธาก็หยิบสมุดหน้าเหลืองมากางออก ในโลกนี้ เทคโนโลยีและความสะดวกสบายเทียบกับอีกโลกไม่ได้ ดูจากความทรงจำแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของเธอคงเทียบได้กับยุค90 ของโลกนั้น เป็นยุคที่อะไรหลายๆอย่างอยู่ในช่วงพัฒนาและเพิ่งถูกค้นพบ อันที่จริงแล้วประวัติศาสตร์ ชื่อประเทศ ชื่อเมืองและอื่นๆของโลกนี้ มีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับโลกนู้น เพียงแค่มีชื่อที่แตกต่างกันไป เดาว่านักเขียนคงกลัวติดลิขสิทธิ์ ดังนั้นเลยตั้งชื่อใหม่ทั้งหมด และที่นักเขียนตั้งเซ็ตติ้งขึ้นมาในยุคนี้ ก็เพื่อสร้างจุดเด่นของนางเอกขึ้นมา ไม่อย่างนั้นแม่ของพระเอกจะยอมรับนางเอกได้ง่ายๆเหรอ? หญิงสาวธรรมดาๆ ไต่เต้าจากจุดต่ำสุดขึ้นมายังจุดสูงสุดด้วยสองมือและสติปัญญา เรื่องนี้ฟังดูก็ไม่เลวใช่ไหมล่ะ? แน่นอนว่าในช่วงยุค 90 นั้น อะไรเอ๋ยที่ทำเงินได้มหาศาล? ถูกต้อง เทคโนโลยียังไงล่ะ!

แองเจล่าได้สร้าง ไม่สิ ต้องเรียกว่าช่วยออกไอเดียในการสร้างเสิร์ชเอนจินขึ้นมา ซึ่งทำให้บริษัทของพระเอกทำเงินได้มากมายก่ายกอง และถูกยกให้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าชีวิตของแองเจล่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง นอกจากนี้แล้วเธอยังเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลกอีกด้วย จบออกแบบเสื้อผ้า แต่สามารถแนะแนวทางในการสร้างโปรแกรมระดับโลกขึ้นมาได้ นี่มัน…โคตรจะน่าเหลือเชื่อ! แมรี่ซูสุดๆ!!

อาจจะเป็นเพราะฝังใจล่ะมั้ง ดังนั้นในโลกนู้น ซาแมนธาจึงเลือกที่จะเรียนสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ แทนที่จะเลือกเรียนบริหารเหมือนที่เรียนในโลกนี้ ซาแมนธาอดจะแสยะยิ้มออกมาไม่ได้ มันจะเป็นยังไงกันนะ ถ้าหากว่าเธอสร้างเสิร์ชเอนจินขึ้นมาแข่งกับฝ่ายพระนาง? เรื่องนี้มันต้องน่าตื่นเต้นมากแน่ๆ แต่ไม่นานความคิดนี้ก็โดนปัดทิ้ง การเป็นศัตรูกับพวกนั้นก็หมายถึงเป็นศัตรูกับโลกนี้ ต้องไม่ลืมว่าที่แผนการของเธอล้มเหลวอยู่ตลอด ก็เป็นเพราะโลกนี้ลำเอียงให้กับนางเอก!

ซาแมนธาเปิดสมุดหน้าเหลืองเพื่อค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ เพราะแผนการแรกที่เธอวางเอาไว้ก็คือย้ายบ้าน! หากมีบ้านหลังใหญ่หน่อย เธอคงทำอะไรได้สะดวก มันคงไม่ดีนักหากการทำงานของเธอต้องรบกวนลูกของตัวเอง ซาแมนธาไม่รอช้า เธอได้ติดต่อไปยังเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ประมาณสองสามเจ้า เพื่อให้อีกฝ่ายหาบ้านที่เธอต้องการ จากนั้นก็นัดแนะว่าจะไปดูบ้านในวันพรุ่งนี้ ขณะเดี๋ยวกันเธอก็โทรไปลางานกับหัวหน้าแผนกของเธอโดยตรง ตั้งแต่ที่ทำงานมา ซาแมนธาแทบจะไม่ลาหยุดเลย ดังนั้นเมื่อเธอขอลาสักสามสี่วันเพื่อที่จะพาลูกๆไปเยี่ยมตากับยาย ทางหัวหน้าแผนกจึงยอมอนุญาต แม้ว่าจะมีบ่นๆใส่อยู่บ้างก็ตาม แต่ซาแมนธาในตอนนี้ไม่ใช่ซาแมนธาคนเก่าที่จะต้องก้มหัวยอมโดนบ่นโดนด่าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เธอพูดแทรกเสียงบ่นแล้วตัดสายทิ้งทันที อย่างไรเสีย เธอก็จะออกจากงานอยู่แล้ว ทำไมต้องทนฟังเสียงบ่นของหัวหน้าแผนกด้วย?

หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ซาแมนธาก็รอจนลูกชายของเธอออกมา จากนั้นก็พาพวกเขาไปแต่งตัว ซาแมนธาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเมื่อเห็นชุดของลูกในตู้เสื้อผ้า มันดูซีดและเก่ามาก อย่าหาว่าเธออวยลูกตัวเองเลย แต่ลุกซ์กับอีธานหน้าตาหล่อตั้งแต่เด็ก ต่อให้สวมเสื้อผ้าเก่าๆก็ไม่อาจปกปิดความหล่อของพวกเขาได้ แต่มันจะดีกว่าไหม ถ้าสวมเสื้อผ้าดีๆเพื่อเพิ่มความหล่อของพวกเขา ซาแมนธาพยายามเฟ้นหาเสื้อผ้าที่ดีที่สุดมาให้พวกเขาสวม

“ก่อนจะไปเที่ยว แม่จะพาลูกไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ก่อน”

“ไม่ต้องก็ได้ครับ เสื้อผ้าพวกนี้ก็ดีอยู่แล้ว” ลุกซ์พูดขัดขึ้นมาเสียงเบา แค่แม่พาไปเที่ยวสวนสัตว์พวกเขาก็ดีใจมากแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยากขออะไรอีก แม้จะยังเด็ก แต่ลุกซ์กับอีธานก็รู้ว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีเงินก็จะไม่มีอาหาร ไม่เสื้อผ้าและไม่มีบ้านอยู่ อีกอย่างที่แม่ทำงานหนักก็เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูพวกเขา หากใช้เงินมาก ก็เท่ากับว่าแม่ต้องทำงานหนักมากขึ้น และมีเวลาอยู่กับพวกเขาน้อยลง พวกเขาอยากให้แม่อยู่กับพวกเขานานๆ ฉะนั้นพวกเขาจะต้องประหยัดเงิน

ซาแมนธาเหมือนรู้ว่าลูกคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเธอจึงยื่นเสื้อผ้าให้พวกเขาสวมแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องห่วง แม่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง แค่เสื้อผ้าไม่กี่ตัว แม่ไม่จ่ายเยอะหรอก” ซาแมนธาลูบหัวลุกซ์และอีธานอย่างปลอบโยน จากนั้นก็บอกให้ลูกไปนั่งดูทีวีรอ ส่วนเธอก็เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำ หลังจากอาบน้ำเสร็จ ซาแมนธาก็เดินมาแปรงฟันที่หน้ากระจก จากนั้นเธอก็อดหรี่ตาไม่ได้ เนื่องจากซาแมนธาจงใจไม่ดูแลตัวเอง จึงทำให้ผิวพรรณดูหยาบกร้านและยังมีห่วงยางรอบเอวอีกด้วย ด้วยสภาพแบบนี้ แม้แต่พ่อกับแม่ก็คงจะจำเธอไม่ได้ ซาแมนธาจึงตั้งเป้าหมายเพิ่ม เธอจะต้องกลับมาดูแลตัวเอง เธอจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นเห็นสภาพขี้แพ้ของตัวเองโดยเด็ดขาด

เมื่อออกมาจากห้องน้ำ ซาแมนธาก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเอง แน่นอนว่าเสื้อผ้าในตู้นั้นมีชุดให้เลือกไม่มากนัก นอกจากชุดทำงานที่เป็นทางการแล้ว ชุดอื่นๆก็ดูเก่าและล้าสมัยอีกด้วย แต่ไม่เป็นไร เธอจะทนสวมมันไปก่อน ไว้รอจนหุ่นเข้าที่เข้าทางค่อยหาซื้อเสื้อผ้าใหม่อีกที ซาแมนธาหยิบเสื้อยืดตัวใหญ่และกางเกงยีสน์เอวสูงมาสวม ก่อนจะหวีผมแล้วมัดผมอย่างลวกๆ จากนั้นก็หยิบกระเป๋าสะพายแล้วนำกระเป๋าตังใส่ลงไป ตั้งแต่มีลูก ทั้งชีวิตเธอก็มีเครื่องสำอางแค่แป้งเด็กกับลิปมันเท่านั้น เมื่อตรวจดูความเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ซาแมนธาก็พาลูกออกจากบ้านทันที

จุดหมายแรกของซาแมนธา ไม่ใช่สวนสัตว์ แต่เป็นโชว์รูม หากไม่มีรถจะไปไหนมาไหนย่อมไม่สะดวก ดังนั้นซาแมนธาจึงเลือกที่จะซื้อรถก่อน เธอพาลูกๆขึ้นรถเมล์ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ แน่นอนว่าลูกชายของเธอก็ตาลุกวาวกันขึ้นมา มันก็ไม่แปลกเท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่เกิดมา ลูกชายของเธอก็ไม่เคยได้เข้าห้างสักที ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะสถานการณ์ทางการเงินของครอบครัว อีกส่วนก็เพราะซาแมนธาไม่มีเวลาให้ลูก บวกกับเมื่อก่อนไม่เคยคิดที่จะสานสัมพันธ์แม่ลูก จึงไม่อยากใช้เวลาร่วมกับลูกเท่าไหร่นักหากไม่จำเป็น แต่วันนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก

“เรามาที่นี่ทำไมครับแม่?” อีธานเงยหน้าถามซาแมนธาด้วยแววตาตื่นเต้น

“เดี๋ยวเราต้องไปซื้อของกันที่นั่น จำได้ไหมว่าแม่เคยพูดว่าอะไร?” อีธานตาเป็นประกายพร้อมกับตอบออกมาเสียงใสแจ๋วว่า “ซื้อเสื้อผ้า!”

“ใช่แล้วครับ ก่อนจะไปซื้อเสื้อผ้า เดี๋ยวแม่จะพาไปซื้อรถกันก่อน” อีธานได้ยินแบบนั้นก็ร้องว้าวขึ้นมา ผิดกับลุกซ์ที่มีสีหน้ากึ่งตื่นเต้นกึ่งกังวล เท่าที่จำความได้ เขาไม่เคยเห็นแม่ซื้อของแพงแบบนี้มาก่อน เขารู้ว่ารถคันใหญ่นั้นราคาแพงมาก เนื่องจากพี่เลี้ยงที่เนอสเซอรี่ห้องหนึ่งเคยพูดเรื่องนี้ให้กับพี่เลี้ยงของห้องเขาฟัง ว่ากันว่าเฉพาะคนรวยเท่านั้นถึงจะมีเงินซื้อได้ ซึ่งดูจากสภาพของพวกเขาในตอนนี้แล้ว พวกเขาไม่น่าจะถูกจัดว่ารวย

“แม่ครับ รถมันแพงมากๆไม่ใช่เหรอครับ แล้วพวกเราจะซื้อได้เหรอ?” ลุกซ์เงยหน้าถามอย่างอดใจไม่ไหว

“พวกเรามีเงินมากพอจ๊ะลูก ลุกซ์ก็เห็นใช่ไหมว่าแม่ทำงานหนักมากแค่ไหน?” ลุกซ์พยักหน้า แม่ของเขาทำงานหนักมาก หนักมากจนไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับพวกเขาเท่าไหร่ แม่เคยบอกว่าแม่ต้องหาเงินเยอะๆมาเลี้ยงพวกเขา ดังนั้นเลยไม่มีเวลาอยู่ด้วย วันวันหนึ่งเขาเจอหน้าแม่นานที่สุดก็ตอนตื่นนอนก่อนเนี่ยแหละ

“เพราะแม่ทำงานหนัก แม่เลยมีเงินเยอะๆมาซื้อรถเหรอครับ?” อีธานถามต่อ ซาแมนธาพยักหน้า ความจริงเงินที่เธอใช้ไม่ใช่เงินที่หามาได้ แต่เป็นเงินที่พ่อกับแม่ส่งมาให้ แต่เนื่องจากเรื่องราวมันซับซ้อนเกินไป และซาแมนธาไม่อยากให้มันเกี่ยวโยงไปถึงพ่อกับแม่ของเธอ ที่มีศักดิ์เป็นตากับยายของลูก ฉะนั้นซาแมนธาจึงปิดบังเรื่องนี้ไว้ก่อน สามแม่ลูกพากันมุ่งหน้าไปที่โชว์รูมยี่ห้อรถวัมโป

วัมโป เป็นรถยนต์แบรนด์ดังระดับโลกที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน และมีสาขากระจายไปทั่วประเทศและประเทศใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นยี่ห้อรถยนต์ระดับหรูที่มีแต่คนรวยและคนมีฐานะระดับหนึ่งใช้กัน นอกจากนี้เทคโนโลยี ความแข็งแกร่งและรูปลักษณ์ของมันก็ยังจัดได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก ฉะนั้นความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่รับประกันได้ ตอนที่สามแม่ลูกเดินเข้ามาด้านใน ทุกสายตาก็พากันจ้องมองมาที่พวกเขา แน่นอนว่าสายตาเหล่านี้ทำให้พวกเด็กๆตัวเกร็งด้วยความกลัว ก่อนจะพากันหลบหลังแม่ของตัวเอง ส่วนซาแมนธา แม้ว่าชีวิตของเธอจะดิ่งลงเหวมาหลายปี แต่กริยามารยาทและออร่าจากการใช้ชีวิตในแวดวงไฮโซ ก็ไม่มีทางเสื่อมคลาย ดังนั้นแม้จะอยู่ในชุดที่ดูปอนๆไปบ้าง แต่ท่าทางสุขุมเยือกเย็นและแววตาเฉยชาของเธอ ก็ทำให้ผู้คนรอบๆไม่กล้าที่จะเสียมารยาทกับเธอ บวกกับออร่านางพญาในสมัยก่อน ก็ยิ่งทำให้พนักงานไม่กล้าจะดูแคลน

พนักงานขายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธออย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยถามอย่างมีมารยาทว่า “ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงมีอะไรให้ผมรับใช้ไหมครับ?”

“ฉันต้องการซื้อรถสักคัน คุณสามารถแนะนำรถให้ฉันได้ไหม? ฉันต้องการรุ่นที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือเวลาไปคุยงาน ดีไซน์ด้านในดูหรูหราและมีพื้นที่กว้างขวาง”

“งั้นเชิญทางนี้ครับ ผมว่ารถรุ่นนี้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคุณได้” พนักงานขายเดินนำเธอและลูกไปยังอีกด้าน จากนั้นก็แนะนำรถรุ่นนี้อย่างละเอียด แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะไม่ค่อยถูกใจเธอเท่าไหร่นัก เนื่องจากเธอชินกับหน้าตารถในโลกคู่ขนานที่มีดีไซน์สวยงามและเรียบหรูกว่า แต่สำหรับโลกนี้ รูปลักษณ์แบบนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว แม้ดีไซน์ภายนอกไม่ค่อยถูกใจ แต่ดีไซน์ภายในกลับถูกใจเธอมาก โดยเฉพาะเบาะหนังแท้โทนสีสว่างกับลวดลายไม้ที่สวยงาม แวบแรกที่เด้งขึ้นมาในหัวก็คือRolls- เดาว่าต้นแบบของวัมโปคงมาจากแบรนด์รถยี่ห้อนี้แน่ๆ แถมยังเป็นหนึ่งในแบรนด์โปรดของเธออีกด้วย หลังจากเดินดูและถามรายละเอียดต่างๆจนพอใจแล้ว ซาแมนธาจึงถามพนักงานคนนั้นว่า “รถคันนี้มีสีอะไรบ้าง?”

“พวกเรามีสีมาตรฐานสี่สี สีดำ สีขาว สีน้ำเงินและสีเทาครับ แต่หากคุณผู้หญิงไม่ชอบ สามารถสั่งทำสีรถได้นะครับ เพียงแต่อาจจะใช้เวลาเดือนกว่าๆเกือบสองเดือน ถึงจะสามารถส่งมอบรถให้คุณผู้หญิงได้” ซาแมนธาส่ายหน้าทันที เธอต้องการจะใช้รถเดี๋ยวนี้ ดังนั้นข้อเสนอนี้ถูกปัดตกไปทันที

“ในคลังโชว์รูมคุณมีรถรุ่นนี้ทุกสีที่กล่าวมาไหม?”

“มีครับ”

“ดี ฉันอยากได้ตัวท็อปของรุ่นนี้สีน้ำเงินและจ่ายสด ไม่ทราบว่าราคาเท่าไหร่? ใช้เวลานานไหมในการตรวจเช็คสภาพรถและรับมัน?”

“เชิญทางนี้เลยครับ ผมจะจัดเตรียมเอกสารให้” ซาแมนธาหันไปพยักหน้าให้ลุกซ์กับอีธานที่กำลังทดลองนั่งเบาะหลังของรถให้ตามมา ท่าทางของแฝดคู่นี้ดูจะตื่นเต้นและดีใจมากๆ พวกเขาวิ่งตามแม่ของตัวเองไปยังโต๊ะและเก้าอี้ที่อยู่อีกด้าน เมื่อนั่งลง ก็มีพนักงานหญิงอีกคนนำน้ำและคุกกี้มาเสริฟให้

“แม่ครับกินได้ไหม?” อีธานเมียงมองคุกกี้ที่อยู่บนจานและหันหน้ามาสบตาเธอ

“กินได้ลูก เดี๋ยวจัดการธุระเรื่องนี้เสร็จแล้ว พวกเราค่อยไปซื้อของที่ห้างกัน ต่อจากนั้นก็ขับรถใหม่ไปสวนสัตว์กันดีไหม?”

“ดีครับ!” อีธานพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าครอบครัวของเขาจะมีรถเป็นของตัวเอง เมื่อก่อนเขารู้สึกอิจฉาเพื่อนที่มีรถคันเล็กเป็นของตัวเอง แต่ตอนนี้เขากลับมีรถที่ใหญ่กว่าพวกนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าแม่จะยอมให้เขาเอารถไปเล่นที่เนอสเซอรี่ไหม? เขาเชื่อว่าด้วยฝีไม้ลายมือในการควบคุมรีโมทรถของเขาแล้ว เขาสามารถพารถของตัวเองชนะเพื่อนได้แน่ๆ

ซาแมนธาไม่รู้เลยว่าลูกรักของเธอคิดจะเอารถยนต์ไปแข่งกับรถบังคับวิทยุของเพื่อนที่เนอสเซอรี่ หากเธอรู้เรื่องนี้ เกรงว่าคงมีบิดแก้มกันบ้าง ซาแมนธาเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองยังไม่มีแคชเชียร์เช็ค ดังนั้นจึงสอบถามกับพนักงานว่าจะให้เธอไปซื้อแคชเชียร์เช็คกับธนาคารไหนดี ถึงจะสะดวกในการดำเนินการ โชคดีที่ธนาคารดังกล่าวอยู่ไม่ไกลจากโชว์รูมนัก ทำให้ซาแมนธาใช้เวลาไม่นานในการออกไปซื้อแคชเชียร์เช็คแล้วกลับมา หลังจากเซ็นเอกสารและฟังคำอธิบายของพนักงานชายคนนั้น เธอก็เซ็นเช็คและยื่นให้อีกฝ่าย พนักงานรับเช็คมาอย่างสุภาพแล้วกล่าวว่า

“อีกหนึ่งชั่วโมง รถของคุณผู้หญิงก็พร้อมให้ใช้งานแล้ว ระหว่างรอคุณผู้หญิงสามารถพาลูกๆไปเที่ยวที่ห้างฝั่งตรงข้าม หรือจะนั่งรอในโชว์รูมของเราก่อนก็ได้ครับ เมื่อรถเสร็จแล้วจะติดต่อคุณผู้หญิงไป”

“ตกลงค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันกับลูกจะไปที่ห้างก่อน หลังจากรถเช็คสภาพเรียบร้อยแล้วก็ติดต่อฉันไปทันทีนะคะ” เมื่อนัดแนะเวลาเรียบร้อยแล้ว ซาแมนธาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้จะสิบโมงแล้ว เธอพาลูกไปซื้อเสื้อผ้าและของใช้ให้กับเขา

“มา พวกเราไปเดินเล่นที่ห้างกัน” ซาแมนธาหยีหัวลุกซ์กับอีธานเบาๆ เธอเสียเวลาอยู่ที่นี่เกือบหนึ่งชั่วโมง หากเป็นเด็กคนอื่น คงมีร้องไห้งอแงกันบ้าง แต่ลุกซ์กับอีธานก็ไม่ทำแบบนั้นให้เธอต้องหนักใจ ในเมื่อลูกเป็นเด็กดีแบบนี้แล้ว ซาแมนธาจะไม่ให้ของขวัญได้อย่างไร?

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...