ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Transn IOL Technology Co., Ltd
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
ประพันธ์โดย : 慕容 แปลภาษาไทยโดย : เสาวลักษณ์ เรืองศรี
“สวี่จือ” หญิงสาวที่มีดวงชะตาอาภัพ ตั้งแต่วัยเยาว์บิดามารดาก็เสียชีวิตทั้งคู่ พี่ชายเพียงคนเดียวก็ขาพิการ
ซ้ำตัวนางเองยังถูกบังคับให้แต่งงานออกเรือนแทนพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง
ทว่าแต่งงานได้ไม่ทันไรสามีก็ด่วนจากไป แม่สามีก็ชังน้ำหน้าถึงขนาดที่ขายนางให้กับชาวประมง
ในเมื่อไม่มีสิ่งให้ต้องอาวรณ์ นางจึงขอยอมแพ้ต่อโชคตะชา
ทิ้งร่างสู้ก้นเหวมหาสมุทร…
.
แต่เหมือนสวรรค์เห็นใจในโชคชะตา นางจึงได้ย้อนเวลากลับมาในอดีต
ในช่วงเวลาเดียวกับตอนที่นางจะเสียครอบครัวที่รักยิ่งไป…
ทั้งๆ ที่คิดว่าครอบครัวได้ตายจากไปแล้ว แต่พวกเขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้านางอีกครั้ง!
โดยที่นางไม่รู้ว่าเลยครอบครัวของนางหาใช่คนในยุคสมัยนี้ไม่
.อีกทั้งความลับที่ชาติที่แล้วนางสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รักไป มีคนวางแผนร้ายอยู่เบื้องหลัง!
.
สุดท้ายแล้ว นางจะรู้หรือไม่ว่าครอบครัวที่รักและเอ็นดูในครั้งนี้จะมิใช่คนในครอบครัวเดิมของตน
แต่กลับเป็นเหล่าคนที่ข้ามมิติมาจากอนาคต!
.
แถมยังเป็นครอบครัวที่พ่อแม่หลงบุตรสาว พี่ชายเอ็นดูน้องสาวสุดๆ อีกต่างหาก!!
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3U7VrU0
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
สวี่จือ
สวี่จือรู้สึกว่าชีวิตของตนเองนั้นไม่มีโชค
ตั้งแต่วัยเยาว์บิดามารดาก็เสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ พี่ชายเพียงคนเดียวซ้ำก็ยังขาพิการ ในครอบครัวอย่างจวนโหว หากมีร่างกายที่ไม่สมประกอบก็หมายความว่าต้องถูกสกุลทอดทิ้ง
นางที่ถูกส่งไปอยู่เรือนท้ายจวนจนถึงอายุสิบสี่หนาว ก็ถูกคนในครอบครัวจัดการให้แต่งออกไปที่จวนติ้งกั๋วกง ซึ่งเป็นการแต่งงานแทนพี่สาวผู้เป็นญาติของตนเองกับคุณชายสองของจวนติ้งกั๋วกง ผลปรากฏว่ายังไม่ทันได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน อีกฝ่ายก็ดันด่วนจากไปเสียก่อน ต่อมาจวนติ้งกั๋วกงก็ถูกยึดทรัพย์ ทั้งครอบครัวถูกส่งไปที่หลิงหนาน สวี่จือเองก็ทำได้เพียงติดตามคนของจวนติ้งกั๋วกงเดินทางหลายพันลี้ไปที่หลิงหนานด้วยเช่นกัน
ชีวิตหลังจากนั้นก็ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ สวี่จือถูกแม่สามีที่เกลียดนางเข้ากระดูกขายออกให้ไปเป็นชาวประมง ด้วยใจที่เฉยชา ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์ สวี่จือจึงตัดสินใจโดดลงทะเลฆ่าตัวตายไปเสีย
วินาทีก่อนที่จะตายนั้น สวี่จือกำลังครุ่นคิดกับตนเองว่า หากบิดามารดาไม่ได้ตกตายไปเพราะอุบัติเหตุในครานั้น ตัวนางเองมีคนคอยดูแล อีกทั้งยังมีคนหนุนหลัง จะประสบพบเจอเหตุการณ์ยากลำบากเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?
ตอนที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง สวี่จือพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงเตียงหนึ่ง พอหันศีรษะมองไปรอบๆ พบว่าภายในห้องล้วนตกแต่งด้วยสิ่งของกลางเก่ากลางใหม่ บริเวณใกล้หน้าต่างมีตั่งหลัวฮั่นวางอยู่ตัวหนึ่ง ตรงกลางตั่งมีโต๊ะเตี้ยตัวเล็กๆ วางอยู่ และมีที่เหยียบสองตัวอยู่ที่พื้นด้านหน้าตั่ง
ใกล้ๆ ตั่งหลัวฮั่นเป็นโต๊ะบูชา และมีภาพไห่ถางชุนซุยแขวนเอาไว้บนผนังห้อง
บนโต๊ะบูชามีจานผลไม้วางไว้สามจาน ด้านบนจานผลไม้มีธูปดอกเล็กๆ ปักเอาไว้อยู่หนึ่งดอก กลิ่นควันธูปหอมๆ โชยออกมาจากก้านธูป
สวี่จือยันตัวจะลุกขึ้นนั่ง ปรากฏว่าพอเห็นมือของตนเองก็พบว่ามันกลับกลายเป็นมือของเด็กตัวเล็กๆ ไปเสียแล้ว
นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาระดับใบหน้าหน้าตนเองแล้วเพ่งพินิจ มือทั้งสองข้างขาวนวลและนุ่ม เล็บมือกลมสวยสะอาดสะอ้าน แค่มองก็รู้ว่าต้องผ่านการตัดแต่งดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ไม่ใช่มือสากๆ ที่แสนจะหยาบกร้านเพราะล้มลุกคลุกคลานตรากตรำเป็นประจำอย่างเก่า
นางตกตะลึงไปชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นมาจากเตียง มองไปรอบๆ พบว่าภาพตรงหน้านั้นช่างคุ้นตาแต่ก็ไม่คุ้นเคยในความรู้สึกราวกับฝันไป
สวี่จือหันหน้าไปเห็นโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ติดกับเตียง ด้านบนวางกล่องใส่เครื่องประทินผิวเอาไว้ ซึ่งตอนนี้กล่องยังคงเปิดอยู่ นางอยากจะไปดูคันฉ่องเป็นอย่างมาก ว่าตนเองในตอนนี้มีหน้าตาเป็นอย่างไร
ขณะที่กำลังคิดเป็นตุเป็นตะกับตนเองในใจอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากด้านนอกหน้าต่าง สวี่จือผู้แสนขี้ขลาดก็รีบกลับลงไปนอนบนเตียงดังเดิม
ด้านนอกหน้าต่างมีคนพูดกระซิบกระซาบกันเสียงเบา “เมื่อครู่ข้าได้ยินคนเฝ้าประตูพูดกันว่านายท่านนำคนไปนอกเมืองเพื่อหาคนแล้ว พี่อู๋ เจ้าว่าคุณชายสามกับฮูหยินสามจะเป็นอันใดไปหรือไม่?”
คนที่ถูกเรียกว่าพี่อู๋ผู้นั้นกล่าวว่า “เรื่องเช่นนี้ผู้ใดจะไปรู้กันเล่า แม่นางจาง เจ้าไปได้ยินผู้ใดพูดเช่นนี้กัน?”
แม่นางจางกล่าวว่า “ช่วงบ่ายตอนที่ข้าไปเอาอาหารที่โรงครัว ได้ยินหนิวเอ้อน์คนขับรถม้ากลับมาส่งข่าว บอกว่าเป็นเพราะถนนลื่นเกินไป เป็นเขาคนเดียวที่กระโดดลงมาจากรถม้าได้ทัน ส่วนคุณชายสาม ฮูหยินสามแล้วก็คุณชายใหญ่ตกลงไปในเหวด้วยกัน เจ้าว่าเหตุใดคนดีๆ ถึงไม่มีข่าวดีๆ กัน?”
แม่นางอู๋พูดขึ้นว่า “คุณหนูเก้าผู้น่าสงสารของพวกเรา อายุยังน้อยแท้ๆ หากสิ้นบิดามารดาไวปานนี้ แล้วต่อไปผู้ใดจะดูแลเล่า?”
แม่นางจางเอ่ย “ได้ยินมาว่าโหวเย่ [1] ไปตามหาแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถพากลับมาได้หรือไม่ หากพากลับมาได้แล้ว แขนหักขาหัก เส้นทางยิ่งใหญ่นี้ก็ถือว่าจบแล้ว ได้ยินมาว่าหากร่างกายพิกลพิการจะไม่สามารถสอบเป็นขุนนางได้นี่”
สวี่จือได้ยินถึงตรงนี้ก็รู้แล้วว่านี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนางยังเยาว์
นางเคยได้ยินแม่นมของตนพูดถึงเกี่ยวกับบิดามาก่อนว่า หลังจากคุณชายสามของจวนโหวนามว่าสวี่เหราสอบเข้าราชการได้ จู้อี๋เหนียงหรือก็คือมารดาของสวี่เหราบอกว่านางเคยบนบานที่วัดเฉิงกวง หลังจากที่สวี่เหราสอบเข้าเป็นขุนนางได้แล้วก็ให้รีบไปแก้บนเสีย อีกทั้งยังต้องพาบุตรทั้งสองในเรือนไปด้วย
ในวันนั้นเอง สวี่จือหลังจากตื่นนอนตอนเช้าก็มีอาการไข้ บิดามารดาสงสารนางที่มีร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ จึงมิได้พานางไปด้วย พาไปเพียงสวี่ตี้เท่านั้น ผลปรากฏว่ารถม้าที่สวี่เหรานั่งไปวัดพลัดตกลงไปในหุบเหวด้านล่างภูเขาเหตุเพราะว่าถนนลื่น สวี่เหรากับภรรยาของเขาจึงตกตายไปด้วยเหตุฉะนี้
สวี่ตี้ตกลงไปขาหัก หลังจากถูกคนช่วยขึ้นมาได้แล้ว สวี่จือกับสวี้ตี้ผู้เป็นพี่ชายก็กลายเป็นเด็กกำพร้า
เรื่องนี้ล้วนเป็นสิ่งที่สวี่จือฟังแม่นมของตนเองเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ตอนที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น สวี่จืออายุเพียงสี่หนาว ส่วนสวี่ตี้อายุสิบหนาวเท่านั้น
สวี่จือปีนลงมาจากเตียง แล้วคลานไปตรงตั่งหลัวฮั่นที่อยู่ตรงหน้าต่าง ดอกไม้สีแดงสดงดงาม ใบไม้สีเขียวชอุ่มละลานตาอยู่ด้านนอกหน้าต่าง ต้นสือหลิว [2] ในเรือนออกดอกสีแดงเต็มต้น ตรงมุมข้างประตูเรือนปลูกต้นพุทธรักษากินหัวที่ดอกกำลังผลิบานอยู่พอดี ภายใต้แสงแดดอันอบอุ่นของดวงอาทิตย์ที่อาบไล้ไปทั่วทั้งเรือนหลังเล็กนี้ ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ทางเดินทอดยาวที่ถูกใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นกองทับถมจนกลายเป็นสีแดง มีคนสองคนยืนอยู่ ต่างก็สวมใส่ชุดของบ่าวรับใช้ของจวนโหว ถึงแม้เวลาจะผ่านมานานหลายปีแล้ว แต่สวี่จือก็ยังคงจำได้เพียงแค่มองปราดเดียวเท่านั้น
แม่นางจางยังคงอยากจะพูดต่อไป ส่วนแม่นางอู๋ก็ได้ห้ามเอาไว้
แม่นางจางหลังจากทำความเคารพแม่นางอู๋เสร็จก็รีบเดินจากไป คนถูกทำความเคารพถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะแหวกม่านแล้วเดินเข้าไปในเรือน
เมื่อเข้ามาในห้องก็เห็นร่างเล็กๆ นั่งอยู่บนตั่งข้างหน้าต่างด้วยน้ำตานองหน้า นางตกใจรีบเข้าไปอุ้มสวี่จือขึ้นมาพร้อมพูดว่า “ไอ๊หยา คุณหนูเก้าของข้าน้อย เป็นอันใดไปเจ้าคะ? เหตุใดถึงมานั่งอยู่ตรงนี้ แถมยังร้องไห้อีกด้วย?”
สวี่จือเมื่อเห็นแม่นางอู๋ ถึงได้รู้ว่าที่แท้ก็คือแม่นมอู๋นี่เอง แต่ว่าเป็นแม่นมอู๋ที่ยังสาวกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว
แม่นางอู๋ในตอนนี้ เป็นคนในจวนโหวที่รับผิดชอบซื้อของเข้าโรงครัว นางเป็นแม่นมของซื่อจื่อ [3] ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น ก็ไปดูแลเรือนของโหวฮูหยิน เป็นสาวใช้คนโปรดของฮูหยินท่าน
ตอนที่สวี่จือถูกบีบบังคับให้แต่งงานแทนพี่สาว นางยังเคยแอบส่งของมาให้สวี่จืออยู่หลายครั้ง ทั้งยังแอบบอกเรื่องราวต่างๆ แก่สวี่จือ เรื่องราวความเป็นไปต่างๆ ในจวนติ้งกั๋วกงนั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่แม่นมอู๋บอกแก่สวี่จือทั้งนั้น เพราะคำบอกเล่าของแม่นมอู๋ สวี่จือจึงไม่ได้เข้าไปในจวนติ้งกั๋วกงด้วยดวงตามืดบอดไม่รู้อะไรเลย
สวี่จือร้องไห้สะอึกสะอื้น กอดคอแม่นางอู๋แน่น แล้วพูดว่า “ข้าอยากได้ท่านแม่ ข้าอยากได้ท่านพ่อ”
แม่นางอู๋ถอนหายใจ ตบหลังสวี่จือเบาๆ พลางปลอบ “คุณหนูเก้าเจ้าคะ อย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าค่ะ ท่านพ่อท่านแม่ของท่านอีกเดี๋ยวก็จะพาพี่ชายของท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
สวี่จือทนไม่ไหวอีกต่อไป โถมตัวเข้าไปในอ้อมกอดของแม่นางอู๋แล้วร้องไห้จ้าเสียงดังลั่น
แม่นางอู๋ถูกสวี่จือร้องไห้ใส่เช่นนี้ก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก ก่อนจะไปนั่งบนตั่งหลัวฮั่น พลางกอดสวี่จือเอาไว้ในอ้อมแขน แล้วเอ่ยว่า “คุณหนูเก้าเจ้าคะ ต่อไปพวกเราก็จะกลายเป็นสตรีที่เติบใหญ่ ถึงตอนนั้นจะต้องดูแลตัวเองนะเจ้าคะ”
สวี่จือฟังแล้วในใจก็ยิ่งเจ็บปวด ภายในใจของนางย่อมรู้ดี การที่แม่นางอู๋พูดเช่นนี้ บิดามารดาของนางแล้วก็พี่ชายนั้นคงโชคร้ายมากกว่าโชคดี
นางก็มิรู้ว่าตนเองร้องไห้ถึงตอนไหนถึงเผลอหลับไป แม่นางอู๋มองเด็กน้อยดวงตาบวมปูดในอ้อมกอดของตนเอง แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะวางสวี่จือลงบนเตียงนั้น นางไม่วางใจที่จะทิ้งสวี่จือเอาไว้ในห้องนี้เพียงลำพัง จึงไปหาเก้าอี้มานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง
เชิงอรรถ
[1] โหวเย่ เป็นคำเรียกนายท่านของจวนโหว
[2] ต้นทับทิม (石榴树: Shíliú shù)
[3] ซื่อจื่อ (世子: Shìzi) ซึ่งหมายถึงผู้สืบทอด บุตรชายผู้ที่จะสืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา เช่น บุตรชายของชินหวาง โหวเย่ ฯลฯ จะถูกเรียกว่า ซื่อจื่อ ต่างจาก รัชทายาทหรือไท่จื่อ (太子: Tàizǐ) ซึ่งเป็นคำเรียกคนที่จะขึ้นเป็นหวงตี้พระองค์ต่อไปเท่านั้น
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3U7VrU0
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
สวี่ตี้
วัดเฉิงกวงด้านนอกเมือง เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง ซึ่งอยู่บนภูเขาด้านนอกเมืองระยะทางไกลกว่าสิบลี้
ถึงแม้ภูเขาลูกนี้จะไม่ค่อยสูงมาก แต่ก็มีความชันพอสมควร วัดเฉิงกวงนั้นสร้างอยู่บนพื้นที่ราบตรงส่วนเอวภูเขา พื้นที่การก่อสร้างกว้างขวางมาก เพราะถึงอย่างไรวัดเฉิงกวงก็เป็นวัดในฮ่องเต้รัชกาลก่อน หลังจากฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ก็ได้สร้างวัดกานลู่บนภูเขาอีกลูกในเมืองไว้เป็นวัดสักการะของราชวงศ์ จำนวนคนที่มาสักการะกราบไว้ที่วัดเฉิงกวงจึงไม่ได้มากเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากเดินทางไปจุดธูปเทียนแก้บนอยู่เป็นประจำ
หลังจากออกมาจากประตูทางทิศใต้ของเมืองแล้วเดินทางไปยังเส้นทางทิศตะวันตก เดินทางไปได้ไม่ไกลนักก็จะเจอภูเขาลูกเล็กๆ หลายลูก ถึงแม้เส้นทางบนภูเขาจะเคยผ่านการซ่อมแซมมาก่อน มีบางที่ยังปูด้วยแผ่นหิน หากแต่หลังจากสร้างวัดกานลู่ ผู้คนที่เดินทางมาที่นี่ก็มีจำนวนลดน้อยลงไปมาก ถนนก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้บ่อยครั้งอีกต่อไป หากเมื่อถึงวัสสานะฤดู [1] แล้วล่ะก็ การเดินทางบนภูเขาก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น
ริมถนนบนภูเขาได้มีการขุดร่องน้ำเอาไว้ หากรถม้าขับออกนอกถนนเส้นทางหลักก็จะร่วงลงไปในคูลึกในทันที
ตอนที่สวี่เหราฟื้นขึ้นมา ก็รู้สึกได้ว่าตนเองนอนอยู่บนพื้นหญ้า บนตัวเปียกชื้น ร่างทั้งร่างรู้สึกเหมือนถูกหินก้อนยักษ์บดทับ ขยับตรงใดก็รู้สึกแปลกประหลาด เขายันแขนลุกขึ้นนั่ง สายตาก็เหลือบไปเห็นรถม้าที่จะสามารถเห็นได้เพียงแค่ในโทรทัศน์เท่านั้นจอดอยู่ไม่ไกล ล้อรถล้วนใช้ไม้ในการสร้าง
สวี่เหราล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ความทรงจำของเขาหยุดลงตรงวินาทีที่เกิดอุบัติเหตุ
สวี่เหราอายุอานามก็สี่สิบกว่าปีแล้ว เป็นอาจารย์ของโรงเรียนประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ทำการวิจัยอยู่ก็หลายปี ส่วนภรรยาจางจ้าวฉือเป็นหมอศัลยกรรมของโรงพยาบาลประจำจังหวัด แล้วยังเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในจังหวัด ลูกชายสวี่ตี้ ด้านการเรียนตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยทำให้ตัวเขาและภรรยาเป็นกังวลใจ ตั้งแต่เล็กจนโตก็เป็นแบบอย่างให้ลูกบ้านอื่นมาโดยตลอด มีวินัยในตนเอง ขยันหมั่นเพียร หลังจากสอบเกาข่าว [2] ได้สำเร็จก็ตั้งใจเรียนมาตลอด ต่อมาก็เป็นด็อกเตอร์ของศาสตร์แพทย์แผนจีน ทั้งครอบครัวรู้สึกว่าหลายปีมานี้ทุกคนต่างยุ่งแต่เรื่องของตนเอง จึงถือโอกาสที่ยังไม่ถึงช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว พากันขับรถเที่ยวเล่นที่ภูเขาใกล้ๆ ปรากฏว่าเจอกับดินภูเขาถล่มระหว่างทาง ทั้งรถและคนก็ถูกหินบนภูเขาชนกระแทกจนตกลงไปที่ตีนเขา
สวี่เหราไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงมาอยู่ที่นี่ เขานอนอยู่ได้สักพัก คิดได้ว่าภรรยาและลูกตกลงมาจากเขาด้วยกันจึงอดกลั้นความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างเอาไว้ มองไปรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้ไม่มีภาพภูเขาดินถล่มอย่างที่คิดเอาไว้
สวี่เหราเดินกระเผกตรงไปที่หน้ารถม้า พบสตรีแต่งชุดโบราณคนหนึ่งนอนอยู่ในรถม้า สวี่เหราตะลึงงัน รีบเดินเข้าไปดู เขาพบว่าเป็นจางจ้าวฉือภรรยาของตนเอง แต่ว่าเป็นรูปลักษณ์ของภรรยาตอนยังสาว
สวี่เหรารีบเดินเข้าไปหา แล้วเขย่าบ่าของหญิงสาวเบาๆ ร้องเรียกเสียงกระชิบ “จ้าวฉือ จ้าวฉือ เป็นเธอหรือ?”
หญิงสาวลืมตาขึ้นช้าๆ มองสวี่เหราอย่างตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาด้วยความตกใจ “เหล่าสวี่ ทำไมคุณถึงได้แต่งตัวแบบนี้? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
สวี่เหราหัวเราะเสียงขื่น ก่อนจะพูดว่า “ผมตื่นขึ้นมาสภาพของตัวเองก็เป็นแบบนี้แล้ว ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แล้วก็ไม่รู้ว่าสวี่ตี้เป็นยังไงบ้าง”
ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา ตอนที่ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงเด็กอายุสิบกว่าปีดังแว่วอยู่ไม่ไกล “ผมอยู่นี่”
สวี่เหราช่วยพยุงจางจ้าวฉือให้ลุกขึ้นยืน ก็เห็นเด็กชายสวมชุดโบราณคนหนึ่งเดินมาจากด้านหลังรถม้า บนใบหน้าขาวนวลเต็มไปด้วยคราบดินโคลน
จางจ้าวฉือเห็นใบหน้าของเด็กชายก็พูดออกมาด้วยความตกใจ “สวี่ตี้? เธอคือสวี่ตี้? ทำไมถึงกลายเป็นเด็กไปแล้วล่ะ?”
สวี่ตี้ขมวดคิ้วมุ่นแล้วพูดว่า “ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ ตอนที่พวกเราเกิดเรื่องไม่ใช่ว่าเจอกับดินภูเขาถล่มเหรอ? ผมลืมตาขึ้นมาก็นอนอยู่บนพื้นหญ้าตรงนี้แล้ว โชคดีที่พื้นหญ้าใต้ร่างหนาพอ อีกทั้งในหัวสมองของผมก็ยังมีความทรงจำของคนอื่น ผมคาดว่าพวกเราคงจะทะลุมิติมาแล้ว”
สวี่เหราเหลือบมองจางจ้าวฉือ เธอเป็นคนเดียวที่เป็นคนยึดเหตุผลเป็นหลัก แน่นอนว่าไม่มีทางเชื่อเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้แน่ กลับเป็นจางจ้าวฉือที่มองสวี่ตี้ด้วยความตกใจ “ทะลุมิติ? ทะลุมิติแบบในนิยายหรือ?”
สวี่ตี้ขมวดคิ้ว “ทางที่ดีพ่อกับแม่รีบคิดกันก่อนดีกว่า สถานการณ์ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่นี้ค่อนข้างตึงมือ แต่ที่แน่นอนคือมีคนตั้งใจจะทำร้ายครอบครัวนี้ ไม่เช่นนั้นรถม้าจะสามารถตกลงมาจากถนนเส้นทางหลักได้เหรอครับ? พ่อ แม่ หากพวกแม่ไม่มีเรื่องอะไรแล้วก็รีบออกจากที่นี่กันก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวจะต้องมีคนตามมาถอนรากถอนโคนพวกเราแน่”
สวี่เหรากับจางจ้าวฉือต่างก็พากันตกใจ สวี่เหรากล่าวว่า “นี่มันเรื่องอะไรกัน ไม่ใช่พวกเราออกมาเที่ยวเล่นกันเองหรอกหรือ กลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ จ้าวฉือ เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม ให้ผมช่วยพยุงไหม?”
จางจ้าวฉือโบกมือแล้วพูด “สวี่ตี้ ลูกรับความทรงจำอะไรมา? เล่าให้พวกแม่ฟังชัดๆ หน่อย”
ด้านข้างรถม้ามีม้าตายอยู่ตัวหนึ่ง ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว แต่บริเวณโดยรอบ ยังคงเปียกชื้นอยู่มาก อีกทั้งครอบครัวนี้ก็โชคดี ตกลงมาบนเนินดินขนาดไม่ใหญ่มากที่ด้านล่างเหว
สวี่ตี้เงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน เห็นระยะห่างจากเส้นทางบนภูเขากับเนินดินนี่มีระยะประมาณสิบกว่าเมตร บนเนินดินมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด เป็นเพราะเหตุนี้เอง ถือว่าครอบครัวสวี่มีความโชคดีอยู่มาก ตอนที่ตกลงมาตัวคนกระเด็นออกมานอกตัวรถม้า แล้วหล่นลงบนพื้นหญ้าที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ถ้าหากตกลงไปด้านล่างรถ คาดว่าคงจะถูกตัวรถทับตาย หรือไม่ก็ถูกทับจนได้รับบาดเจ็บก็เป็นได้
ด้านล่างเนินดินใกล้ๆ มีแม่น้ำไหลเชี่ยวอยู่สายหนึ่ง สวี่ตี้มองม้าตัวนั้น แล้วลองยกรถม้าคันนั้นขึ้นมา สวี่เหรากับจางจ้าวฉือเห็นก็เข้าไปช่วย โชคดีที่รถม้าไม่ได้ใหญ่มาก สามคนออกแรงช่วยกันเต็มที่ ในที่สุดก็พยุงรถม้าขึ้นมาได้
สวี่เหราพูดเสียงหอบ “สวี่ตี้ ลูกจะทำอะไรหรือ?”
สวี่ตี้หาท่อนไม้หนาๆ มาสองท่อน ก่อนจะพูด “รีบผลักรถม้าไปที่แม่น้ำก่อน รีบลงมือกันเถอะครับ ต่อไปพวกเราจะไปหาที่ซ่อน แล้วผมจะค่อยๆ เล่าให้พวกพ่อฟัง”
โชคดีที่รถม้าที่ครอบครัวสวี่จัดหามาไม่ใช่รถม้าที่คุณภาพดีสักเท่าไหร่ รถม้าคันนี้ส่วนที่หนักที่สุดก็คือล้อทั้งสองข้าง สามคนพ่อแม่ลูกช่วยกันทั้งผลักทั้งดัน ในที่สุดก็ขยับรถม้ามาที่ด้านบนของเนินดินได้ ทั้งสองคนพ่อลูกช่วยกันออกแรงใช้กำลังทั้งหมดที่ได้รับพลังงานจากมื้ออาหารที่เพิ่งทานมา ผลักรถม้าลงไปในแม่น้ำได้ในที่สุด ก่อนที่จะมีเสียงดังตู้มตามมา รถม้าในที่สุดก็ได้ตกลงไปในแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว
สวี่ตี้เห็นรถม้าตกลงไปในแม่น้ำแล้ว ส่วนม้าตัวนั้นก็ตายไปแล้วทำให้เคลื่อนย้ายลำบาก จึงทำได้เพียงแค่พยายามลบร่องรอยของทั้งสามคนทิ้งไป เมื่อเห็นว่าพอสมควรแล้วก็พาพ่อแม่ของตนเองเดินไปให้ไกลจากตรงนี้หน่อย เดินไปพลางลบร่องรอยไปด้วย ทำเช่นนี้จนกระทั่งตะวันขึ้นสูงตรงศีรษะ ถึงจะวางใจลงได้ ก่อนจะลากพ่อแม่ที่เหนื่อยอ่อนมากแล้วเดินไปไกลอีกนิด
จางจ้าวฉือเดินไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงกล่าวออกมา “สวี่ตี้ แม่เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ พวกเราพักกันก่อนเถอะ”
สวี่ตี้เองก็เหนื่อยมาก เริ่มเดินไม่ไหวแล้วเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เขามีความทรงจำทั้งหมดของสวี่ตี้เจ้าของร่างเดิมอยู่ ตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น แล้วค่อยไปถึงวัยกลางคน สวี่ตี้รู้ว่าการที่รถม้าคว่ำในครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ มีคนจงใจ อีกทั้งไม่นานหลังจากนี้จะมีคนมาตรวจสอบว่าครอบครัวสวี่ทั้งสามคนตายไปแล้วหรือไม่ สวี่เหรากับจางจ้าวฉือคนเก่าจริงๆ แค่สลบไป เป็นคนพวกนั้นที่หลังจากเดินทางมาถึงแล้วก็ใช้ก้อนหินทุบทั้งสองคนจนตายตกไป แล้วค่อยสร้างสถานการณ์ว่าทั้งสองคนตกลงมาตาย ส่วนสวี่ตี้นั้นโชคดีหน่อย หลังจากที่ถูกหินทุบใส่ตัว ก็แค่ทำให้ขาหักเท่านั้น แต่เขาก็ถูกทุบจนสลบไปเช่นกัน เป็นหย่งหนิงโหวเย่มารับเขากลับไป รักษาตัวอยู่สามเดือนถึงได้ฟื้นฟูกลับมาดีขึ้น แต่ว่าเขาก็เสียขาไปแล้ว
สวี่ตี้เห็นเรื่องราวมากมายจากเจ้าของร่างเดิม ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาปวดใจมากที่สุดก็คือแม่นางน้อยนามว่าสวี่จือคนนั้น ตั้งแต่เด็กก็โดดเดี่ยวน่าสงสาร ทั้งยังถูกคนเลวพวกนั้นทำร้าย ต่อมาภายหลังสวี่ตี้ได้มุ่งมั่นที่จะไปหาน้องสาวที่หลิงหนาน แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีแล้ว ทว่ายังโชคดีที่หาคนของจวนติ้งกั๋วกงพบ ได้ยินพวกเขาพูดว่า หลังจากที่สวี่จือถูกขายให้กับชาวประมงคนหนึ่งนางก็กระโดดน้ำฆ่าตัวตาย เจ้าของร่างเดิมเสียใจมาก หลังจากลากขาง่อยๆ ของตนเองกลับมาได้ ก็อยากจะยืนยันเรื่องที่ตนเองแอบฟังมา ผลสรุปก็คือถูกคนพบเข้า ในคืนวันหนึ่งเขาถูกคนจับใส่ถุงกระสอบแล้วแบกมาที่ข้างแม่น้ำเมืองหู้ บนร่างถูกมัดด้วยหินแล้วโยนลงแม่น้ำจนจมน้ำตายเช่นกัน
หลังจากที่สวี่ตี้เล่าเรื่องราวในความทรงจำของตนเองออกมาแล้ว สวี่เหรากับจางจ้าวฉือก็ตกใจอยู่นานจนพูดอะไรไม่ออก
จางจ้าวฉือพูดออกมาด้วยความตกใจ “ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้กัน สวี่ตี้ พวกเรามาอยู่ในยุคสมัยไหน?”
สวี่ตี้ตอบ “ราชวงศ์ต้าเหลียง ฮ่องเต้สกุลเซียว”
สวี่เหรากล่าว “นี่ไม่ใช่เรื่องของราชวงศ์หนานเป่ยหรอกหรือ?”
สวี่ตี้ส่ายหน้า “ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องตอนราชวงศ์หนานเป่ย เป็นคนละราชวงศ์กันครับ ผมดูจากลักษณะการแต่งตัวของทุกคนที่นี่แล้ว การดำเนินชีวิตก็คล้ายๆ กับราชวงศ์ซ่ง ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดความผิดพลาดที่ตรงไหน มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะสามารถเข้าใจได้ก็ถูกแล้ว”
สวี่เหรากล่าว “หรือว่าพวกเราไม่ได้อยู่บนโลกแล้ว?”
จางจ้าวฉือเอ่ย “ไอ๊หยา คุณจะมาคิดเยอะแยะไปทำไม สวี่ตี้ แบบนั้นพวกเราตอนนี้เป็นสถานการณ์แบบไหน? แล้วก็นะ คนที่ทะลุมิติไม่ใช่ว่ามีสิทธิพิเศษอะไรหรือ? พวกเรามีหรือไม่?”
สวี่ตี้ถอนหายใจก่อนจะเอ่ย “แม่ แม่คิดมากไปแล้ว ตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรเลย สิ่งที่แม่พูดออกมานั้นล้วนมีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ บิดาของร่างนี้เป็นคุณชายสามของจวนหย่งหนิงโหว เพิ่งจะสอบติดราชการ เตรียมตัวจะเข้าไปคัดเลือกขุนนาง ผลสุดท้ายคือถูกอนุจู้ผู้เป็นมารดาเจ้าของร่างเดิมของพ่อตอนนี้คะยั้นคะยอจะให้ทั้งครอบครัวมาแก้บนอะไรก็ไม่รู้ที่วัดเฉิงกวงบนภูเขารกร้างนี่ แล้วก็โชคดีที่ลูกสาวคนเล็กที่อายุเพิ่งจะสี่ขวบตัวร้อนขึ้นมาก็เลยไม่ได้พามาด้วย ไม่เช่นนั้นครอบครัวนี้ก็คงจะลำบากจนหืดขึ้นคอแล้ว”
สวี่เหราพูดด้วยความตกใจ “เข้ารับราชการ? คนคนนี้ไม่ขี้เกียจเลยจริงๆ สอบเข้าราชการไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ”
สวี่ตี้พูด “ลูกอนุของจวนโหว หากไม่ทะเยอทะยานหาจุดยืนให้กับครอบครัวตัวเองต่อไปจะทำยังไง? พ่อ คุณชายสามคนนี้เป็นลูกของอนุจู้ในจวน วันนี้ที่ออกมาเจอเรื่องแบบนี้ ก็เพราะว่าอนุจู้รั้นจะให้เดินทางมาแก้บนในเช้าตรู่ของวันนี้เท่านั้น จะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน พ่อเชื่อไหมล่ะ?”
สวี่เหราฟังแล้วก็เงียบไปนาน ก่อนจะพูด “พ่อไม่เชื่อจริงๆ นั่นแหละ ก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน พูดกันตามหลักเหตุผลแล้ว อนุคนหนึ่ง ลูกสามารถสอบติดราชการ นั่นย่อมเท่ากับเป็นที่พึ่งพิงของนางในอนาคต นางจะมาทำร้ายลูกของตัวเองแบบนี้ มันไม่สมเหตุสมผลจริงๆ นอกเสียจากจะไม่ใช่ลูกที่ตัวเองคลอดออกมา”
สวี่เหราพอพูดจบก็ตกใจ ก่อนจะหมุนตัวไปมองสวี่ตี้
สวี่ตี้ถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ย “นี่ก็คือสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมของผมแอบไปสอบถามมาหลายปี อนุจู้ผู้นี้ ถึงแม้จะเป็นอนุแก่ที่ไม่ได้รับความรักของจวนโหว แต่ว่ามีแผนการ มีลูกน้อง ไม่ใช่คนธรรมดา หากจะพูดว่าเจ้าของร่างเดิมของพ่อไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็มีความเป็นไปได้จริงๆ ”
จางจ้าวฉือกล่าว “ตอนนี้สถานการณ์เร่งรีบ ต้องหนีออกจากที่นี่ก่อน ยังไม่รู้เลยว่าจะเจอกับคนที่จะทำร้ายพวกเราตอนไหน สวี่ตี้ ตอนนี้ร่างของครอบครัวนี้พวกเราเอามาใช้แล้ว เช่นนั้นเจ้าของร่างเดิมล่ะ?”
สวี่ตี้เอ่ย “คงจะตายไปแล้ว ถ้าหากยังอยู่พวกเราจะใช้ร่างของพวกเขาได้หรือ? พ่อ ต่อไปพ่อได้วางแผนอะไรไว้ไหมครับ?”
สวี่เหราถอนหายใจ “พ่อมืดแปดด้านเลย ไม่รู้ว่าต่อไปจะต้องทำอะไรเลยจริงๆ นี่ก็ไม่รู้ว่าพ่อจะมีความทรงจำของเขาหรือเปล่า หากพ่อคิดอะไรไม่ออก เช่นนั้นจะไม่ถูกมองออกหรือ?”
สวี่ตี้เอ่ย “ตอนที่ผมเห็นพ่อเลือกขุนนางฝ่ายนอก พ่อพาแม่แล้วก็ผมกับน้องสาวไปนอกเมือง ฟ้าสูงอยู่ห่างไกลฮ่องเต้ เช่นนั้นพวกเราถึงจะสามารถปลอดภัยได้บ้าง”
จางจ้าวฉือฟังแล้วก็พูดต่อ “ใช่สิ มีเรื่องใดที่พวกเรายังหลบหนีไม่ได้หรือ? ฟังจากที่สวี่ตี้พูดแล้ว กลับไปลูกก็ไปหาพื้นที่ด้านนอกเมือง ยิ่งไกลจากที่นี่ยิ่งดี พวกเราไปไกลหน่อย จะยังมีอันตรายอะไรได้อีก?”
สวี่เหรากล่าว “เช่นนั้นผมก็ต้องมีความทรงจำของเขาสิ เขารู้จักใครบ้าง ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไร พ่อจำเป็นจะต้องรู้เอาไว้ แล้วก็ลูก รู้หรือเปล่าว่าเจ้าของร่างเก่าของลูกปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไร? พูดคุยกับเหล่าญาติๆ อย่างไร? อีกอย่างในบ้านยังมีแม่นางน้อยอยู่คนหนึ่งไม่ใช่เหรอ? ปกติแล้วปฏิบัติกับแม่นางน้อยอย่างไร ลูกรู้ไหม?”
จางจ้าวฉือพูด “ตอนนี้มันเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายแล้ว บอกมาสิว่าคุณจะมัวมาพิถีพิถันกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไปทำไม จริงๆ เลยเชียว”
สวี่ตี้มองท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมืดครึ้มแล้ว ก่อนจะพูด “พวกเรารีบไปกันเถอะครับ ผมเห็นว่าฟ้าเริ่มครึ้มแล้ว ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวฝนจะตก พวกเราเข้าไปในภูเขากัน ดูว่าที่นั่นมีที่หลบฝนบ้างหรือเปล่า”
สวี่เหราพยุงจางจ้าวฉือขึ้นมา ก่อนที่เธอจะพูด “ความจริงแล้วพวกเราก็ได้กำไรนะ เด็กลงมาตั้งหลายสิบปี คนปกติแล้วไม่ได้เจอเรื่องปาฏิหาริย์แบบนี้หรอกนะ”
จางจ้าวฉือเป็นคนที่นิสัยร่าเริง เดินไปก็พูดปนหอบไป “ฉันจะบอกให้ฟังนะพวกพยาบาลที่โรงพยาบาลของเราน่ะ อ่านนิยายพวกทะลุมิติไปเกิดใหม่เยอะแยะไป น่าเสียดายที่พวกเธอไม่ได้เจอปาฏิหาริย์แบบพวกเรา ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะกลับไปได้อีกไหม ตำแหน่งงานของฉันเพิ่งจะได้มา หากไม่สามารถกลับไปได้ก็น่าเสียดายจริงๆ ฉันพยายามเพื่อมันมานานมากเลยนะ”
สวี่ตี้พูด “ไอ๊หยา แม่ ใครไม่อยากกลับไปบ้าง แต่แม่ดูสิ พวกเราแม้แต่ขามา มาได้ยังไงก็ยังไม่รู้เลย จะกลับยังไงก็ยิ่งไม่มีทางรู้ แม่ว่าแม่เสียดายตำแหน่งงานของผมเองผมก็เพิ่งจะได้ใบรับรองด็อกเตอร์มา ผมทำเพื่อใบรับรองนี้มามากเลยนะ อีกทั้งที่ปรึกษาของผมก็พูดกับรุ่นพี่ของเขาที่อยู่ต่างประเทศเอาไว้แล้วว่าอยากจะให้ผมไปเรียนที่ต่างประเทศสักสองปีแล้วค่อยกลับมา ผมมาที่นี่แม่ว่าขาดทุนไหมล่ะ?”
สวี่เหราพูด “เอาล่ะๆ ทั้งสองคนก็ขาดทุนกันหมดนั่นแหละ แต่ว่าไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้มันดีก่อน? อีกทั้งพวกเธอสังเกตไหมว่า ชื่อของพวกเราสามคนเหมือนกับพวกเขา ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเราข้ามมิติมา ในเมื่อมาแล้วก็ใช้ชีวิตให้ดี ไม่ว่าจะที่ไหน พวกเราก็ต้องใช้ชีวิตของเราให้ดีถึงจะถูก”
สวี่ตี้พยักหน้า “เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมปล่อยวางไม่ได้ก็คือน้องสาวของตัวเอง รออีกเดี๋ยวไปรับมาอยู่ด้วยแล้วจะต้องดูแลเธอให้ดีถึงจะถูก”
ทั้งสามคนเดินไปพูดไป จนกระทั่งบ่ายคล้อยถึงได้เดินข้ามภูเขาลูกนั้นไปได้ บนท้องฟ้าก็เริ่มมีฝนตกลงมาเล็กน้อย ฝนต้นฤดูร้อนค่อยๆ สาดลงมาบนตัวคน ก่อนจะตามมาด้วยลมวูบหนึ่ง จนรู้สึกว่าขนทั้งตัวลุกชันขึ้นมา
ยืนอยู่บนภูเขามองเห็นบ้านเรือนที่อยู่ไม่ไกล สวี่ตี้จึงพูดขึ้น “ตรงนั้นมีคน พวกเราไปยืมที่พักกันเถอะครับ”
จางจ้าวฉือเอ่ย “ใช่ เปียกฝนกันอย่างนี้ไม่แน่ว่าอาจจะป่วยได้ ยุคนี้ขาดแคลนยาด้วย ป่วยแล้วคงทำให้คนตายได้จริงๆ ”
เชิงอรรถ
[1] วัสสานะฤดู คือ ฤดูฝน
[2] เกาข่าว (高考 gāo kǎo) แปลว่า เอนทรานซ์ (Entrance)
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3U7VrU0
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ช่วยเหลือคน
ครอบครัวสวี่ต่างช่วยพยุงกันและกัน โชคร้ายที่ตั้งแต่เดินลงมาจากเขา ทั้งเนื้อทั้งตัวหากไม่เลอะโคลนก็เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน เมื่อเดินตามทางไปเรื่อยๆ จึงได้พบว่าบริเวณใกล้ๆ นี้มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ หากแต่เรือนแต่ละหลังมักมุงด้วยฟางข้าว และปลูกล้อมรอบจวนสามทางเข้า [1] ที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ คาดว่านี่คงจะเป็นจวนของคนมีฐานะร่ำรวยสักคน
เพราะว่าฝนตก ในหมู่บ้านจึงมิมีผู้ใดอยู่ด้านนอก ครอบครัวสวี่ทั้งสามคนประคองกันไปถึงตรงหน้าจวนที่มีทางเข้าสามทางหลังนั้น สวี่เหรากับจางจ้าวฉือเดินต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ สวี่ตี้ยันตัวกับกำแพงเดินไปเคาะประตูจวน หลังจากเสียงเคาะดังได้ครู่หนึ่ง จึงมีคนมาเปิดประตู
สวี่ตี้ทำความเคารพท่านลุงอายุประมาณหกสิบกว่าปีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านลุงขอรับ พวกเราสามคนเดินทางไปแก้บนที่วัดเฉิงกวง ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุขึ้น รถม้าตกลงไปในแม่น้ำ โชคดีที่พวกเราสามคนหนีออกมาได้ ตอนนี้เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ หวังว่าจะขอรบกวนท่านลุงเข้าไปพักด้านในก่อนได้หรือไม่ขอรับ”
ลุงท่านนั้นรีบเข้าไปพยุงสวี่ตี้ขึ้นมาก่อนจะกล่าวว่า “คุณชายอย่าพิธีรีตองเลย ในเมื่อมีเรื่องอยากให้ข้าช่วยเหลือ ข้าก็ต้องช่วยอย่างเต็มที่ รีบเข้ามาด้านในก่อนเถิด”
สวี่เหรากับจางจ้าวฉือที่เดินตามอยู่ด้านหลังช่วยพยุงกันเข้าไป สวี่เหราจัดชุดตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านลุง พวกเราเป็นคนของจวนหย่งหนิงโหว ขอถามได้หรือไม่ว่าจวนของท่านมีนามว่าอันใดหรือขอรับ?”
ท่านลุงหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า “พวกเราเป็นคนของจวนจิ้งเป่ยโหว เรือนนี้เป็นสินสมรสของฮูหยิน พวกท่านวางใจแล้วพักอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะให้คนไปต้มน้ำร้อนและน้ำขิงมาให้ พวกท่านพักผ่อนกันก่อนเถิด รอให้ถึงวันพรุ่งค่อยกลับไปในเมืองก็ยังไม่สาย”
ครอบครัวสวี่รีบกล่าวขอบคุณ
จิ้งเป่ยโหวเย่เป็นผู้เดียวในบรรดาขุนนางหลายคนที่เข้าร่วมชิงตำแหน่งโหวที่สามารถโต้กลับอีกทั้งยังกุมอำนาจทางการทหารเอาไว้ในมือได้ ถึงไม่มีเขา ดินแดนทางเหนือคงหนีไม่พ้นการปกครองของครอบครัวจิ้งเป่ยโหวผู้อื่นอยู่ดี ถึงแม้ตอนนี้อาณาเขตส่วนมากล้วนเป็นพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความสงบสุข ถึงขั้นมีบางพื้นที่เริ่มมีการร้องรำทำเพลง แต่พื้นที่ทางเหนือยังคงเกิดสงครามอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้น ครอบครัวจวนจิ้งเป่ยโหวผู้ซึ่งเป็นทหารที่ดีที่สุดของราชวงศ์ต้าเหลียง จึงเป็นขุนนางที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุด
ท่านลุงสกุลเฉินท่านนี้ เป็นผู้ติดตามของฮูหยินของจวนจิ้งเป่ยโหว มีหน้าที่คอยดูแลรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆ ของเรือนสินสมรสของฮูหยิน อีกทั้งตอนนี้ยังมีไร่นาที่ต้องทำการเพาะปลูก ลุงเฉินจึงต้องคอยอยู่ดูแลจวนที่นี่ตลอด
พอลุงเฉินพาครอบครัวสวี่เข้ามาในจวนแล้ว จึงสั่งให้สาวใช้ไปต้มน้ำขิงและไปจัดเตรียมอาภรณ์ที่พอดีตัวมาให้ทั้งสามคนผลัดเปลี่ยน สวี่เหรากับสวี่ตี้ยังพอที่จะหาได้ แต่สำหรับจางจ้าวฉือนั้นค่อนข้างลำบาก เพราะในจวนไม่มีสตรีที่อายุใกล้เคียงกับจางจ้าวฉือ จึงทำได้แค่หาชุดสะอาดของภรรยาตนเองมาให้ใช้แก้ขัดไปก่อน โดยให้ผู้เป็นภรรยาเป็นคนนำมามอบแก่จางจ้าวฉือ
สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ครอบครัวสวี่รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก หลังจากอาบน้ำอุ่นและดื่มน้ำขิงเสร็จ ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงแล้ว ลุงเฉินสั่งให้คนครัวทำอาหารมาให้ซึ่งมีรสชาติที่อร่อยมาก หลังจากที่ครอบครัวสวี่ทานอาหารจนอิ่มหนำแล้ว จึงนอนหลับกันอย่างสงบสุข
ตกดึกคืนนั้น ประตูจวนถูกคนเคาะเสียงดังปังๆ จางจ้าวฉือสะดุ้งตื่นขึ้นมา ได้ยินเสียงจึงรีบปลุกสวี่เหรากับสวี่ตี้ นางกลัวมาก ไม่ทราบว่าผู้ที่มาจะเป็นพวกคนที่ลอบฆ่าครอบครัวนี้หรือไม่
สวี่เหรากับสวี่ตี้สามารถคิดถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน ทั้งครอบครัวรีบจับมือกันขดตัวเบียดเสียดอยู่บนแท่นที่นอน
ลุงเฉินที่ได้ยินเสียงจึงรีบไปเปิดประตูจวน ปรากฏว่าหลังจากเสียงนั้นก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก ครอบครัวสวี่ทั้งสามคนได้ยินเพียงเสียงแส้ม้า และเสียงม้าร้องวุ่นวายไปหมด
สวี่เหรากัดฟัน ก่อนจะกล่าวว่า “ผมไปดูมาแล้ว จวนหลังนี้มีประตูหลัง อีกเดี๋ยวสวี่ตี้แอบไปทางนั้น อาศัยจังหวะนี้เปิดประตูหลังแล้วหนีออกไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนีไปได้คนเดียวก็ยังดี”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังปรึกษากันอยู่นั้น เรือนที่อาศัยก็ถูกเคาะจนเกิดเสียง “คุณชายสามสกุลสวี่ คุณชายสามสกุลสวี่ขอรับ”
สวี่เหรารีบลุกขึ้นไปเปิดประตูก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านลุง เกิดเหตุอันใดขึ้นหรือขอรับ?”
ลุงเฉินทำสีหน้าร้อนรนใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ซื่อจื่อของพวกเราได้รับบาดเจ็บ ที่นี่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากนัก ฮูหยินของพวกท่านเคยเป็นหมอหลวงของสกุลจางมาก่อน สามารถช่วยดูได้หรือไม่ขอรับ?”
จางจ้าวฉือได้ยินก็ทำหน้ามึนเบลอ แต่สวี่ตี้รู้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร จึงกระซิบเสียงเบาว่า “ท่านแม่ สกุลจางหลายปีก่อนหน้านี้เคยเป็นหมอหลวง ต่อมาสกุลจางได้ย้ายรกรากไปทางใต้ แม่คือคนที่แต่งเข้าสกุลสวี่ก่อนที่ครอบครัวของแม่จะย้ายไปทางใต้”
จางจ้าวฉือได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจเรื่องราวว่าเป็นอย่างไร นางเป็นหมอที่มีจรรยาบรรณ พอได้ยินว่ามีคนเจ็บ ขาก็ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่คิดปฏิเสธ พร้อมทั้งรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เดินไปเบียดสวี่เหราให้ถอยไปด้านข้าง พลางมัดสายรัดเอวบนเสื้อไปด้วย จากนั้นจึงถามลุงเฉินออกไปว่า “คนเจ็บอยู่ที่ใดเจ้าคะ?”
ลุงเฉินตอนนี้ไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่น รีบพานางเดินตรงไปด้านหน้าจวนพลางกล่าวเสียงเบาขณะก้าวเดิน “ซื่อจื่อถูกลอบทำร้ายระหว่างที่เดินทางกลับมา คนที่เดินทางมากับเขาโชคดีที่ได้รับบาดเจ็บแค่ไม่กี่คน แต่ว่าซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บหนักที่สุดขอรับ”
บรรดาคนป่วยต่างถูกจัดให้อยู่ในห้องของเรือนด้านหน้า จางจ้าวฉือยังไม่ทันได้เข้าไปในห้องก็ได้กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นโชยมา พลันคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ก่อนจะรีบเดินเข้าไปด้านใน
ในห้องมีเตียงอยู่หลังหนึ่ง ตรงบริเวณใกล้หน้าต่างวางตั่งหลัวฮั่นขนาดใหญ่ไว้ บนเตียงมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่ ส่วนบนตั่งหลัวฮั่นมีคนนอนอยู่สองคนเช่นกัน และยังมีอีกสองคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้อง ดูจากท่าทางภายนอกแล้วหากไม่ได้รับบาดเจ็บที่แขนก็ต้องเป็นที่ขา
จางจ้าวฉือเป็นหมอศัลยกรรม ในช่วงหลายปีมานี้คว่ำหวอดอยู่กับการผ่าตัดมายาวนาน โดยเฉพาะการผ่าตัดกระดูด อาการบาดเจ็บเพียงเท่านี้แค่มองปราดเดียวก็วินิจฉัยได้แล้ว
คนที่นอนบนเตียงนั้นมีบาดแผลบริเวณหน้าอก แผลถูกพันผ้าไว้แบบง่ายๆ แต่จากการวิเคราะห์ของจางจ้าวฉือ บาดแผลเช่นนี้ควรเย็บจึงจะปลอดภัย อีกสองสามคนที่เหลือคงจะกระดูกไม่ขาหักก็แขนหัก
ลุงเฉินผู้ซึ่งตามอยู่ด้านหลังของจางจ้าวฉือกล่าวว่า “ฮูหยินสามสกุลสวี่ ท่านว่าอย่างไรขอรับ?”
จางจ้าวฉือครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านลุงเฉิน ในจวนมีสมุนไพรชนิดใดบ้างเจ้าคะ?”
ท่านลุงเฉินตอบ “สมุนไพรที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปล้วนมีอยู่ที่นี่ทั้งนั้นขอรับ ฮูหยินสามสกุลสวี่ เชิญทางนี้ขอรับ”
จางจ้าวฉือเดินตามไปห้องข้างๆ ซึ่งในห้องนี้มีตู้ยาขนาดเล็กตั้งอยู่ พร้อมทั้งยังมีลิ้นชักเล็กๆ ซึ่งด้านบนของลิ้นชักทุกช่องจะมีชื่อสมุนไพรเขียนกำกับเอาไว้
โดยปกติคนที่มีความพิถีพิถันและรอบครอบล้วนตระเตรียมสมุนไพรติดเรือนเอาไว้ หนึ่งก็เพื่อใช้ในกรณีที่เจ้านายเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจแล้วเกิดอุบัติเหตุหรือได้รับบาดเจ็บ จึงจะสามารถทำการรักษาอย่างเร่งด่วนได้ อีกข้อหนึ่งคือบ่าวไพร่ที่ทำงานอยู่ในเรือน เตรียมสมุนไพรพวกนี้เอาไว้หากในยามที่ผู้ใดมีอาการปวดหัวตัวร้อนยังพอบรรเทาอาการได้ทันเวลา
จางจ้าวฉือมองตู้ยาที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ในหัวสมองพลันปรากฏสรรพคุณทางยาของสมุนไพรทุกชนิดรวมถึงวิธีการใช้งานขึ้นมา
ช่วยคนเหมือนช่วยไฟไหม้ จางจ้าวฉือเองก็ไม่มีเวลามาสนใจรายละเอียดมากนัก เมื่อเห็นฟ้าทะลายโจรก็คว้ามากำใหญ่ ก่อนจะพูดกับลุงเฉินว่า “ท่านลุงเฉิน นำเจ้านี่ไปใช้ต้มยานะเจ้าคะ ใช้เวลาต้มนานเสียหน่อย และเตรียมกรรไกรตัดผ้าให้ข้าเล่มหนึ่ง เข็มปักผ้าและไหมปักผ้าด้วยเจ้าค่ะ ถ้าหากมีสุราฤทธิ์แรงๆ ท่านได้โปรดนำให้ข้าด้วย ส่วนกรรไกร เข็ม และเส้นไหมนั้น ท่านควรนำไปต้มในน้ำร้อนเสียหน่อยนะเจ้าคะจะได้สะอาด อีกประเดี๋ยวข้าจะต้องใช้”
ลุงเฉินรับคำ รีบสั่งให้สาวใช้ไปจัดเตรียมของดังกล่าว
ภายใต้สภาพแวดล้อมปลอดจุลินทรีย์มักจะทำให้แผลเกิดการติดเชื้อได้ง่าย หลังจากติดเชื้อแล้วจะเป็นไข้สูง ขอแค่ผ่านพ้นช่วงไข้สูงมาได้ ปัญหาก็จะไม่ใหญ่มาก สถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้ ทางเลือกก็มีเพียงเท่านี้ จนถึงตอนนี้จางจ้าวฉือทำได้เพียงประเมินสถานการณ์คร่าวๆ และลงมือทำ หากไม่มีทางเลือกมากนักก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเองเสีย
บนโต๊ะภายในห้องมียาที่มีฤทธิ์ในการห้ามเลือดถุงใหญ่วางอยู่ มีผงแป้งสีขาวชนิดหนึ่งอยู่ด้วยเช่นกัน จางจ้าวฉือลองใช้นิ้วลูบดู ก่อนจะยกขึ้นมาดมที่ใต้จมูกเบาๆ ในหัวสมองพลันปรากฏวัตถุดิบและวิธีการทำยาห้ามเลือดขึ้นมา
การเตรียมของเป็นไปด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง จางจ้าวฉือล้างมือหลายรอบ และใช้น้ำต้มสมุนไพรฟ้าทะลายโจรล้างซ้ำอีกรอบ หลังจากใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าและผ้าพันแผลรอบๆ ตัวผู้ป่วยออกไปแล้ว จึงใช้น้ำต้มสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาฆ่าเชื้อที่แผล ก่อนจะเริ่มใช้เข็มกับเส้นไหมมาเย็บปิดแผล
ลุงเฉินและคนอื่นๆ ดูไฟให้อยู่ด้านข้าง ต่างมองจางจ้าวฉือจัดการบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยนสี พวกเขามีความรู้สึกนับถือมาก
หลังจากที่จางจ้าวฉือจัดการเย็บแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำยาห้ามเลือดที่ทำไว้ก่อนหน้าทาลงไป ก่อนจะพันผ้าพันแผลเป็นขั้นตอนสุดท้าย และดึงมือของคนเจ็บขึ้นมาเพื่อตรวจชีพจร
หลังจากที่จางจ้าวฉือพบว่าในหัวของตนเองปรากฏความรู้เหล่านั้นขึ้นมา นางรู้สึกว่านี่คงเป็นความรู้ของเจ้าของร่างเดิม ดังนั้นนางอยากจะทดลองตรวจชีพจรดูว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่
นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมือข้างขวาวางทาบลงไปที่เส้นชีพจรที่เต้นเล็กน้อย จางจ้าวฉือทราบอาการทั้งหมดแล้ว นอกจากบาดแผลที่ต้องเย็บ ส่วนอื่นก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่มากนัก
จางจ้าวฉือจึงพูดกับท่านลุงเฉินว่า “ท่านลุงเฉินเจ้าคะ ตอนกลางดึกจะต้องดูแลเขาให้ดี ถ้าหากตัวร้อนก็ต้องรีบทำการลดไข้นะเจ้าคะ”
ลุงเฉินรับคำ จางจ้าวฉือจึงขอตัวไปดูคนเจ็บคนอื่นๆ ต่อ คนหนึ่งถูกแทงที่แขนข้างหนึ่ง พันผ้าพันแผลใหม่ก็เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองคน คนหนึ่งกระดูกแขนหัก อีกคนกระดูกหน้าแข้งหัก โชคดีที่ไม่ได้มีกระดูกหักแทงออกมาด้านนอก ล้วนเป็นการหักอยู่ด้านใน สามารถจัดการได้ง่ายๆ พักรักษาตัวดีๆ ไม่นานก็หายเป็นปกติ
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางจ้าวฉือถอนหายใจออกมา งานยุ่งเช่นนี้ ถือว่าดึงความรู้สึกเดิมๆ ที่คุ้นเคยกลับมาได้
เมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว จางจ้าวฉือจึงบอกกล่าวกับลุงเฉินว่า “บาดแผลภายนอกข้าจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทว่ายังต้องเชิญหมอมาจ่ายยารักษาภายในสักหน่อยอาการก็จะดีขึ้นเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นลุงเฉินจึงเอ่ยว่า “ส่งคนไปเชิญจากในเมืองมาแล้วขอรับ คาดว่าอีกเดี๋ยวก็คงจะกลับมาถึง”
จางจ้าวฉือพยักหน้า ก่อนจะกลับไปที่ห้องพักของตนเอง
ภายในห้องสวี่เหรากับสวี่ตี้ต่างนั่งรอกันอยู่ พอเห็นจางจ้าวฉือกลับมาแล้ว ชายทั้งสองก็รีบลงจากเตียง จ้องมองจางจ้าวฉือด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
จางจ้าวฉือหัวเราะก่อนจะตอบ “ได้ยินมาว่าซื่อจื่อของจิ้งเป่ยโหวได้รับบาดเจ็บ ฉันก็เลยไปจัดการบาดแผลให้ ดูจากปากแผลของจิ้งเป่ยโหวซื่อจื่อแล้วไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ดีนะที่มาเจอฉัน หากเจอกับหมอคนอื่นๆ ฉันคาดว่าอาการคงหนักเอาการ”
สวี่ตี้พูด “แม่จะต้องดูแลซื่อจื่อของจิ้งเป่ยโหวให้ดีถึงจะถูก เดิมทีซื่อจื่อของจิ้งเป่ยโหวควรตายไปนานแล้ว ใครจะไปรู้ว่าเป็นครั้งนี้หรือเปล่า”
จางจ้าวฉืออดจะเอ่ยไม่ได้ “พวกเราสองคนควรจะตายไปนานแล้วตอนนี้ก็ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นอยู่ไม่ใช่หรือไง? ที่ลูกพูดมานั้นเป็นอดีตทั้งนั้น มันมีปรากฏการณ์บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ [2] ไม่ใช่หรือไง ไม่แน่ว่าเพราะมีแม่อยู่เขาถึงได้ไม่เป็นอะไร เอาล่ะๆ ฉันทำงานมาทั้งคืนแล้ว จะต้องพักผ่อนสักหน่อย”
จางจ้าวฉือถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปบนตั่ง ก่อนจะล้มตัวลงนอนและหลับไป
พอดับตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะในห้องจนมืดสนิท สวี่เหราจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราเองก็รีบนอนกันเถอะ ยังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรรอพวกเราอยู่ พักผ่อนเอาแรงก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
หลับพักผ่อนจนถึงรุ่งอรุณ ก่อนจะมีคนมาเคาะประตูอีกครั้ง สวี่เหราจึงรีบลุกขึ้นนั่ง จางจ้าวฉือเองก็ลุกขึ้นนั่งตามเช่นกัน ทั้งสองคนต่างมองตากัน ก่อนที่สวี่เหราจะเอ่ยขึ้นว่า “ผมฝัน”
จางจ้าวฉือเองก็พูด “ฉันเองก็ฝัน”
ประตูถูกคนเคาะดังปังๆ จนสวี่เหราต้องลงจากตั่งไปเปิดประตู “รอสักครู่แล้วพวกเราค่อยมาพูดคุยกัน”
คนที่มาคือท่านลุงเฉิน พอเห็นสวี่เหราเปิดประตูแล้วจึงกล่าวว่า “คุณชายสามสกุลสวี่ขอรับ ซื่อจื่อของพวกเราไข้ขึ้นสูงแล้ว รบกวนฮูหยินรีบไปดูหน่อยเถิดขอรับ”
จางจ้าวฉือที่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เร่งเดินไปยังด้านหน้าของจวน
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การที่ต้องเย็บปากแผลขนาดใหญ่เช่นนั้น อย่างไรก็ตามหากจะมีอาการตัวร้อนร่วมด้วยย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก จางจ้าวฉือได้เตรียมการรับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้เอาไว้แล้ว อีกทั้งเมื่อครู่ในหัวยังมีสูตรยาลดไข้ปรากฏขึ้น จางจ้าวฉือจึงรีบหากระดาษและพู่กันเพื่อเขียนสูตรลงไป ก่อนจะถือไปด้วยพลางหยิบสมุนไพรในตู้ยาเล็กๆ นั้น
โชคดีที่ส่วนประกอบของยาลดไข้เป็นสมุนไพรที่พบได้ง่ายทั้งหมด จางจ้าวฉือจึงหยิบสมุนไพรมอบให้ลุงเฉินเพื่อนำไปต้มยา ส่วนนางเดินเข้าไปในห้อง พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำเย็นมาทาบลงบนศีรษะ พร้อมทั้งนำสุราฤทธิ์แรงมาเช็ดตัวผู้ป่วย หลังจากที่ลุงเฉินต้มยาเสร็จแล้วจึงรีบนำมาป้อนแก่ซื่อจื่อ ก่อนจะทำการลดอุณหภูมิร่างกายซ้ำอีกครั้ง
ง่วนอยู่กับการดูแลคนป่วยจนฟ้าสว่าง จางจ้าวฉือทดลองวัดอุณหภูมิอีกครั้ง พบว่าความร้อนลดลงแล้ว จึงได้ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอนตัวนอนบนตั่งหลัวฮั่นข้างหน้าต่างแล้วผล็อยหลับไป
สวี่เหรากับสวี่ตี้ทนรออยู่ในห้องต่อไปไม่ไหว จึงออกมาจากห้องเพื่อตามหาลุงเฉิน ให้ลุงเฉินนำไปที่ด้านหน้าจวน เมื่อมาถึงกลับพบว่าจางจ้าวฉือหลับไปเสียแล้ว สวี่เหราจึงนำผ้าเช็ดหน้าไปชุบน้ำ บิดพอหมาดจากนั้นจึงเช็ดตัวให้กับจิ้งเป่ยโหวซื่อจื่อ เสร็จแล้วจึงหาเก้าอี้มานั่งเฝ้าตรงหน้าเตียงแทนจางจ้าวฉือ
จางจ้าวฉือตื่นขึ้นมาเพราะความหิว จึงลุกขึ้นเพื่อหาอะไรทาน ก่อนหน้านั้นนางไปดูอาการของจิ้งเป่ยโหวซื่อจื่อแล้ว เมื่อพบว่าไข้ไม่ขึ้นแล้วเพียงแต่ยังไม่ฟื้นเท่านั้น หลังจากตรวจอาการด้วยความเคยชินแล้ว จึงเดินออกไปดูอาการของคนบาดเจ็บอีกสามคนที่อยู่ห้องด้านนอก โชคดีที่สามคนนั้นไม่ได้มีไข้ จึงให้คนไปทำโจ๊กมาให้ทาน ก่อนจะกลับไปอยู่ข้างกายจิ้งเป่ยโหวซื่อจื่ออีกครั้ง
ท่านลุงเฉินอายุมากแล้ว ทั้งสีหน้ายังขาวซีด แต่ยังคงเฝ้าอยู่ข้างกายซื่อจื่อไม่ห่าง
จางจ้าวฉือเอ่ยกับลุงเฉินว่า “ท่านลุงเฉินเจ้าคะ ท่านไปพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ ซื่อจื่อของพวกท่านไม่เป็นอันใดแล้ว อีกประเดี๋ยวคงจะตื่นขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ”
ลุงเฉินส่ายหน้า “ขอข้ารออีกสักประเดี๋ยวแล้วกันนะขอรับ”
เชิงอรรถ
[1] เป็นอาคารบ้านเรือนแบบโบราณที่จะแบ่งพื้นที่เป็นสามส่วน ทางเข้า อาคารส่วนตัวและอาคารของอิสตรี
[2] ปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก หรือ บัตเตอร์ฟลาย เอฟเฟกต์ (butterfly effect) เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการรบกวนเพียงเล็กน้อยอย่างการกระพือปีกของผีเสื้อสามารถชักนำให้เกิดผลต่อเนื่องที่ตามมาใหญ่โตได้ เช่นเดียวกับคำพังเพยทำนอง "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว"
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ครอบครัวของข้า นอกจากข้า ล้วนข้ามมิติมาทั้งครอบครัว’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3U7VrU0
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3