ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :BeijingzhuochuangJunanDigitalMediaTechnology Co.,Ltd
ประพันธ์โดย:芥沫(Jiè mò)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :GloryForeverPublicCo.,LTD
บรรณาธิการ:ไพสิฐต่วนขำ
แปลภาษาไทยโดย:ศรันย์พร เจริญวัฒน์
พิสูจน์อักษร:โสภิตา คงวัฒนานนท์
นักแก้พิษมือทองอย่าง “หานอวิ๋นซี” บังเอิญทะลุมิติมายังอดีตกาลเมื่อสามพันปีก่อน
ลืมตามาก็อยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว โดนหอบไปเข้าหอ แต่กลับโดนพวกญาติๆ กลั่นแกล้งจนเสียฤกษ์
ซ้ำร้ายกลับโดนจวนฝ่ายชายปฏิเสธอีกรอบอีกรอบและอีกรอบ
เพราะร่างที่เธอเกิดใหม่นี้มีหน้าตาอัปลักษณ์ เป็นตัวอับโชคของตระกูล
ช่างน่าหงุดหงิด ต้องแต่งงานกับเจ้าบ่าวที่ไม่เคยเห็นแม้แต่เงา แล้วยังต้องรับมือกับบรรดาพี่น้องขี้อิจฉาอีก
นี่ถ้าหากว่า “ระบบพรสวรรค์ล้างพิษ” ไม่ติดมาด้วย ชีวิตนี้คงลำบากน่าดู
ทันทีที่พิษบนใบหน้าถูกชำระล้าง ความงามจึงปรากฎ..
แม้แต่พวกข้ารับใช้ในจวนฉินอ๋องยังโจษจันถึงความงามของอวิ๋นซี
จนกระทั่งเสียงเคาะประตูปริศนาหน้าห้องหอดังขึ้น อวิ๋นซีจึงได้เห็น..
ฉินอ๋องที่แสนจะแข็งกร้าวและเย็นชา กลับถูกพิษงูกำราบจนสิ้นท่าอยู่ที่หน้าประตู !
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ตอนที่ 1 ให้ตายเถอะ ต้องแต่งงานแล้ว
ศตวรรษที่ 21 ณ สำนักงานอธิการบดีของโรงพยาบาลเอกชนเมืองตงไห่
เสียง “ตึง” ดังขึ้น พร้อมกับเวชระเบียนกองหนาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะ ใบหน้าของอธิการบดีหลินเขียวปั๊ด เต็มไปด้วยความโกรธ “หานอวิ๋นซี คุณหลี่เป็นหนึ่งในกรรมการของหลิงหยุนกรุ๊ป เขาถือหุ้น 40% ของโรงพยาบาลเรา คุณต้องให้ความสำคัญกับการแก้พิษให้เขาเป็นอันดับแรก!”
เมื่อเผชิญหน้ากับความโกรธของอธิการบดี หานอวิ๋นซีก็ซุกมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋าเสื้อกาวน์ของเธอและสงบสติอารมณ์
“ท่านอธิการบดีหลิน ต้องขอโทษด้วย คุณหลี่ป่วยด้วยพิษงูเรื้อรัง หากไม่ใช่เหตุฉุกเฉินจริงๆ ฉันไม่สามารถลัดคิวให้ได้”
เธอมีหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์และสวยงาม ดวงตากลมโต และยังมีลักยิ้มเล็กๆ คู่หนึ่ง เธอมีชื่อเสียงในวงการแพทย์แผนจีน ด้วยพรสวรรค์ในการฝังเข็มที่น่าอัศจรรย์ตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นผู้เชี่ยวชาญในการล้างพิษที่หาได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดการกับพิษจากสัตว์ พิษจากพืช พิษจากสารเคมี หรือพิษที่อยู่ในร่างกายคน ล้วนเป็นสิ่งที่เธอชำนาญ
“คุณอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ? คุณก็น่าจะรู้ดีนี่ ว่าที่นี่คือหลิงหยุน!” อธิการบดีโกรธมากจนตบโต๊ะและลุกขึ้นยืน
“ท่านอธิการบดี ฉันขอย้ำอีกครั้งว่าคุณหลี่ไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉิน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ต่อหน้าหมอ ทุกคน…”
ก่อนที่หานอวิ๋นซีจะพูดจบ อธิการบดีก็ขัดขึ้นทันที “พอเถอะ ไม่ต้องมาพูดกับผมว่าต่อหน้าหมอ ทุกคนเท่าเทียมกัน ต่างกันแค่เป็นผู้ชายกับผู้หญิงเท่านั้น หานอวิ๋นซี ผมบอกคุณเลยนะ รีบไปล้างพิษเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก็ออกจากวงการแพทย์ไปซะ!”
ขู่เธองั้นเหรอ?
เดิมทีคิดว่าหานอวิ๋นซีจะกลัว แต่เธอยังคงสงบและจริงจัง “ท่านอธิการบดีหลิน ต่อหน้าฉัน ชายหญิงเองก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน แต่จะมีคนเพียงสองประเภท คือคนที่ฉันต้องการช่วยและคนที่ฉันไม่ต้องการช่วย แล้วฉันก็ไม่ต้องการช่วยคุณหลี่ เชิญคุณไปหาผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเถอะ!”
หลังจากที่เธอพูดจบ ก็ยิ้มอย่างสุภาพ หันหลังและเดินออกไป ร่างผอมบางของเธอดูสง่างามและสงบนิ่ง แต่ในความสง่างามก็มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้
อย่างไรก็ตาม ในตอนที่หานอวิ๋นซีเปิดประตู อธิการบดีหลินก็โกรธเป็นอย่างมาก “หานอวิ๋นซี คุณกล้าพูดกับผมแบบนี้เหรอ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ขณะที่พูด ก็โยนแฟ้มเวชระเบียนบนโต๊ะไปที่หลังศีรษะของเธอ หานอวิ๋นซีชะงักไปและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกร้อนชื้นที่ค่อยๆ ไหลลงมาจากด้านหลังศีรษะของเธอ
เธอหันไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก่อนที่เธอจะทันได้มองอธิการบดีหลิน ร่างของเธอก็ทรุดลง…
สามพันปีก่อน อาณาจักรเทียนหนิง
หานอวิ๋นซีที่อยู่ในเกี้ยวตื่นขึ้นด้วยความงุนงง เธอได้ยินเสียงบริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง มีเสียงปี่ ฆ้อง และกลองดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และฉากตรงหน้าก็มืดสนิท
เกิดอะไรขึ้น?
หานอวิ๋นซีดึงสิ่งที่คลุมศีรษะของเธอลงมาแล้วมองดู ลมหายใจก็ติดขัดในทันที นี่…นี่มันไม่ใช่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวหรอกเหรอ?
เธอเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัวแล้วก้มศีรษะลงอีกครั้ง จึงพบว่าตนเองสวมเฟิ่งกวานเสียะเพ่ย[1]อยู่ ราวกับว่าเธอเป็นเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงาน…มึนหัวชะมัด!
เก้าอี้เสลี่ยงที่เด้งไปมาทำให้หานอวิ๋นซีปวดหัว และในขณะเดียวกัน ความทรงจำแปลกๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาในความคิดของเธอทีละอย่าง
เธอเดินทางข้ามเวลามาอย่างไม่ต้องสงสัย และทันทีที่เดินทางข้ามเวลามา ก็ต้องแต่งงานเลย!
เจ้าของร่างเดิมเป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลหานซึ่งเป็นตระกูลแพทย์ของอาณาจักรเทียนหนิง และมีชื่อว่าหานอวิ๋นซีเช่นกัน เนื่องจากมารดาผู้ให้กำเนิดของนางมีทักษะทางการแพทย์ และได้ช่วยชีวิตฮองเฮาในตอนนั้นไว้ ซึ่งเป็นไท่เฮาองค์ปัจจุบัน นางจึงได้อภิเษกกับองค์ชายเจ็ด ซึ่งปัจจุบันคือฉินอ๋องหลงเฟยเยี่ย นับเป็นเรื่องราวที่ดีในเวลานั้น และด้วยเหตุนี้ สถานะของตระกูลหานจึงสูงขึ้นไปด้วย
แต่ไม่มีใครรู้ว่าทันทีที่หานอวิ๋นซีลืมตาดูโลกก็ฆ่าแม่ตัวเองตาย และเติบโตเป็นเด็กสาวอัปลักษณ์ที่ไม่มีทักษะทางการแพทย์ ดังนั้นการอภิเษกจึงถูกเลื่อนออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า และกลายเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับฉินอ๋อง อย่างไรก็ตามไม่กี่วันก่อนฉินอ๋องทำให้ฮ่องเต้หงุดหงิด ฮ่องเต้เลยออกคำสั่งให้เขาอภิเษกก่อนสิ้นเดือน
และวันนี้ ก็คือวันอภิเษก
ฉินอ๋องหลงเฟยเยี่ยขึ้นครองราชย์ตั้งแต่เขายังเด็ก เป็นองค์ชายองค์เดียวที่เหลืออยู่ในการต่อสู้เพื่อชิงบัลลังก์ เขาอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ทว่าในแง่ของความอาวุโสกลับเป็นเสด็จอาเพียงคนเดียวในตอนนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นคนแรกในอาณาจักรเทียนหนิงที่มีอำนาจสูงส่ง
จวนฉินอ๋องอยู่ทางใต้ของเมือง ส่วนตระกูลหานอยู่ทางเหนือของเมือง เกี้ยวจึงต้องผ่านเมืองจากเหนือจรดใต้ ฉินอ๋องที่ต้องอภิเษก แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ปรากฏตัว กลับดึงดูดผู้คนนับพันให้ตื่นเต้นไปทั้งเมือง
ขณะที่หานอวิ๋นซีกำลังประมวลความทรงจำเหล่านี้ ความปีติยินดีก็สิ้นสุดลงทันที เมื่อได้ยินซีผอ[2]ตะโกนว่า “แย่แล้ว แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!”
--------------------------------
[1] เฟิ่งกวานเสียะเพ่ย (凤冠霞帔) คือเครื่องยศสตรีในสมัยโบราณ 凤冠 (เฟิ่งกวาน) คือมงกุฎหงส์ และ 霞帔 (เสียะเพ่ย) จะมีลักษณะเป็นผืนยาวเหมือนผ้าพันคอ และเครื่องประดับชนิดนี้จะใช้คู่กับมงกุฎหงส์
[2] ซีผอ (喜婆) คือ ผู้หญิงที่ติดตามและดูแลช่วยเหลือเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ตอนที่ 2 ความอัปยศอดสู พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่
ในวันอภิเษกเช่นนี้ จู่ๆ คนที่เป็นซีผอก็ตะโกนกลางถนนว่าแย่แล้วเหรอ? นี่มันเจตนาชัดๆ
หานอวิ๋นซีที่กำลังจะเปิดม่านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ในฐานะเจ้าสาว หากไม่สนใจมารยาทและเปิดเผยใบหน้ากลางฝูงชน ไม่ใช่ว่าจะโดนน้ำลายของคนโบราณเหล่านี้ถ่มใส่จนตายหรืออย่างไร?
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้และฟังอย่างสงบ เมื่อฟังจากการเคลื่อนไหวข้างนอกแล้ว จะต้องมีคนจำนวนมากกำลังมุงดูอยู่แน่ๆ
“ไอ้หยา ผิดแล้ว เรามาผิดทางแล้ว เมื่อครู่เราต้องเลี้ยวขวาที่สี่แยกถึงจะถูกต้อง แต่เรากลับเลี้ยวซ้าย!” น้ำเสียงของซีผอสั่นเครือจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
“ข้าไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร ถนนเส้นนี้สามารถไปถึงจวนอ๋องได้เช่นกัน”
“นั่นนะสิ หวังผอผอ เจ้าแก่แล้วเลยสับสนใช่หรือไม่ วันมงคลเช่นนี้พูดอะไรแย่ๆ ทำไมกัน เมื่อครู่ไม่ใช่เจ้าที่บอกให้เลี้ยวซ้ายหรือไร?”
…
คำพูดที่คนหามเกี้ยวพูดขึ้นมา ราวกับเหยียบหวังซีผอลงบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ข้ามันแก่โง่เง่าเอง! ก็มันแย่จริงๆ นี่! จากตรงนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วยามกว่าจะไปถึง แล้วเจ้าสาวก็จะพลาดฤกษ์ดีไงล่ะ!”
ทันทีที่พูดคำนี้ออกมา เหล่าผู้คนที่อยู่ตรงนั้นก็เงียบสนิททันที
ฤกษ์ยามเป็นสิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญในยุคปัจจุบัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในสมัยโบราณเลย
หลังจากนั้นไม่นาน คนหามเกี้ยวก็ถามด้วยความกลัวว่า “ชะ…เช่นนั้นย้อนกลับไปแล้วเลี้ยวขวาดีหรือไม่?”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ซีผอกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด แป้งหนาๆ บนใบหน้าแตกระแหงเพราะความโกรธ “ห้ามเจ้าสาวหันกลับไปมองข้างหลัง นับประสาอะไรที่จะให้ย้อนกลับไปทางเดิม เจ้าแช่งเจ้าสาวให้ต้องหย่าร้างอย่างนั้นหรือ?”
คำพูดเหล่านี้ทำให้คนหามเกี้ยวพูดไม่ออก
หานอวิ๋นซีกลอกตาไปมาในเกี้ยว เห็นได้ชัดว่าแม่สื่อคนนี้ต้องการให้เธอไปสาย จวนอ๋องไม่มีขบวนมางานอภิเษก เจ้าบ่าวเองก็ไม่มา ส่งมาแค่ซีผอคนนี้เพียงคนเดียว
ยังไม่ทันที่จะได้เข้าประตู ก็ได้รับคำเตือนว่า พลาดฤกษ์ดีไปแล้ว หากในภายภาคหน้ามีสิ่งอัปมงคลเกิดขึ้นกับจวนฉินอ๋อง จะไม่มาโทษนางทั้งหมดเลยหรือไร?
หานอวิ๋นซีอยากจะลงจากเกี้ยว อยากพูดว่าจะไม่แต่งงานและทิ้งเจ้าบ่าวไว้กลางทางเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม เธอตระหนักถึงสถานการณ์ของตนเองดี ตระกูลของนางมีความโหดร้าย ตระกูลของสามีเองก็โหดร้ายไม่แพ้กัน เธอต้องสืบทอดตัวตนของสาวอัปลักษณ์ไร้ประโยชน์ของตระกูลหานไว้ และไม่สามารถทำอย่างอื่นได้อีก
ทำได้เพียงทำตามทีละขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ไท่เฮาเป็นคนจัดแจงเรื่องการอภิเษกให้และเป็นคำสั่งของฮ่องเต้ เธอเองก็อยากจะเห็นว่าจวนฉินอ๋องจะปฏิบัติต่อเธออย่างไร?
แม่สื่อและคนหามเกี้ยวคุยกันอยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินทางต่อไป คนหามเกี้ยวทั้งสี่วิ่งอย่างสุดกำลัง แต่ก็ทำให้หานอวิ๋นซีรู้สึกว่ายากที่จะเป็นไปได้
ทว่าสุดท้ายแล้วก็พลาดฤกษ์และมาช้าไปครึ่งชั่วยาม
ประตูสูงของจวนฉินอ๋องถูกปิดอย่างแน่นหนา แม้แต่ประตูด้านข้างก็ถูกปิด รอบๆ ประตูถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนในเมืองหลวงที่ต่างเริ่มชี้นิ้วและพูดคุยกัน
“ได้ยินมาว่าหานอวิ๋นซีหน้าตาน่าเกลียด ไม่แปลกใจเลยที่ฉินอ๋องจะไม่ชอบ แม้แต่พระพักตร์ก็ไม่เผยออกมาให้เห็น”
“ฮ่าฮ่า แม้แต่ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลกก็ยังอยากแต่งเข้าจวนฉินอ๋อง นับประสาอะไรกับหานอวิ๋นซีล่ะ? ข้าว่าถึงแม้จะได้เข้าไป ก็อาจจะอยู่ในห้องที่ว่างเปล่าก็ได้”
“แน่นอนอยู่แล้ว ทำให้ขายหน้าเสียขนาดนั้น แถมยังมาช้าไปครึ่งชั่วยามอีก โอ๊ย ข้ารอจนปวดขาไปหมดแล้ว!”
…
หากเป็นหานอวิ๋นซีในอดีตได้ยินคำพูดเหล่านี้ คงไม่ร้องไห้จนตายหรือไร? แต่น่าเสียดายที่หานอวิ๋นซีคนปัจจุบันไม่ใช่คนขี้ขลาด น้อยเนื้อต่ำใจและดูถูกตนเองอีกต่อไป
เธอไม่ได้ให้ความสนใจกับอะไรทั้งสิ้น ในขณะที่ลูบเนื้องอกที่แก้ม ก็มองออกไปผ่านช่องว่างของผ้าม่าน และเห็นว่าประตูของจวนอ๋องนั้นว่างเปล่า ไม่มีการตกแต่งใดๆ หากไม่ใช่เพราะเกี้ยวเจ้าสาว ก็คงไม่มีใครรู้ว่าตระกูลนี้กำลังจะอภิเษกในวันนี้
สถานที่อันแสนว่างเปล่ากำลังบอกหานอวิ๋นซีอย่างไม่ต้องสงสัยว่า เธอไม่ได้รับการต้อนรับ และไม่มีใครอยากจะส่งมาถึงประตูด้วยซ้ำ
หวังซีผอที่กำลังเคาะประตู ทว่าก็ไม่กล้าที่จะออกแรงเคาะ นางจึงเคาะเบาๆ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทว่าประตูด้านข้างกลับเปิดออก พร้อมกับบ่าวชราเฝ้าประตูคนหนึ่งยืนอยู่ข้างในประตู โดยไม่มีท่าทีที่จะเดินออกมา
หวังซีผอรีบเข้าไปอย่างมืออาชีพ ยิ้มอย่างมีความสุขเป็นพิเศษ “เจ้าสาวมาแล้ว! เจ้าสาวมาแล้ว!”
แต่ใครจะไปรู้ว่า บ่าวชราเหลือบมองเกี้ยวและพูดอย่างเหยียดหยามว่า “ไท่เฟยมีคำสั่งว่า พลาดฤกษ์ดีไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยกลับมาใหม่!”
พูดจบ เสียง “ปึง” ก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ปิดลง
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ตอนที่ 3 ไม่ไป ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ
จากในตอนแรกที่มีแต่ความเงียบ หลังจากนั้นเสียงหัวเราะก็ระเบิดออกมา
คาดว่าสิ่งนี้คงได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรเทียนหนิงแล้วล่ะ คิดไม่ถึงว่าจะสั่งให้เจ้าสาวกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ เป็นสิ่งที่คนโบราณไม่เคยมีมาก่อนเป็นประวัติการณ์!
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างพากันหัวเราะออกมา แม้แต่หลายคนในขบวนส่งเจ้าสาวก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังออกมา นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนเจอเรื่องแบบนี้
ในเกี้ยวเจ้าสาว หานอวิ๋นซีที่สงบนิ่ง ในที่สุดก็ค่อยๆ หรี่ตาลง จวนฉินอ๋องรังแกกันเกินไปแล้ว!
หวังซีผอเดินกลับมาด้วยสีหน้าเศร้าหมองแล้วถอนหายใจ “โอ้ โชคร้ายจริงๆ ข้าเป็นซีผอมาตั้งหลายปีแล้ว ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลย! กลับกันเถอะ รีบกลับกันเถอะ!”
ทว่า ในตอนที่คนหามยกเกี้ยวขึ้นอีกครั้ง หานอวิ๋นซีก็พูดออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า “ช้าก่อน!”
เอ่อ…
ใครพูด?
ทุกคนหยุดและมองไปรอบๆ ทว่าก็ไม่พบคนพูด
“หวังผอผอ รบกวนเจ้าไปถามหน่อยสิว่าพรุ่งนี้จะให้มายามใด?” หานอวิ๋นซีพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสงบ ทว่ากลับแฝงไปด้วยความสง่างาม เสียงของนางไม่ได้ดังมาก แต่ทุกคนรอบตัวกลับได้ยินอย่างชัดเจน
ครู่หนึ่งทุกคนมองไปที่เกี้ยวด้วยความไม่เชื่อ หานอวิ๋นซีเป็นคนพูดจริงๆ หรือ? สถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่ว่านางควรแอบไปร้องไห้หรือไร? คิดไม่ถึงว่านางจะกล้าพูดออกมา ทั้งยังเสียงดังขนาดนี้อีก?
“หวังผอผอ เจ้ายังงุนงงอะไรอยู่? หรือต้องให้ข้าสอบสวนเรื่องที่เจ้าพามาผิดทาง?” จู่ๆ หานอวิ๋นซีก็ตะคอกเสียงดังออกมา
หวังผอผอที่ยังประหลาดใจอยู่ ก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง! เป็นไท่เฟยที่กำชับให้นางพาไปผิดทาง เช่นนั้นจวนฉินอ๋องไม่มีทางสอบสวนนางอย่างแน่นอน แต่ถ้าตระกูลหานสอบสวนนางขึ้นมาจริงๆ นางก็ต้องแบกรับความผิด ถึงเวลานั้นไท่เฟยคงไม่ปกป้องนางเป็นแน่
ทำไมจู่ๆ หานอวิ๋นซีถึงดูแข็งแกร่งขึ้นมาได้เช่นนี้?
หวังผอผอไม่มีเวลาให้คิดมากนัก จึงรีบตอบกลับไปว่า “ทราบเจ้าค่ะ! คุณหนู โปรดรอสักครู่”
“ตึง ตึง ตึง!” เสียงเคาะประตูนั้นไม่อ่อนโยนเอาเสียเลย
และเป็นบ่าวชราที่เปิดประตูด้านข้างเช่นเคย “อะไรอีกล่ะ? ไม่เข้าใจที่บอกว่าให้พวกเจ้ากลับมาใหม่วันพรุ่งนี้หรือไร?”
“เจ้าสาวถามว่าพรุ่งนี้ให้มายามใด! รบกวนเจ้าช่วยไปรายงานไท่เฟยหน่อยสิ” หวังผอผอถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
บ่าวชราที่ประตูประหลาดใจ เจ้าสาวคนนี้น่าสนใจไม่น้อย “เช่นนั้นก็รอสักครู่”
ในศาลาสวนด้านหลังของจวนอ๋อง อี้ไท่เฟยกำลังเล่นไพ่นกกระจอกกับเหล่าฮูหยินตราตั้ง[1] นางไม่ได้กังวลเรื่องการอภิเษกแม้แต่น้อย
หลังจากที่ฮ่องเต้ได้ออกว่าราชการด้วยตนเอง ไท่เฟยหลายคนของฮ่องเต้องค์ก่อนที่เหลือก็เสียชีวิต ก็เป็นอี้ไท่เฟยคนนี้ที่มีลูกเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง และไม่มีใครกล้าที่จะแตะต้องนาง แม้กระทั่งไท่เฮาเองก็ปฏิบัติกับนางอย่างสนิทสนม ทว่าสามปีก่อน การใช้ชีวิตในวังหลวงนั้นน่าเบื่อเกินไป นางจึงย้ายมาอยู่ที่จวนอ๋องกับบุตรชาย
นางกำนัลก้มศีรษะลงกระซิบข้างหูว่า “นายหญิง พรุ่งนี้เจ้าสาวต้องมายามใดเพคะ?”
มือของอี้ไท่เฟยที่กำลังเล่นไพ่หยุดชะงักทันที หันศีรษะมามอง “ใครเป็นคนให้เจ้ามาถาม?”
“เจ้า…เจ้าสาวเพคะ” นางกำนัลตอบเสียงเบา
“บังอาจนัก!” อี้ไท่เฟยเต็มไปด้วยความสงสัย เพียงแต่กำลังยุ่งอยู่กับการเล่นไพ่ เลยพูดส่งๆ ไปว่า “เวลาเดิมนั่นแหละ”
ถามเวลาไปชัดเจนก็เท่านั้นล่ะ อย่างไรพรุ่งนี้นางก็มาสายอยู่แล้ว
“เวลาเดิม” หวังซีผอนำคำพูดไปที่เกี้ยว
ใครจะไปรู้ว่าหานอวิ๋นซีจะพูดออกมาสามคำอย่างเย็นชา “รอที่นี่”
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติกับคุณหนูหานคนนี้ แต่หวังซีผอกลับตะโกนออกไปโดยไม่ทันคิด “อะไรนะ?”
“เป็นเจ้าสาวจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ เราจะขวางประตูบ้านคนอื่นแบบนี้ได้เสียที่ไหนกัน? ดีไม่ดี จะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอา มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย! ใครจะไปรอหน้าประตูบ้านคนอื่นเพื่อรออภิเษกกัน?”
“เจ้าไม่ได้พูดเองหรอกหรือว่าจะไม่หันหลังกลับ ทำไมล่ะ หรือเจ้าจะสาปแช่งข้าให้หย่าร้างอย่างนั้นหรือ?” หานอวิ๋นซีถามอย่างเย็นชา
นี่ไม่ใช่คำที่หวังซีผอเพิ่งพูดออกไปหรือไร? หวังซีผอถึงกับพูดไม่ออก
“ถ้ารอไม่ไหว จะไปก็ได้นะ กลับไปตระกูลหานแล้วก็อย่ามาทวงค่าจ้างก็แล้วกัน” หานอวิ๋นซีพูดเตือนอย่างใจเย็น
ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง และรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าสาวคนนี้มีอำนาจ จึงไม่มีใครกล้าออกไป ทำได้แต่นั่งอยู่ที่เดิม รอไปกับเจ้าสาว
ซีหวังผอเห็นเช่นนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก และทำได้เพียงนั่งลงข้างๆ เกี้ยวเช่นกัน ทว่านางก็อดไม่ได้ที่จะอยากแง้มม่านออกเพื่อดูรูปลักษณ์ของเจ้าสาว ว่าจะน่าเกลียดและขี้ขลาดเหมือนอย่างที่ลือกันหรือไม่? คงไม่ได้เปลี่ยนคนหรอกใช่หรือไม่?
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง หวังซีผอก็ยื่นมือออกไปอย่างสั่นเทา…
----------------------------
[1] ฮูหยินตราตั้ง (诰命夫人) คือ เป็นยศที่ฮ่องเต้จะพระราชทานให้กับภรรยาหรือมารดาของเหล่าขุนนาง มีทั้งหมดห้าขั้น
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ