โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TQM หุ้นนายหน้าประกันภัยปันผลดี โบรกฯ คาดให้ผลตอบแทนกว่า 4%

Wealthy Thai

อัพเดต 28 พ.ย. 2566 เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 06 ต.ค. 2566 เวลา 06.10 น. • ศุภมาศ ศรีขำ

หุ้นปันผลสัปดาห์นี้จะพานักลงทุนมาพบกับ “หุ้นนายหน้าประกันภัย”ที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield)อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดใจที่ราว 4% และแนวโน้มการดำเนินงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว นั่นคือ TQM หรือ บริษัท ทีคิวเอ็ม อัลฟา จำกัด (มหาชน)
โดย TQM ประกอบธุรกิจถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) และประกอบธุรกิจหลักในการให้บริการนายหน้าประกันภัย มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิภายหลังการหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมาย
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบัน TQM มีมูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 19,650 ล้านบาท และมี P/E อยู่ที่ระดับ 24.34 เท่า (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค. 66) โดยราคาหุ้นวันที่ 5 ต.ค. 66 อยู่ที่ 32.76 บาท ปรับตัวลดลง 16.03% จากช่วงต้นปี และมี Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 3.66%
สำหรับประวัติการจ่ายเงินปันผล หากนักลงทุนถือหุ้น TQM ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงวันที่ 12 พ.ค. 2566จะได้รับเงินปันผลทั้งหมด 9ครั้ง รวมเป็นเงินรวม 7.35 บาท และล่าสุด TQM ได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 30 มิ.ย. 2566 ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท จำนวน 600 ล้านหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 300 ล้านบาท ไปแล้วในวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา
ส่วนภาพรวมการจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2566 และปี 2567 มีแนวโน้มที่ TQM จะให้ผลตอบแทนในระดับ 4% ต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ว่าในปี 2566 บริษัทจะจ่ายเงินปันผลที่ 1.20 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 3.93% และปี 2567 คาดจะจ่ายเงินปันผลที่ 1.40 บาท คิดเป็น Dividend Yield ที่ 4.3%
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานคาดผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า ผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2566 มีแนวโน้มฟื้นตัวทั้งในเชิงของรายได้ที่น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะเป็นรอบต่อประกันตาม seasonality
ส่วนต้นทุนผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว สะท้อนจากอัตรากำไรขึ้นต้น (GPM) และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A to sales) ที่ดีขึ้น จึงคาดว่ากำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้าทุกไตรมาส ขณะที่กำไรในไตรมาส 1/67มีแนวโน้มดีขึ้นต่อจากยอดประกันรถยนต์ EV ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 45บาท จาก 1. ผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2565 ที่มีการปรับโครงการองค์กรและทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่ารายได้, 2. แนวโน้มกำไรครึ่งหลังปีนี้ฟื้นตัวทุกไตรมาส,
3.กำไรปี 2567 ของฝ่ายวิเคราะห์มี upside risk จากยอดขายประกันรถยนต์ EV ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งราคาสูงกว่ารถสันดาปราว 30-40% โดยปัจจุบันยอดจดทะเบียนรถยนต์ EV ในครึ่งปีแรกอยู่ที่ราว 3หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 215% จาก 9.5พันคันในปี 2565 และ 4. ราคาปัจจุบันซื้อขายบน P/E ปี 2567 ที่ 18.5x เท่า สะท้อน valuation ที่ไม่แพง รวมถึงมี Dividend yield ราว 4%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...