โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กรมเจรจาฯ” ชูต้นแบบเกษตรกร “สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค”

INN News

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 08.28 น. • INN News

"กรมเจรจาฯ" ชูต้นแบบเกษตรกร "สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่" เติมนวัตกรรมนมไทย ส่งนมเม็ดรสทุเรียนทุเรียนหมอนทองป่าละอู เปิดตลาดส่งออกสร้างแต้มต่อทางการค้า เตรียมพร้อมรับการเปิดเสรีสินค้านมและผลิตภัณฑ์ 1 มกราคม 2568

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผย ในโอกาสลงพื้นที่พบหารือเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์ พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตนมอัดเม็ดและนมพาสเจอร์ไรส์ ณ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัดจ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เข้าร่วม โครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA”

"กรมได้ติดอาวุธความรู้เรื่องความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA การค้าระหว่างประเทศ กลยุทธ์การทำตลาดแบบออนไลน์และออฟไลน์ การเขียนแผนธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ ให้พร้อม สำหรับการลดภาษีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์ภายใต้กรอบความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA)และไทย-นิวซีแลนด์ ที่จะลดภาษีเป็น 0% และปลอดโควต้าในวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อ ส่งเสริมเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ FTA เป็นเครื่องมือสร้างแต้มต่อทางการค้า ขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ"

ทั้งนี้ สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด เป็นสหกรณ์หนึ่งใน 4 สหกรณ์ ที่ได้เข้าร่วมโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโดยใช้นวัตกรรมต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้มีรายได้มากกว่า 350 ล้านบาทต่อปี

และยังมีแผนที่จะต่อยอดในการผลิตผลิตภัณฑ์นม เช่น นมเม็ดรสทุเรียนทุเรียนหมอนทองป่าละอู ขยายตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์นมไปยังหลากประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมถึงจีน และต่อยอดนมสเตอริไล สำหรับใช้เป็นส่วนผสมของการชงกาแฟสดซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ได้อีก 1-2 เท่า

"สหกรณ์สามารถรวบรวมน้ำนมดิบได้ 18 ตันต่อวันจากโคนมของสมาชิกทั้งหมด 3,247 ตัว และบริการตรวจคุณภาพน้ำนม รวมทั้งเป็นสหกรณ์ที่มีเครื่อง Spray Dryer 1 ใน 3 ของประเทศ ที่ใช้น้ำนมดิบของเกษตรกรในพื้นที่มาผลิตเป็นนมผงและนมอัดเม็ด มีศักยภาพในการผลิต 1 ตันต่อวัน"

อีกทั้งสหกรณ์ยังมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ให้กับสมาชิก ทำให้ช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงโคนม สร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกและประชาชนในชุมชน นอกจากนี้ กรมยังได้ลงพื้นที่ ควาลิตี้ไทม์ฟาร์มสเตย์เป็นแหล่งปลูกทุเรียนหลายสายพันธุ์ อาทิ หมอนทอง พวงมณี เป็นต้น โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองป่าละอูที่ได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI และมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ มีรสหวาน เนื้อหนาเนียนละเอียด สีเหลืองอ่อน เนื้อแห้งมีความมันมากกว่าความหวาน กลิ่นไม่รุนแรง ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของคนไทยและชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้ส่งเสริมเกษตรกรสหกรณ์โคนมวาริชภูมิสกลนคร สหกรณ์โคนมพัทลุง และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ศ.ค.) สหกรณ์แห่งนี้มีศูนย์รับน้ำนมดิบทั้งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี

นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ในอนาคตกลุ่มเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะมีการขยายการเจรจาเพื่อเปิดตลาดผลักดันการส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์ไปยังความตกลง FTA อื่นที่อยู่ระหว่างการเจรจาเช่น ไทย-ศรีลังกา เพื่อจะได้มีส่วนช่วยผลักดันให้เกษตรกรไทยสามารถผลิตและส่งออกสินค้าเพิ่มมูลค่าได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้FTA ไทย-ออสเตรเลีย และ FTA ไทย-นิวซีแลนด์ มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2548 และไทยผูกพันเปิดเสรีสำหรับสินค้านมและผลิตภัณฑ์ให้กับประเทศคู่ค้า 2 ประเทศในวันที่ 1 มกราคม 2548 ที่ผ่านมา เกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการนมโคแปรรูปได้เตรียมตัวเข้าสู่ตลาดการค้าเสรี อีกทั้งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ตระหนักถึงความจำเป็นของการเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการนมโคแปรรูป ใช้ประโยชน์จาก FTA เป็นเครื่องมือขยายตลาดส่งออก และรองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดการเปิดการค้าเสรี

ดังนั้น ตั้งแต่ปี2561 กรมได้ดำเนินโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วย FTA” เร่งผู้ประกอบการใช้ FTA และเข้าถึงโอกาสทางการค้าในตลาดประเทศคู่ FTA ทั้งจีน สิงคโปร์ และกัมพูชา โดยกรมจัดโครงการโคนมอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2567 เป็นระยะเวลากว่า 6 ปี ซึ่งการดำเนินโครงการได้รับผลตอบรับที่ดีและประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นโครงการต้นแบบที่กรมพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการได้ยกระดับการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพและมาตรฐาน และใช้นวัตกรรม

เทคโนโลยีต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่า เช่น นมอัดเม็ดเสริม?โปรไบโอติกส์ป้องกันฟันผุ นมอัดเม็ดพลัสแคลเซียม นมพาสเจอร์ไรส์ช่วยให้หลับง่าย นม UHT แลกโตสฟรี เป็นต้น และการทำธุรกิจนมโดยใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เช่น ออร์แกนิกโยเกิร์ตแดรี่โฮมและนม UHT mMilk มีมูลค่าส่งออกนมโคแปรรูปภายใต้โครงการกว่า 300 ล้านบาท และพัฒนาผู้ประกอบการเป็นผู้ส่งออกที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580)

ดังนั้น กรมมั่นใจว่า จากการเตรียมตัวรองรับการเปิดเสรีทางการค้าสำหรับสินค้านมและผลิตภัณฑ์ตลอด 20 ปีและการจัดโครงการเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ประกอบการกว่า 6 ปีที่ผ่านมา วันนี้เกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการพร้อมใช้ประโยชน์จาก FTA และเข้าสู่ตลาดการค้าเสรี นมแบรนด์ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

ด้าน นายประจักษ์ มีลิ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรก็มีความกังวลว่าผลจากการเปิดเสรี fta จะทำให้ผลิตภัณฑ์นมของประเทศไทยอาจจะแข่งขันได้ลำบากเนื่องจากไทยยังมีต้นทุนการผลิตที่สูง เมื่อนำน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นนมผงจะมีต้นทุนสูงถึง 220 บาทต่อกิโลกรัมเทียบกับราคานมผงนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ที่ 150-170 บาท ต่างกว่ากันกิโลละเกือบ 100 บาท

ทางเกษตรกรจึงได้ร่วมกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และนำนวัตกรรมมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ โดยก่อนหน้านี้ได้นำระบบการผลิตนมอัดเม็ดโดยแปรรูปเป็นนมอัดเม็ดรสทุเรียนเพื่อส่งออกและจำหน่ายไปยังประเทศต่างๆในอาเซียนและในจีน

ล่าสุดในปีนี้สหกรณ์ได้เตรียมขยายการลงทุนโดยอาศัยงบประมาณจากสถาบันการเงินและโครงการนาแปลงใหญ่วงเงิน 3-5 ล้านบาทเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นมสเตอริไลส์สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการชงกาแฟสด ซึ่งจะเป็นการต่อยอดจากการรวบรวมรับซื้อผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกร เพราะผลิตภัณฑ์นี้จะมีจุดเด่นคือสามารถเก็บรักษาไว้ได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ร้านกาแฟสามารถเก็บสต๊อกนมได้นานกว่าการใช้นมสดแบบพาสเจอร์ไรส์ที่เก็บได้เพียง 7 วัน ซึ่งหลังจากดำเนินการแล้วเสร็จอาจจะส่งให้กับร้านกาแฟโดยขณะนี้ได้มีการไปเจรจาเพื่อขอจำหน่ายเข้าร้านกาแฟชื่อดังหลายแบรนด์เช่น cafe Amazon อินทนิลและ Milk Land

"ปัจจุบันสหกรณ์ได้รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร 18 ตันต่อวัน โดยแบ่งเป็นใช้สำหรับการแปรรูป 6 ตันต่อวันและส่งขายเป็นน้ำนมดิบ 12 ตันต่อวันให้กับ โครงการสวนจิตรลดา โครงการชั่งหัวมัน อสค. โดยรับซื้ออยู่ที่ระดับราคา ตามเกรดของปริมาณเนื้อนม ตั้งแต่ระดับ 21.50- 22.25 บาท/กก.ต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีรายได้รายละ 15,000 ถึง 4 หมื่นบาทต่อเดือนต่อคน"

นายประมาณ เกตุสิงห์ ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่าคณะกรรมการ สมาคมชุดที่ 33 ซึ่งมีวาระจนถึงปี 2568 นั้น มีสมาชิกทั้งเป็นสมาชิกสมทบและสมาชิกสามัญอยู่ 99 ฟาร์ม โดยสมาชิกสามัญต้องได้รับการอบรม ให้ความรู้ในการพัฒนาการเลี้ยงโค และในทุกวันที่ 10 ของเดือนจะมีการประชุมซึ่งหากสมาชิกคนใดเข้าร่วมประชุมก็จะมีสิทธิ์ได้รับราคาน้ำนมเพิ่มขึ้น 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม

"ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆโดยความที่เข้าร่วมสหกรณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขณะนี้เจ้าของฟาร์มมีอายุสูงสุด 70 ปีเตรียมจะส่งผ่านให้กับทายาทรุ่นที่ 2 หากมีการส่งเสริมเกษตรกรในการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าก็จะช่วยต่อยอดให้อาชีพนี้คงอยู่ได้"

ด้านนายวิชิต จาดสี ที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค ห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นราคารับซื้อน้ำนมดิบจาก 19 บาทเป็น 22.25 บาทต่อกิโลกรัมแต่หากเทียบกับต้นทุนของเกษตรกรซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 18 บาทต่อกิโลกรัมก็ถือว่าเกษตรกรได้กำไรประมาณกิโลกรัมละ 4-5 บาท แต่สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลสำหรับขนส่งปรับสูงขึ้นและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ก็ปรับสูงขึ้น เกษตรกรมีภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...