โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดร.เจษฎ์” ลั่น สว.-สส.-รมต.-นายกฯ หวังพึ่งไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 13 ก.ค. 2567 เวลา 06.20 น.

“ดร.เจษฎ์” ลั่น สว.-สส.-รมต.-นายกฯ หวังพึ่งไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง - มองว่าไม่ผิด หากแลกคะแนนโหวตโดยไม่จ่ายเงิน - ชี้ มีโอกาสการเลือก สว. เป็นโมฆะ

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย ให้สัมภาษณ์ในรายการ THE ROOM EXCLUSIVE ทางช่อง The Room44 ถึงกรณีที่ กกต. เดินหน้าประกาศรับรอง 200 สว. ทั้งที่หลักฐานการทุจริตยังชัดเจนอยู่ ว่า สิ่งที่บอกว่าเป็นพยานหลักฐานทั้งหลาย จะต้องนำเข้าสู่กระบวนการ และคนที่อยู่ในกระบวนการก็ต้องทำหน้าที่ของตน ตัวอย่างเช่น หากพยานหลักฐานเหล่านั้นถูกยื่นให้กับ กกต. ในฐานะที่เป็นกรรมการ กกต. ก็ต้องดำเนินการเอาพยานหลักฐานเหล่านั้นเข้าสู่การพิจารณา เพื่อทำให้ความปรากฏว่าหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาหลายที่มา อาทิ ติดมาจากการเลือกกันเอง มีการส่งต่อกันมา หรือมีการนัดแนะพบปะกัน มีการจ่ายเงินให้กัน มีการทำให้อีกฝ่ายถูกกีดกัน ทำให้การลงคะแนนมีปัญหา ทำให้แต่ละสายมีความไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นข้อคลางแคลงใจและทำให้การเลือกกันเองเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ หาก กกต.บอกว่ารับรองไว้ก่อนแล้วค่อยมาดำเนินการกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง แต่หากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้การเลือกกันเองไม่สุจริตและเที่ยงธรรม การรับรองก่อนแล้วค่อยสอบทีหลัง ก็ไม่เห็นจะสอยหรือจัดการอะไรได้ เห็นได้จากการเลือก สส.ที่ผ่านมา มองว่าหากเป็นไปในลักษณะนี้ก็จะซ้ำรอยเดิมและไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ เมื่อเป็นเช่นนี้อาจซ้ำรอยกับ 2 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ตอนเลือกตั้ง สส. นานมาแล้วที่มีการหันคูหาเข้าๆ ออก ๆ ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง จนมีคนไปส่องเห็นว่าใครเลือกอะไร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ จึงทำให้เป็นโมฆะ อีกเหตุการณ์คือเรื่องที่ กกต.พยายามจัดการเลือกตั้งจนเป็นเหมือนการช่วย เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จนท้ายที่สุด กกต.ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด ทำให้ กกต.ต้องติดคุก ถูกดำเนินคดี ดังนั้น 2 เหตุการณ์นี้ ทำให้ กกต.ต้องคิดว่าการเลือกกันเองจะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ และการเลือกกันเองของ สว.จะย้อนมาทำให้ กกต.ต้องติดคุกหรือไม่

เมื่อถามว่าการที่ กตต.รับรองผลการเลือก สว.แบบนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดำเนินคดีในภายหลังใช่หรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ามีโอกาสที่จะเป็นไปได้สูง หากไม่สามารถที่จะคลี่คลายสิ่งที่หลายคนบอกว่าเป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และบรรดาคนที่อยู่ในกระบวนการออกมาบอกว่าพบเห็นการฮั้วกันอย่างเปิดเผย จึงไม่รู้ว่าทั้งหมดเหล่านี้ท้ายที่สุดจะสามารถเก็บรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอในการขมวดปม ว่า มีการทุจริตกันหรือไม่ ซึ่งหาก กกต.เลือกว่าค่อยว่ากันทีหลัง แล้วท้ายที่สุดไม่มีใครที่ กกต.หาได้ แต่มีคนอื่นเอาไปยื่นเอาผิดว่า กกต.ทุจริต หรือ กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะทำให้ กกต.เดือดร้อนได้

เมื่อถามต่อว่ามองอย่างไรที่ในมาตรา 59 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่ให้อำนาจ กกต.ระงับ แก้ไข ยกเลิก หรือสั่งให้นับคะแนนใหม่ได้ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหากมีเหตุอันควรวงสัยว่าการเลือกไม่สุจริต เที่ยงธรรม รศ.ดร.เจษ เผยว่า เราจะมองใน ม.59 คือเหตุอันควรสงสัย หรือจะมองใน ม.225 ของรัฐธรรมนูญ คือเหตุอันควรเชื่อ ซึ่งไม่ใช่ระดับที่ต้องพิสูจน์ถึงขนาดที่ว่าชัดเจนและไม่มีเป็นอื่น ไม่ถึงขนาดที่ว่าสิ้นสงสัย เพราะรัฐธรรมนูญบอกไว้ว่าเอาระดับเหตุอันควรเชื่อ ใน พ.ร.ป.บอกให้เอาระดับเหตุอันควรสงสัย ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ไม่เป็นเหตุอันควรเชื่อหรือเหตุอันควรสงสัย

ส่วนกรณีที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือก สว.ไปก่อนแล้วมาสอยภายหลัง แน่นอนว่าจะต้องมีคนไปฟ้องร้อง ปลายทางอยู่ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช่หรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ใช่ จริงๆ สามารถฟ้องร้องได้หลายศาล แล้วแต่ว่าจะฟ้องเรื่องอะไร แต่หากฟ้อง กกต. ก็เป็นศาลฎีกา ส่วนตัวคิดว่าต้องมีคนไปยื่นร้อง กกต. เพราะคงมองว่าการทำหน้าที่ของ กกต.ไม่ทำให้การเลือกกันเองสุจริต เที่ยงธรรม และมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ส่วนจะมองอย่างไรเมื่อหน้าตาของ สว.ชุดนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองบ้านใหญ่บุรีรัมย์ที่จะมาคุมสภาสูง รศ.ดร.เจษ เผยว่า ตนไม่ทราบจริงๆ เพราะไม่รู้จักคนที่เข้าสู่กระบวนการทุกคน เว้นที่คนที่แสดงตัวชัดๆ ว่าเป็นสีไหน ฝ่ายไหน สนับสนุนใคร แต่ตามข่าวที่บอกว่าเป็นสายสีน้ำเงินจำนวนมากเป็น 100 คน ตนก็ไม่ทราบว่าถึงขนาดนั้นหรือไม่ แต่ก็ต้องดูว่ามีกรณีที่เกิดขึ้นแบบนั้นได้ 2 ลักษณะ คือ แบบที่ 1 ไม่รู้ว่าใครเป็นพวกไหนแต่การสมัครเลือกกันเองเมื่อเข้าสมัครแล้วสามารถที่จะพูดคุยกัน ทำเข้าใจในวิธีการแล้วหาทางจัดตั้งร่วมกัน ในลักษณะที่เป็นการแลกคะแนนกันโดยที่ไม่ได้ทำผิดกฏหมายหรือใช้เงิน ไม่ได้ฮั้วกัน ไม่มีโพย ไม่บล็อคโหวต ไม่กีดกันคนอื่น หรือไม่ได้ทำให้เกิดการไม่สุจริตและเทึ่ยงธรรมขึ้น กรณีนี้คนที่ได้เข้ามามากน้อยแค่ไหนจะว่าไม่ได้ เพราะกติกาสามารถให้ทำได้

ส่วนแบบที่ 2 คือ มีเรื่องของการบล็อคกันเป็นกลุ่ม มีการแลกคะแนนกัน มีการจัดตั้งโดยมีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งหากหาได้ว่ามีพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะเป็นความผิดของพรรคการเมือง และจะทำให้การเลือกกันเองไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ส่วนพรรคการเมืองที่ทำก็ถือว่ามีความผิด ต้องพิจารณาในกรอบกฎหมายว่าความผิดคืออะไร

แบบที่ 3 คือ ไม่ว่าจะเป็นใครทำอาจจะไม่ใช่พรรคการเมือง แต่มีการจ่ายเงิน มีการกำหนดหน้าที่กัน ใช้กลไกต่างๆ อาทิ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ การใช้คนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องถือว่าทำผิดอาญา ทำให้การเลือกกันเองไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และอาจทำให้การเลือกกันเองของบรรดาผู้สมัครอาจสิ้นผลไปเลยก็ได้

เมื่อถามว่าจากรายชื่อ 200 คนเหมือนจะเป็นที่ชัดเจน จากที่นักวิเคราะห์ออกมาบอกว่าเหมือนจะมีฝ่ายการเมืองเข้ามาคุมสภาสูง หลายฝ่ายมองว่าอาจทำให้เกิดปัญหาความเป็นกลางขึ้น รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดว่า สว.จะมีความเป็นกลาง เพียงแต่ว่า สว.ต้องเป็นกลุ่มคนที่ไม่ใช่กลุ่มคนเดียวกันกับ สส.ต้องไม่ได้มาโดยการยึดโยงผลประโยชน์กับพรรคการเมืองในรูปแบบเดียวกันกับ สส. ต้องไม่เป็นกลุ่มที่นึกคิดและพิจารณาในเรื่องนั้นเรื่องนี้โดยอิงกับ สส. หรือไม่ได้เป็นคนที่ถูกชี้นำ ครอบงำ ควบคุมโดย สส.ได้ แต่หากเป็นคนที่มีวิธิคิดหรือฝักใฝ่ในทิศทางเดียวกันก็คงพูดยาก เพราะวิธีคิดของคนห้ามกันยาก แต่เวลาทำหน้าที่ต้องทำเพื่อประโยชร์ของผู้คนทั้งหลาย ประเทศชาติโดยรวม ไม่ใช่ทำฟน้าที่เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง หรือเป็นการคิดและดำเนินการไปตามแนวทางของพรรคใดพรรคหนึ่ง มองว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ต้องดูว่าเมื่อถึงเวลาทำงานเขาจะทำกันอย่างไร

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่อำนาจของ สว.ต้องรับรองบุคคลเข้าไปทำงานในิงค์กรอิสระ ทำให้ค่ายสีต่างๆ ส่งคนของตัวเองลงชิงเก้าอี้ เพื่อต่อรองอำนาจต่างๆ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ หากพรรคการเมืองเป็นคนจัดการ หรือมีใครที่ไปจัดการในแนวทางของพรรคการเมือง หรือจัดการเพื่อให้มีแนวคิด แนวทาง หรือเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือร่วมผลประโยชน์กันกับบรรดากลุ่มก้อนการเมือง รวมถึงบรรดานักการเมือง ทั้งฝั่ง สส. และพรรคการเมือง เรื่องนี้ถือว่าไม่ชอบ เพราะทำให้สภาที่ควรจะตรวจสอบ ถ่วงดุล และค้านกัน เสียกระบวน และหากเข้าไปเพื่อยึดโยงบรรดาผู้ที่จะเป็นกรรมการในองค์กรอิสระ รวมถึงตำแหน่งสำคัญต่างๆ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะหมดวาระลง ก็จะกลายเป็นไปทำให้กลไกขององค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่สนับสนุนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และค้านกันของ 3 อำนาจ คือ ตุลาการ บริหาร นิติบัญญัติ บิดเบี้ยว เสียหาย ท้ายที่สุดหากทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคใดหรือใครคนใดคนหนึ่ง ก็จะทำให้สภาทางสภารวมถึงองค์กรอิสระกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง กลายเป็นอุปกรณ์ในการสร้างผลประโยชน์ หากเป็นแบบนี้ประเทศชาติก็จะเสียหาย ประชาชนย่อยยับ

เมื่อถามว่ายังมีโอกาสหรือไม่ที่การเลือก สว.ชุดนี้จะถึงขั้นโมฆะ รศ.ดร.เจษฎ์ เผยว่า ตนคิดว่ามี เนื่องจากพยานหลักฐานที่มีอยู่นั้นเยอะแค่ไหน ถึงขนาดที่ว่าดูโดยรวมแล้วการเลือกกันเองของบรรดาผู้สมัครถึงขนาดที่ว่าทำให้การเลือกกันเองที่ผ่านไปนั้นไม่สุจริตไม่เที่ยงธรรมหรือไม่ เพราะหากชัดเจนถึงขนาดนั้นก็มีโอกาสเป็นโมฆะ ขึ้นอยู่กับว่าลุกลามไปขนาดนั้นหรือไม่ และทำให้สิ่งที่บอกว่าเป็นพยานหลักฐานมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ทั้ง 200 คนและสำรองอีก 100 คนควรที่จะสิ้นผลไป เนื่องจากไม่สามารถที่จะบอกได้เลยว่าใครมาโดยสุจริตหรือมาโดยทุจริต เพราะถือได้ว่ามีกลิ่นกันหมดทุกคน

สำหรับในอนาคตหากมีการไปยื่นร้อง แล้วในที่สุดการเลือก สว.ครั้งนี้เป็นโมฆะจริง จะมีผลย้อนหลังอย่างไรบ้างนั้น รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ผลย้อนหลังคงไม่มี เท่ากับว่าถือว่าสิ้นผลไป แต่ในแง่ของความผิดโดยเฉพาะความผิดอาญาคงสืบเนื่องกันไปว่าเหตุที่เป็นโมฆะเป็นเพราะใครไปทำผิดอาญา ใครทำผิดกฏหมาย ใครซื้อใคร ใครฮั้วกับใคร ใครละเว้นการปฎิบัติหน้าที่อย่างไร เพราะฉะนั้นก็จะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่เกิดโมฆะขึ้น

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งคำถามว่า การเลือก สว.ครั้งนี้มีกฎระเบียบที่ซับซ้อน วุ่นวายพอสมควร มีการเสนอว่าควรจะยกเลิก สว. หรือมีแค่ สส.เท่านั้น ส่วนตัวมอฃว่า สว.ยังจำเป็นหรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ถ้าเราคิดว่ายังมีหน้าที่ที่ต่องให้ สว.ทำอยู่ ถ้าเราคิดว่ายังมีพื้นที่ที่จะทำให้สามารถคัดสรรมาได้ซึ่งบุคคลที่จะมาทำหน้าที่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้เป็นบุคคนกลุ่มเดียวกับ สส. ไม่ได้ทำหน้าที่ทับซ้อนกัน ไม่ได้ช่วยกันเถลิงผลประโยชน์หรือหาส่วนที่จะเอามาแลกเปลี่ยนและเอามาดำเนินการร่วมกัน รวมถึงเอารัดเอาเปรียบประชาชน หากสามารถทำได้หรือยังทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองและประชาชนได้ ต้นคิดว่าการมี สว.ก็คงต้องมี ระบบการได้มาซึ่งส.ว. จะเป็นอย่างไร หากระบบที่ใช้กันอยู่ตอนนี้มันซับซ้อน ไม่ตอบโจทย์ หรือมีปัญหา จะต้องแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ควรทำ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อระบบตอนนี้ซับซ้อนแล้วบอกว่าไม่จำเป็นต้องมี สว.

เมื่อถามต่อว่ามองอย่างไรที่ฝั่งของพรรคก้าวไกล อย่างนายพิธา ที่มองว่ากระบวนการเลือก สว.ในครั้งนี้ ตอบโจทย์ประชาชนหรือไม่ ทั้งเรื่องคุณสมบัติ กลุ่มอาชีพ และวุฒิการศึกษา รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าสิ่งที่วางเอาไว้กับสิ่งที่ได้มาสอดรับกันหรือไม่ ถ้าสิ่งที่หวังเอาไว้กับสิ่งที่ได้มามันสอดรับกันตนมองว่ามันก็ตอบโจทย์ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ต้องถือว่าการเลือก สว.ล้มเหลว

ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของ กกต.ว่าสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่นั้น รศ.ดร.เจษฎ์ เผยว่า ตนคิดว่าความคลางแคลงก็มีได้ การวิพากษ์วิจารณ์กันก็หมีได้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าพิสูจน์ไปได้ถึงขนาดไหน และใครที่คิดว่าถ้า กกต. ทำผิดหรือไม่ทำให้ถูกต้องตามกฏหมายจริง ก็ควรที่จะหยิบยกเอาเรื่องนี้ไปสู่กลไกที่เขาสามารถจะดำเนินการได้ เช่น ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเอาพยานหลักฐานที่บอกว่ามีที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า กกต. ทำผิดกฏหมาย หรือทำไม่ถูกต้องอย่างไร

เมื่อให้วิเคราะห์ว่ารากของปัญหาเหล่านี้อยู่ที่อะไรกันแน่ ทั้งที่หลายคนมองว่าการเลือก สว. ครั้งนี้มีกฎระเบียบที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่ทำไมถึงยังมีการจัดตั้งตามมา รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า ทุกระบบมีช่องโหว่อยู่ 2-3 ลักษณะ คือ 1. ต้องมีคนอ่านระบบ และสามารถคิดที่จะต่อสู้กับระบบได้ แต่จะสู้ได้มากหรือน้อย หากทำแล้วได้ผู้ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นกอบเป็นกำไรือไม่ เรื่องนี้หากทำโดยใช่ความคิด ใช้การวิเคราะห์ วางยุทธศาสตร์และกำหนดยุทธวิธีโดยที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมาย วิธีนี้ก็ถือว่าทำได้ แต่หากวิธีนี้ประกอบด้วยการใช้เงินและมีพรรคการเมืองมาเป็นตัวขับเคลื่อนก็จะถือว่าผิดกฎหมาย 2. อาจเป็นไปได้ว่าเป็นความละหลวมของกรรมการ เพราะในระบบเลือกกันเองแบบนี้กรรมการต้องเข้มแข็งและเด็ดขาด การเข้าไปดูการเลือกกันในแต่ละระดับ โดยเฉพาะระดับอำเภอต้องละเอียดถี่ถ้วนและจับตาดูตลอดเวลา หากเห็นอะไรที่ผิดปกติหรือเห็นว่าบิดพลิ้วก็ต้องไล่ออกจากกระบวนการไปเลย แล้วให้เขาไปร้องศาลกันเอาเอง เพราะการที่ทำหน้าที่หละหลวมหรือกรรมการหย่อนประสิทธิภาพ ก็จะกลายเป็นช่องโหว่ 3. ถือว่ายากที่สุด คนไม่ได้เน้นไปที่การเล่นเก่ง แต่เน้นไปที่การโกงเก่ง หากเป็นเช่นนี้ก็จะป้องกันยาก ช่องโหว่นี้จะใหญ่ เพราะเป็นช่องของคนทำไม่ดี ต่อให้ระบบจะดีแค่ไหนแต่หากคนไม่ดีก็จะพาเสียหายหมด

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ได้ฝากถึง กกต. ว่า อย่างที่บอกใครมีพยานหลักฐานอะไร คิดว่าควรดำเนินการในลักษณะไหน ไม่ว่าจะต่อบรรดาผู้ที่สมัครเข้ามาสู่กระบวนการเลือกตั้งกันเอง หรือต่อกรรมการก็ต้องทำ จะถึงขนาดที่ทำให้การเลือกตั้งกันเองไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม หรือจะเป็นเพียงแค่การที่มีใครบางคนที่ทำผิด ทำให้เกิดปัญหาในการเลือกกันเอง หรือเป็นคนที่ไปซื้อทำให้เกิดการหัวฮั้ว จัดตั้งแบบผิดกฎหมาย ท้ายที่สุดอาจจะไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้เลยก็ตามแต่ก็ต้องทำ อย่างน้อยต้องมีการพยายามที่จะแก้ปัญหา ไม่ใช่ปล่อยประละเลยแล้วปล่อยให้เลยตามเลย ท้ายที่สุดไม่มีอะไรที่จะอธิบายได้เลยว่าที่ประชาชนบอกว่าไว้ใจไม่ได้ เชื่อถือไม่ได้ มีแต่อะไรก็ไม่รู้เละเทะไปหมด แต่กลับปรากฏว่าจับอะไรใครไม่ได้เลย ก็คงเป็นที่น่าผิดหวังของประชาชน

มองว่าการที่ประชาชนล้วนฝากความหวังไว้กับ สส. สว. รมต. นายกฯ ไม่ได้ทั้งสิ้น บางครั้งพวกเราต้องช่วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเป็นผู้เลือกที่ดีให้ได้ ต้องเป็นผู้ที่เข้าสู่กระบวนการต่างๆ หากเป็นกระบวนการที่ให้เราเข้าไปได้ แล้วใช้ความเข้มแข็งของประชาชนเพื่อให้เกิดความเจริญงอกงาม ไม่ใช่ให้เกิดความทดถอยตกต่ำ อย่าไปพึ่งหวังแค่ สว. สส. รมต. นายกฯ คนเหล่านี้พึ่งหวังไม่ได้ เราต้องพึ่งหวังตัวเราเอง และต้องทำด้วยมือเรา ที่จะคัดสรรคนดีเข้าไปเป็นตัวแทน คัดสรรคนที่จะทำหน้าที่ให้เราได้เป็นอย่างดี แล้วเข้าไปพัฒนาบ้านเมือง แบบนี้ถึงจะพึ่งหวังได้

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...