KBank Private Banking แนะจัดพอร์ตลงทุนรับมือ ‘ดอกเบี้ยขาลง’
คาดธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ และประเด็นที่มีผลต่อการลงทุนที่ต้องจับตาในครึ่งหลังของปี 2567 คือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยจากผลสำรวจพบว่ามีโอกาสที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง
นาย โฮมิน ลี Senior Asia Macro Strategist, Lombard Odier (Singapore) ย้อนภาพรวมตลาดลงทุนในครึ่งแรกของปี 2567 ว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2567 ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องจากปี 2566 โดยดัชนีหุ้นทั่วโลก (MSCI All Country World Index) ปรับเพิ่มขึ้น +11.5% หนุนจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ฟื้นตัวได้ดี ประกอบกับดอกเบี้ยทั่วโลกได้ทำจุดสูงสุดแล้ว โดยธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มปรับลดดอกเบี้ยลง อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนเมษายน 2567 ตลาดหุ้นเผชิญความผันผวน โดยมีการปรับตัวลง 5% เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ด้านหุ้นจีนปรับเพิ่มขึ้นได้ดีจากจุดต่ำสุดช่วงต้นปี หนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางการจีนที่คาดว่าจะช่วยหนุนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคอสังหาฯ ให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้ อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนตลาดทุนด้วย อย่างไรก็ดี แนวโน้มภาพรวมตลาดหุ้นจีนในระยะข้างหน้าจะผันผวนสูง โดยนักลงทุนจับตาการประชุมของรัฐบาลจีนในเดือนกรกฎาคมนี้ รวมถึงนโยบายด้านการค้าของทรัมป์ที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในทางกลับกัน ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนติดลบเล็กน้อย จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Bond Yield) ที่เคลื่อนไหวผันผวน กดดันจากความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดดอกเบี้ยช้ากว่าที่ประเมินไว้
สรุปมุมมองเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โดย Lombard Odier
สหรัฐฯ : เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง หนุนโดยภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตชิปที่กำลังเป็นความต้องการจากทั่วโลก ด้านตลาดแรงงานเริ่มลดความร้อนแรงลงบ้าง จากตัวเลขตำแหน่งงานว่าง (Job openings) ค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง และอัตราการว่างงานที่เริ่มปรับเพิ่มขึ้น คาดธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
“หนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องจับตาในครึ่งหลังของปีนี้ คือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ โดยจากผลสำรวจพบว่ามีโอกาสที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่ง Trump 2.0 จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงหลายด้านทั้งด้านตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ด้านยุโรป หลังจากที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ยไปแล้ว และคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ขณะที่จีน ยังคงเผชิญความท้าทาย นอกจากประเด็นภาคอสังหาฯ แล้ว ยังมีความเสี่ยงจากนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่มีการเลือกตั้งสหรัฐฯ อาจมีการยกระดับสงครามการค้า โดยตั้งแต่ปี 2561 สัดส่วนการนำเข้าจากสินค้าจากจีนมาสหรัฐฯ ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติก็ปรับลดลงด้วย
เหตุการณ์สำคัญที่ต้องจับตาคือการประชุมของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่สาม (China’s Third Plenum) และการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง (China’s Politburo) ในเดือนกรกฎาคม โดยคาดว่าทางการจีนจะออกมาตรการหนุนภาคอสังหาฯ เพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาต่อไปทั่วโลก
Lombard Odier คาดว่ามีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงแบบ Soft landing และไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จึงประเมินว่าตลาดหุ้นมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นต่อได้
นางสาวศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เผยกลยุทธ์การลงทุน ปี 2567 โดย KBank Private Banking แนะนำให้แบ่งเงินลงทุนเพื่อสะสมและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว ออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก ประมาณ 50-70% ให้ลงทุนเป็นพอร์ตหลัก (Core portfolio) โดยเลือกกองทุนผสมแบบ Risk-based approach ที่กระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้ง ค่าความผันผวน (VIX Index) ที่ใช้หลักการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ไม่ขึ้นกับ การคาดการณ์ของตลาดหรือผู้จัดการกองทุน ด้วยกลยุทธ์หลักที่บริหารเชิงรุกและยืดหยุ่นสูง สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของตลาดอย่างสม่ำเสมอ และมีการควบคุมความเสี่ยงของพอร์ตตลอดเวลา โดย KBank Private Banking แนะนำให้ลงทุนในกองทุนกองทุน All Roads Series
ส่วนที่ 2 ประมาณ 30-50% เป็นพอร์ตเสริม (Satellite portfolio) โดยแบ่งการลงทุนใน
หุ้นกลุ่ม Growth : กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพในการเติบโตที่โดดเด่น แม้ว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นมามากแล้ว แต่ก็หนุนโดยกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ราคาหุ้นในปัจจุบันวัดจากปัจจัยพื้นฐาน (Valuation) แล้ว ยังไม่ถือว่าราคาไม่แพง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีก โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-USA
กองทุนหุ้นยุโรปขนาดกลางและเล็ก ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการลดดอกเบี้ยของ ECB โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-EUSMALL
กองทุนหุ้นเวียดนามที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อีกทั้งระดับราคาหุ้นในปัจจุบันวัดจากปัจจัยพื้นฐาน (Valuation) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และในระยะยาวยังได้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในเวียดนามด้วย โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน PRINCIPAL-VNEQ
ตราสารหนี้ : พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว: จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (US Bond Yield) ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงและมีโอกาสปรับลงในระยะข้างหน้า เมื่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ชัดเจนขึ้น ทำให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยมีความน่าสนใจ และยังมีโอกาสได้กำไรจากส่วนต่างราคาเมื่อ FED ปรับลดดอกเบี้ย
นอกจากนี้ พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-GDBOND และแนะนำเสริมพอร์ตการลงทุนด้วยหุ้นกู้ในภูมิภาคเอเชีย ผ่านกองทุน K-APB ที่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง และมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำเนื่องจากเศรษฐกิจในเอเชียยังแข็งแกร่ง
การลงทุนทางเลือก : เติมเต็มพอร์ตด้วยกองทุนทางเลือกที่มีกลยุทธ์ซื้อขายสกุลเงินหลักของโลก: ลงทุนในสกุลเงินหลักที่คาดว่าจะแข็งค่าขึ้น ผ่านการวิเคราะห์จากหลายปัจจัยพื้นฐาน ทั้งแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ ดุลการชำระเงิน รวมทั้งกระแสเงินไหลเข้า – ออก โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน DAOL-FXALPHA-UI