โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รำลึกคนเสื้อแดง-เลือกตั้งสว. : การเมืองไทยเดือน พ.ค. ในสายตาของจักรภพ เพ็ญแข

The101.world

อัพเดต 14 พ.ค. 2567 เวลา 22.58 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 15.58 น. • The 101 World

นับตั้งแต่เดือนเมษายน การเมืองเดือนพฤษภาคมยังคงร้อนแรง ทั้งการรำลึกการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคมปี 2553 ซึ่งยังคงเป็นบาดแผลบาดลึกสำหรับผู้ยังไม่ได้รับความยุติธรรม การเลือกตั้ง สว. ในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่จะเข้ามาแทนที่ 250 สว. จากยุค คสช. ขณะเดียวกัน การแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ก็กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเพื่อไทย

จักรภพ เพ็ญแข กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากลี้ภัยไปกว่า 15 ปี 101 ชวนจักรภพผู้ซึ่งวางช้อนจากจานข้าวหมูทอดกระเทียมพริกไทย ไข่ดาว อาหารจานแรกที่กลับมาถึง ‘บ้าน’ นานนับเดือน มาสนทนาถึงการเมืองในเดือนพฤษภาคม ผ่านสายตาของอดีตผู้ลี้ภัย คนเสื้อแดง และคนเข้าใจรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย

คุณจักรภพกลับมาแล้วคิดว่าจะเข้ามามีบทบาท ช่วยงานบ้านการเมืองต่อไหม

ตั้งใจอยู่ครับ ณ ขณะนี้ใครชวนอะไรก็ไปทำหมดเลย เพราะว่าอยากจะเข้าใจว่าสังคมไทยเราเปลี่ยนไปแค่ไหน อยากจะรู้ว่าสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้มันเป็นไปตามนั้นไหม และสิ่งที่เขาคาดหวังกับตัวเรา หลายกิจกรรมก็ทำ ไปออกโทรทัศน์รายการต่างๆ ก็มีคนบอกรายการนี้จุดยืนอย่างนั้น รายการนี้จุดยืนอย่างนี้ ผมก็ไปหมด เพราะผมอยากรู้และก็อยากจะถามเขาจริงๆ ว่าเป็นยังไง ซึ่งจนถึงบัดนี้อย่างน้อยในส่วนผมนะครับ อาจจะยังตื้นไป แต่ยังไม่เห็นอะไรที่มันขัดแย้งกันจนกระทั่งคุยกันไม่ได้นะ

อีกประการคือไปเจอพรรคพวก แล้วเขาก็พาคนที่เขาคบคนใหม่ๆ มารู้จัก แต่สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากก็คือเมื่อสองวันนี้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ เป็นครั้งแรกที่ไปในฐานะครูอาจารย์ ซึ่งเป็นบทบาทที่ผมรักมาก เพราะเคยเล่นบทบาทนี้มาก่อนที่จะเข้าการเมือง ผมอยากรู้ว่าผมยังสื่อสารกับนิสิตนักศึกษารุ่นปัจจุบันได้หรือเปล่า หรือเราเก่าเข้ากรุไปแล้ว ก็ไม่มีใครประเมินออกมา แต่ดูจากความสนใจ ดูจากคำถาม ดูจากการแลกเปลี่ยนในชั้นเรียนปริญญาโทก็รู้สึกว่าเรายังพอแลกเปลี่ยนกันได้อยู่ ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจว่าในทางการเมือง ผมก็ยังไม่ทิ้ง เพราะถ้าหากผมพบว่าผมล้าสมัยไปแล้ว หรือว่าไม่สามารถจะปรับตัวได้เพื่อให้เข้ากับสิ่งใหม่ เราต้องยอมรับว่าเราต้องมี probation (ระยะลองงาน) เหมือนกัน ผมก็ให้ตัวเองลองงานอยู่ตอนนี้ เพราะงั้นเมื่อผ่านขั้นตอนนี้ไปแล้ว งานการเมือง งานสาธารณะ งานการกุศลอะไรที่ตัวเองมีความสามารถทำได้ และมีเวลาทำได้ ผมอยากทำ

ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำรัฐบาล บางคนก็บอกว่าพรรคนี้มาจากการเลือกตั้งบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว บางคนก็บอกว่าตระบัดสัตย์ ไปจับมือกับเผด็จการ คุณจักรภพมองว่าเมืองไทยเป็นประชาธิปไตยหรือยัง

ผมมองว่าเราเป็นประชาธิปไตยขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ประชาธิปไตยในใจของคนมันสำคัญยิ่งกว่าระบอบ เราต้องถามตัวเองที่ฟาดฟันกันอยู่ระหว่างพรรค ระหว่างสี บางทีไม่ลืมหูลืมตา มีคำอะไรที่หนักหนาได้ขนมาทุ่มใส่กันเต็มที่ ถามตัวเองว่า ‘ทำไมเราต้องเกลียดเขา’ ผมคิดว่านี่เป็นคำถามสำคัญว่าเราเป็นประชาธิปไตยขึ้นหรือไม่ เพราะสำหรับผม ประชาธิปไตยอยู่ตรงที่ว่าเราน่าจะอยู่ในสังคมเดียวกันกับคนที่บ้าๆ บอๆ ในความรู้สึกเรา โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับเขา เขาก็มีเวทีของเขา เราก็มีเวทีของเรา ยิ่งตอนนี้มีโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทุกคนก็มีทีวีของตัวเองก็ไม่เห็นจะต้องไปตกใจอะไร เพราะถ้าทุกคนมีเวทีขึ้นมา คนที่ฟังก็ต้องเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ เมื่อก่อนเคยฟังแค่ 10 เจ้า เดี๋ยวนี้มันมี 10,000 เจ้าเขาก็ต้องรู้จักวิธีฟัง และสุดท้ายเขาก็จะได้สรุปได้ว่าเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร ผม07’คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันช่วยให้ระบบทั้งระบบพัฒนาขึ้น

สรุปว่าที่ผมคิดว่าเป็นประชาธิปไตยขึ้น เพราะมันเป็นเผด็จการได้ยากขึ้น

แต่ว่ายังเป็นประชาธิปไตยได้ไม่เต็มที่

ยังๆ เพราะว่ายังมีระบบอุปถัมภ์และระบบความเชื่อบางอย่างในสังคมไทย ผมเลยคิดว่าอาจจะต้องใช้เวลา แต่ขอให้มองประเทศไทยด้วยความยุติธรรมว่า ไม่ว่าสังคมไหนก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ในสังคมที่ว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว สุดท้ายก็ยังมีปัญหา มีประเด็นใหม่เกิดขึ้นให้เราได้คิดใหม่กันเรื่อยๆ

ผมคิดว่าความนับถือระหว่างกันเป็นกุญแจสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

รัฐบาลเพื่อไทยมีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นทั้งเพื่อนเก่าและศัตรูเก่า ขณะเดียวกันก็มีพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน คิดเห็นอย่างไรกับสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทย ณ ตอนนี้

ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญคือการยอมรับความจริงว่ามนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ คนเถียงกันว่ามนุษย์เกิดมาดี มนุษย์เกิดมาชั่ว ผมคิดว่ามนุษย์เกิดมาเป็นกลางแล้วได้รับอิทธิพลเยอะจากสิ่งแวดล้อม แต่ที่เราเชื่อว่าดีเอ็นเอ กรรมพันธุ์ สันดาน ตระกูลมีส่วนหล่อหลอม ถ่ายทอดค่านิยม

ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการเมืองที่เราต้องเผชิญหน้ากับคนต่างประเภท มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

พรรคเพื่อไทยจะต้องปรับตัวอย่างไร ในเมื่อมองซ้ายก็ศัตรู มองขวาก็ศัตรู

ผมพูดจากทรรศนะส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นผู้ชำนาญทางการเมือง ผมคิดว่าเพื่อไทยอยู่ในสภาพที่เรียกว่า underdog เป็นรองนิดหน่อยในเชิงการสื่อสารทางการเมือง เพราะว่าผมคิดว่าคนในประเทศยังไม่ชัดเจนว่าเพื่อไทยต้องการอะไร และจะนำประเทศไปสู่อะไร พูดว่าเศรษฐกิจก็ใช่ แต่คำว่าเศรษฐกิจมันใหญ่เกินไปแล้ว ต้องเอามาขยายแล้วนะว่าแปลว่าอะไร แม้แต่ซอฟต์พาวเวอร์ยังเป็นคำที่ดูใหญ่ไปเลย

ส่วนทางก้าวไกล คิดว่าเขานำเสนอความคิดที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าติดเนื้อต้องใจ อยากได้ รู้สึกว่ามันเซ็กซี่ ลงตัว แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียมันตามมาทันที คนที่เป็น underdog มันมีเวลาให้ปรับตัว เพราะคนไม่ได้คาดหวังสูง แต่คนที่เป็น top dog ต้องระวัง เมื่อไหร่ที่ความคาดหวังมันกลับมา ก็จะเหนื่อย เพราะคนเขาตั้งความคาดหวังไว้เยอะ

การเมืองเป็นสถาบันทางสังคมที่คนเอาความทุกข์อื่นๆ ของตัวเองมาแขวนไว้ มันเหมือนมีต้นไม้หนึ่งต้น ใครโมโหเมียก็เอามาแขวนไว้ที่การเมือง ใครโมโหผัวก็เอามาแขวนไว้ที่การเมือง ไม่ได้ดั่งใจเรื่องลูกมาแขวนไว้ที่การเมือง แล้วบอกว่ารัฐบาลแย่มาก ทำให้สังคมแย่ แต่ว่าความจริงมันก็ไม่ได้เป็นงานของรัฐบาลทั้งหมด ขณะเดียวกันผมก็อยากจะบอกว่าคนที่เป็นรัฐบาลมันต้องมีทรรศนะว่าทั้งหมดนี่เป็นของเรา

ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าเพื่อไทยจะปรับตัวได้ เนื่องจากว่านายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เป็นคนทนงานและทนต่อความเปลี่ยนแปลง (resilience) ท่านเป็นคนใจร้อนนะ แต่ในงานการเมือง ผมเห็นท่านโมโหไม่กี่ครั้งเองทั้งที่ควรจะโมโหมากกว่านี้

ช่วงหลัง บทบาทของคุณทักษิณ ชินวัตร มีการลงพื้นที่ภาคเหนือ-ภาคใต้ คุณจักรภพมองว่าเพื่อไทยจะสามารถกวาดคะแนนนิยมกลับมาอีกครั้งจากคุณทักษิณ หรือการเคลื่อนไหวของคุณทักษิณจะนำมาสู่การสูญเสียคะแนน

ก็ตามไปดูสิว่าคนว่าเขาคิดอย่างไรกัน การมีคนเข้ามาช่วยไปทำให้ใครโกรธตรงไหน หรือมีความรู้สึกว่าเกลียดเขาเสียจนว่าไม่อยากเห็นหน้า ไม่อยากให้เขากลับมาเป็นใหญ่ ไม่อยากให้เขามามีชีวิตที่ปกติ อันนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองแล้ว เพราะถ้าเป็นเรื่องการเมือง ก็ยังไม่เห็นข้อเสียตรงไหน เพราะสุดท้ายนายกรัฐมนตรีที่มาตามระบบจะต้องเป็นคนตัดสินใจนโยบายขั้นสุดท้าย ไม่ว่าใครจะมาช่วยแค่ไหนก็ตาม

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยต้องกลัวไหมว่าพรรคก้าวไกลจะได้เสียงแบบแลนด์สไลด์ และถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทยควรจะต้องกลัวบ้าง พรรคเพื่อไทยจะต้องเตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อรักษาฐานเสียงแล้วเอาคะแนนคืนมาจากพรรคก้าวไกล

ผมคิดว่าเราไม่ควรจะประมาทการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นครั้งไหนก็ตาม เพราะว่าการสำรวจประชามติ (polling) เป็นการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง หากกระบวนการสำรวจไม่สมบูรณ์แบบ เราได้ผลที่ผิดด้วยซ้ำ อย่างการเลือกตั้งคราวที่แล้ว เราคิดว่าเราชนะก้าวไกลจนสามสัปดาห์สุดท้าย ปรากฎว่าโพลเปลี่ยน วลี ‘มีลุงไม่มีเรา’ อะไรต่างๆ ทำให้ก้าวไกลได้คะแนนเสียงมาก เราก็ตกใจ แต่ไม่นึกว่าจะมีผลขนาดนั้น

แต่ทั้งหมดนี้กลายเป็น learning curve ของพรรคเพื่อไทยว่าสุดท้าย นี่เป็นลักษณะสังคมใหม่หรือเปล่า การเมืองมีทั้งหมด 20-30 ประเด็นที่เราควรจะตัดสินว่าจะเอาพรรคไหน แต่สุดท้ายมันอาจจะเหลือสโลแกนประโยคเดียว ซึ่งถ้าถึงตรงนั้นแล้วง่ายต่อการเลือกตั้ง แต่อาจยากต่อการบริหารประเทศ เพราะไม่เหลือพื้นที่ยืดหยุ่นมากนัก ‘มีลุงไม่มีเรา’ ก็เท่ากับว่า Do or Die อยู่หรือตาย ซึ่งในทางการเมืองเขาพูดกันไม่ได้ เพราะการเมืองมันเป็นเปราะสุดท้ายของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเหลืออาหารเท่าไหร่ก็ต้องมาทำอาหารข้าวผัดนี้ให้ได้ เพราะมันเหลือแค่นั้น เพราะงั้นการยื่นคำขาด ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้ก้าวไกลมีปัญหาเรื่องการเมืองในเวลาต่อมา พูดง่ายๆ ว่าจุดเด่นของก้าวไกลก็คือจุดด้อยของก้าวไกลในความรู้สึกผม อันนี้พูดอย่างผู้สังเกตการณ์นะ

พรรคเพื่อไทยประกาศไว้ชัดเจนว่าการจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตยคือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งมีการเคาะว่าจะมีการทำประชามติ คุณจักรภพมองว่าประเทศไทยจะได้รัฐธรรมนูญเขียนโดยประชาชนไหม

ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญที่เราอยากได้จะยังไม่เกิด การมีรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์นั้น ถ้าจะเอาแบบอุดมคติก็ต้องพัฒนาในองค์รวม ต้องไม่เฉพาะตรงนี้ตรงนั้น แต่ในเงื่อนไขของประเทศไทยปัจจุบัน หากทำเช่นนั้นมันก็นำไปสู่การเผชิญหน้าที่รุนแรง พรรคเพื่อไทยตัดสินใจว่ามีน้ำครึ่งขวดดีกว่าต้องรอให้มีน้ำเต็มและกินก่อน ขณะที่พรรคก้าวไกลจะบอกว่าไม่ได้ ต้องเต็ม มันเป็นเกียรติศักดิ์ศรี ซึ่งไม่เป็นไร นี่เป็นวิธีคิด เพราะเรามีหน้าที่เสนอนโยบาย เสนอวิธีการปฏิบัติตามนโยบายของแต่ละพรรคให้ประชาชนเลือก

แล้วตอนนี้จริงๆ มันมีข้อดีที่คนอาจจะไม่ค่อยสังเกต ผมว่าเพื่อไทยกับก้าวไกลพยายามจะทำอะไรไม่ตรงกัน ทำให้ตัวเลือกชัดเจน ผมคิดว่ามีประโยชน์ต่อระบบการเมือง ส่วนว่าใครจะได้เปรียบเสียเปรียบ ชนะหรือแพ้ก็เป็นเรื่องแต่ละคนต้องไปปรับปรุงมา

ผมคิดว่าเพื่อไทยสมบูรณ์ในเชิงเจเนเรชันมากกว่าก้าวไกล ส่วนก้าวไกลมีข้อได้เปรียบในทางที่ไม่เคยบริหารประเทศโดยตรงมาก่อน เพราะฉะนั้นก้าวไกลก็สามารถเสนอนโยบายที่น่าสนใจโดนยังไม่รู้ว่าผลปฏิบัติจะเป็นอย่างไรได้ดีกว่า เพราะฉะนั้น ประชาชนจะชั่งน้ำหนักตรงนี้ แต่ผมว่าการมีตัวเลือกที่ชัดเจนเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นตัวที่มาบอกว่าทั้งสองพรรคจะหาจุดร่วมกันได้ไหม เพราะรัฐธรรมนูญในระยะนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างสามส่วน คือพรรคนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านแล้วก็ระบบราชการ เนื่องจากว่าราชการถูกกล่อมหรือถูกทำให้เชื่อมาตลอดว่านักการเมืองเชื่อไม่ได้ เนื่องจากว่ามันเลว มันทะเยอทะยาน การใส่ร้ายกันมีผลทำให้แต่ละคนลืมคิดไปว่าแล้วจะให้เชื่อใคร

สาเหตุอะไรที่ทำให้รัฐธรรมนูญที่ประชาชนอยากได้อาจจะยังไม่เกิด

ยังมีบทเรียนกันไม่พอ ประชาชนเพิ่งจะชัดเจนไม่กี่ปีนี้เองว่าต้องการอะไร ตอนไทยรักไทย คนบอกประชาชนชัดเจนแล้วก็ยังนะ ตอนนั้นที่ประชาชนเลือกไทยรักไทยเยอะ เป็นพรรคเสียงข้างมาก คุณทักษิณมีอำนาจมาก เพราะพรรคเราไปเติมสิ่งที่ประชาชนขาด ตอนนี้มันเติมมาจนกระทั่งคนรู้สึกว่ารู้แล้วชนชั้นกลางเป็นยังไง หรืออย่างน้อยก็ดูใน YouTube TikTok ได้แล้วว่าชนชั้นกลางอยู่กันอย่างนี้ รู้แล้วว่าตัวเองจะไปจุดไหน ถึงตัวเองจะอยู่บ้านสังกะสีร้อนแทบเป็นตาย แต่อยากให้ลูกอยู่อย่างที่เห็นในวิดีโอ ผมมองว่าตรงนี้เป็นความสมบูรณ์ในเชิงการจินตนาการทางการเมือง (political imagining) เมื่อรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแล้ว การเลือกพรรคการเมืองที่จะมาตอบโจทย์ที่ตัวเองต้องการ มันจะเป็นการเลือกที่เรียกว่าเลือกโดยมีสำนึก เลือกโดยมีความมั่นใจ เลือกโดยมีความแน่วแน่มากขึ้น ผมคิดว่าสิ่งนี้จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมือง แต่หน้าที่ของพรรคการเมืองคือว่าต้องทำตัวเองให้เซ็กซี่ต่อไป ต้องน่าตื่นเต้นต่อไป ซึ่งพรรคเพื่อไทยสามารถเติมเข้าไปได้อีก

แสดงว่าในช่วง 2-3 ปีมานี้อาจจะพอมองได้ว่าประชาชนกำลังตื่นและกำลังจะเปลี่ยนไป

ประชาชนตื่นตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 แล้ว เป็นการตื่นเพราะเจอเรื่องบางอย่าง บางคนตื่นแล้วก็ถอยหลังกลับไปนอนใหม่ จบด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เสร็จแล้วเราก็ได้รัฐธรรมนูญฉบับปี 21 ภายใต้พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งหลายคนบอกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ เป็นระบบที่ดีที่สุด

แต่ถามจริงๆ ทุกวันนี้ข้าราชการยังคงเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้มากที่สุดในประเทศไทยหรือเปล่า ผมว่าไม่ใช่แล้ว คนนอกหลายคนมีความรู้และมีความชำนาญเฉพาะด้าน จะทำอย่างไรให้คนนอกเหล่านี้เข้ามาสู่ระบบในการบริหารประเทศได้ การเลือกตั้งจึงสำคัญมากขึ้น เหมือนการเลือกตั้ง สว.ครั้งนี้ มีคนอยากลงสมัครเยอะมากเลย

มองสนามเลือกตั้ง สว. ที่จะเกิดขึ้นนี้อย่างไร

ผมไม่สนใจผล ผมสนใจคนสมัครซึ่งมีมากมาย ทุกคนไปด้วยความตั้งใจ ต้องจ่าย 2,500 บาทก็จริง และทุเรศที่จะต้องจ่ายเพื่อจะมีสิทธิ์ แต่มันพิสูจน์อะไรบางอย่างว่าการเมืองมันมาถึงระยะรุก ระยะน้ำไหลแรง ผมเชื่อเรื่องนี้ตลอดว่าเรามีแรง มีพลังไว้เถอะ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในอดีตคือไฟไม่พอ มันหรี่อยู่เรื่อย

ย้อนกลับไปในปี 2552 คุณจักรภพอยู่บนสนามกับคนเสื้อแดงด้วย

ใช่ และเป็นปีเดียวกับที่ผมออกไปลี้ภัยคือวันที่ 14 เมษายนก่อนการเตรียมสลายการชุมนุมวันที่ 13 เมษายน คุณวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ประกาศยุติการชุมนุมก่อนที่การปราบปรามจะมาถึง ท่านเด็ดขาดมากเพราะไม่ต้องการให้คนไทยต้องเผชิญหน้ากัน จุดนั้นเองที่ผมรู้ทันทีว่าการเตรียมภาคประชาชนให้พร้อมต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ผมจึงออกนอกประเทศ และจากเหตุผลเรื่องสวัสดิภาพ ความปลอดภัยของตัวเองด้วย

ทำไมคุณวีระกาณต์จึงไม่ถอยแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ปี 2553

ถอยครับ ตอนนั้นประกาศว่าปลายทางคือหัวลำโพง แต่ลงบางซื่อก่อนได้ไหม คือเราเปรียบเทียบการต่อสู้จนถึงที่สุดเกิดการปะทะกันเลยเหมือนรถไฟที่ถึงหัวลำโพง สมัยนั้นเป็นสถานีหลักปลายทาง แต่บางซื่อเป็นสถานีหลักที่ถึงก่อนหน้านั้น คุณวีระเสนอให้จบที่บางซื่อ เรารวมประชาชนได้แค่นี้ ให้รู้ว่ามีคนต้องการอีกแบบและถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็มีความพยายามในการที่จะไปถึงหัวลำโพง แล้วมันก็ถึงจริงๆ กลายเป็นเหตุการณ์ในความรุนแรงและความสูญเสียเป็นร้อยชีวิต

ถ้าเว้นไว้แบบนี้ คนจะคิดว่าคนจะไปหัวลำโพงจะกลายเป็น คุณจตุพร พรหมพันธุ์ กับ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือเปล่า

ต้องให้คุณจตุพรกับคุณณัฐวุฒิเล่าเอง แต่เท่าที่ผมรู้ก็คิดกันหนักมาก เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย ประชาชนเองที่รู้ว่าถ้าไปถึงหัวลำโพงตัวเองจะมีอันตราย แต่คนที่อยากไปหัวลำโพงก็เยอะ คนที่ได้ชื่อว่ามีอำนาจหรือมีอิทธิพลทางการเมืองก็ต้องคิดว่าเมื่อใช้อำนาจไปแล้วตัวเองจะรับผลที่เกิดขึ้นจากอำนาจนั้นได้ไหม เป็นการวัดตัวผู้นำเหมือนกัน ผู้นำบางคนกล้า บางคนไม่กล้า บางคนนอนไม่หลับไปตลอดชีวิต

คุณยังรู้สึกตัวเองเป็นคนเสื้อแดงอยู่ไหม

ผมยืนยันว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นประวัติศาสตร์ส่วนที่สำคัญมากของการพัฒนาการเมืองไทย การพัฒนาที่ว่านั้นขอให้เข้าใจว่าไม่ได้แปลว่ามันต้องออกมาดี แต่มันต้องสร้างอะไรใหม่บางอย่างให้กับระบบการเมือง ถ้าบอกว่าเสื้อแดงสร้างเสื้อเหลือง สร้างเสื้อหลากสีก็ยังดี

ผมคิดว่าชาวบ้านซึ่งไม่เคยคิดว่าตัวเองมีเสียงในประเทศนี้เลย คนที่ถูกเรียกว่าเสียงข้างมากที่เงียบ (silent majority) ผมคิดว่าเขาไม่เงียบตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แต่เขาไม่ใช่ชนชั้นกลาง ในบ้านเขาก็พูดกู-มึง พูดเหี้ยห่ากัน จะให้เขาจับไมค์แล้วให้เขาบอกว่าพี่น้องที่รัก เขาก็คงไม่พูด ฉะนั้นจึงดูเหมือนเป็นเรื่องน่ากลัว ดิบ หยาบ แต่ความจริงเขาแค่เอาความต้องการของเขาออกมา

เหมือนรัฐบาลไทยรักไทยทำ 30 บาทซึ่งเป็นเรื่องของคนจนที่กล้าไปโรงพยาบาล เพราะคนจนหลายคนไม่กล้าไปโรงพยาบาล ตายอยู่บ้านดีกว่าเดินไปถึงแล้วเขาให้กลับ อายเขาด้วยและตายด้วย

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าขบวนการใดๆ ช่วยเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ให้ผู้คนหรือไม่ ผมยืนยันว่านี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็น เมื่อมองตัวเองกลับไป ผมภูมิใจต่อบทบาทตรงนั้นมาก ผมไม่ได้ทำถูกทุกอย่าง แต่ผมจะไม่ถอยกลับไปแก้อะไรเลยในตอนช่วงนั้น สำหรับอนาคตต่อไป ผมคิดว่าผมไม่ใช่คนที่จะไปนำมวลชนในลักษณะนั้น ผมอยากยืนเคียงข้างเขามากกว่าที่จะไปยืนนำ

คิดว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดงไหม

ผมคิดว่ารัฐบาลไม่ควรที่จะไปตัดสินว่าจะไปชดเชย ไปชดใช้ขนาดไหนกับสิ่งที่เป็นความเสียหายอันแก้ไม่ได้ บางคนเสียลูก เสียพ่อเสียแม่ เสียพี่น้องหรือพิการ แต่ผมคิดว่าควรมีความเคลื่อนไหวทางสังคมซึ่งรัฐบาลจะช่วยได้ เช่น มีการตั้งเป็นคณะทำงานที่ระดมทุนอย่างถูกต้อง แล้วนำเงินนี้ไปช่วยเหลือในการเยียวยาชดเชย

ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีการคุยกันว่าชดเชยถึงแค่ไหน ไม่มีความสูญเสียไหนที่เราต้องชดเชยอย่างไม่สิ้นสุด ไม่มีเงินไหนทำให้ชีวิตกลับคืนมาได้ ต้องประเมิน เช่น เงินเพื่อเป็นการศึกษาของลูกเขา ผมคิดว่าการตั้งวัตถุประสงค์ตรงนี้สำคัญต่อสังคม เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม เราควรที่จะต้องให้ทุกคนเกิดความเข้าใจในหลักการก่อนว่าถ้าเป็นคุณก็ต้องได้อย่างนี้ ไม่ว่าความเห็นคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...