โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

นางร้ายผู้นี้ มิขอหลงรักพระเอก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 มี.ค. 2567 เวลา 04.04 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2567 เวลา 04.04 น. • Midzilee01
เซี่ยซินหยานนักศึกษาคณะแพทย์ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ จ้าวเยี่ยนฟาง นางร้ายในนิยายที่ต้องตายในตอนจบ และแม้ว่านางร้ายในนิยายเรื่องนี้จะหลงรักท่านเพียงใด แต่ข้าผู้นี้จะไม่หลงรักท่านผู้ที่จะฆ่าข้าเด็ดขาด!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ

เซี่ยซินหยานนักศึกษาที่ยังไม่ทันได้เรียนจบลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างของ จ้าวเยี่ยนฟาง นางร้ายในนิยายที่เธอนั้นเคยอ่าน แต่ทว่าเจ้าของร่างนี้อายุขัยไม่ยืนนัก จ้าวเยี่ยนฟางถูกฆ่าตายในตอนที่นิยายใกล้จะจบ โดยน้ำมือคนของที่นางรักสุดหัวใจอย่างพระเอกของเรื่องนี้ “หวงตงหยาง”

เซี่ยซินหยานได้เข้ามาอยู่ในร่างของนางร้าย ท่ามกลางเหตุการณ์จมน้ำของ"เหรินหลานเฟิง" โดยที่สามีของนางนั้นเชื่อว่า ฮูหยินผู้ร้ายกาจอย่างจ้าวเยี่ยนฟางเป็นคนผลักให้สตรีในดวงใจของเขาจมน้ำ ด้วยความโกรธเกรี้ยวของหวงตงหยางเขาจึงสั่งโบยฮูหยินถึงห้าสิบไม้ รวมถึงสั่งกักบริเวณนางมิให้โผล่หน้าออกมาสร้างความรำคาญใจให้กับเขาอีก

เธอต้องมาสวมร่างของนางร้ายในนิยายที่ต้องตายไปอย่างอนาถและโดดเดี่ยว จากนี้ไปเธอควรจะทำอย่างไรในโลกที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้

ติดตามต่อได้ที่.. นางร้ายผู้นี้ มิขอหลงรักพระเอก

ฮูหยินผู้ร้ายกาจ

ร่างกายที่รู้สึกหนักอึ้ง ค่อย ๆ จมดิ่งลงไปท่ามกลางกระแสน้ำเย็น ภาพที่เห็นก็เริ่มเลือนราง หูทั้งสองข้างอื้อเสียจนไม่สามารถได้ยินเสียงอะไร มือซีดเซียวที่พยายามตะเกียกตะกายกายขอความช่วยเหลือก็เริ่มหมดแรงลงอย่างช้า ๆ นางจมดิ่งลงไปในความมืดมิดโดยมีกระแสน้ำโอบอุ้มร่างกาย มันทั้งมืดมิดและน่ากลัว เคว้งคว้างและว่างเปล่า

อึก..หายใจไม่ออก ใครก็ได้..ช่วยด้วยค่ะ

หญิงสาวไม่มีแม้แต่แรงที่จะเค้นเสียงออกมาด้วยซ้ำ คำเหล่านี้นางจึงทำได้แค่เพียงตะโกนอยู่ในใจ สติสุดท้ายที่เหลืออยู่เริ่มเลือนราง หากมีใครสักคนมาช่วยนางก็คงดี..

นี่..เราต้องตายไปทั้งอย่างนี้จริง ๆ หรือ.. ช่างเป็นชีวิตที่ไร้ค่าเสียจริง..

ใบหน้าที่ว่างเปล่าหลับตาลงอย่างช้า ๆ และโอบกอดความตายไว้แต่โดยดี ขัดขืนไปก็มีแต่จะทำให้เหนื่อยเปล่า อย่างไรชีวิตนางมันก็ไร้ค่าอยู่แล้ว หากตายไปเป็นอาหารให้ปลา ชีวิตนางอาจจะมีคุณค่ามากกว่านี้..

"ช่วยด้วยย ช่วยฮูหยินด้วยเจ้าค่ะ ใครก็ได้ช่วยฮูหยินด้วย" เสียงสาวใช้คนหนึ่ง ตะโกนหวีดร้องขอความช่วยเหลืออย่างขาดสติ นางร้องไห้ฟูมฟายเสียจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาและน้ำมูก

หวงตงหยางที่นั่งทำงานอยู่ในห้องได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากข้างนอก จึงวางพู่กันลง ก่อนจะเดินออกไปยังที่มาของเสียงด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกถึงอารมณ์

คราวนี้ฮูหยินของเขาก่อเรื่องอะไรอีกล่ะ ตั้งแต่แต่งงานกับนางมาชีวิตเขาก็ไม่เคยสงบสุขเลยสักวันเดียว

ร่างกำยำเดินมาหยุดอยู่บนสะพานข้ามสระบัวหน้าเรือนของเขา ก็เห็นว่ามีสองร่างตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำ จึงรีบกระโดดลงไปช่วยในทันที คนหนึ่งคือฮูหยินเพียงในนามของเขา ส่วนอีกคนหนึ่งคือสตรีที่เขามีใจให้ หวงตงหยางจะเลือกช่วยใครนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เดาได้ยากเลย

เขารีบว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือเหรินหลานเฟิงอย่างรวดเร็ว นางตกน้ำเช่นนี้จะเป็นฝีมือใครไปได้นอกจากจ้าวเยี่ยนฟาง

"หลานเฟิงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามสตรีในอ้อมแขนด้วยความกระวนกระวายใจ

"ข้ามิเป็นอะไร.. แล้วฮูหยินของท่านล่ะเจ้าคะ" เสียงหวานเอ่ยถามอย่างอ่อนแรง

หวงตงหยางตาเบิกโพลงขึ้นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น นั่นสิ..แล้วจ้าวเยี่ยนฟางเล่า เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นว่าเจียวมิ่งองครักษ์ของเขาเป็นคนช่วยจ้าวเยี่ยนฟางขึ้นมาจากน้ำ ร่างของนางนั้นซีดเซียว เขาขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่เชื่อสายตา

นางสำลักน้ำออกมาเสียจนน่าสงสาร เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น บ่าวไพร่ในจวนล้วนรู้เห็นอย่างชัดเจนว่า นายท่านของพวกเขาเลือกช่วยสตรีอื่น หาใช่ภรรยาของตน

"ฮูหยิน ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ" ถิงถิงสาวใช้คนสนิทของจ้าวเยี่ยนฟางรีบกระโจนเข้าหาผู้เป็นนายหญิงของตนในทันทีที่เห็นร่างของผู้เป็นนายถูกอุ้มขึ้นมาริมขอบสระนางร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียจนพูดไม่เป็นภาษา ทว่าดวงหน้างดงามกลับมองนางด้วยความงุนงง

ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร..ทำไมถึงร้องไห้ปานจะขาดใจเช่นนี้..เธอเป็นห่วงเราอย่างนั้นหรือ..

ตอนนี้นางยังอยู่ในสภาวะตกใจจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เซี่ยซินหยานกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก็พบแต่สิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจ นางอยู่ที่ไหน เหตุใดถึงมีแต่คนแปลกหน้า อีกทั้งยังแต่งตัวด้วยชุดแปลกประหลาดเช่นนี้

"เจ้า เป็นคนทำใช่หรือไม่" เสียงทุ้มต่ำของหวงตงหยางมีร่องรอยสะกดกลั้นอารมณ์มิใช่น้อย

เซี่ยซินหยานหันไปตามเสียงก็พบเข้ากับสายตาเย็นชาคู่หนึ่ง เขาเดินตรงเข้ามาหานางด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตร ตอนนี้นางรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก บุรุษผู้นี้คือใคร เหตุใดถึงมีท่าทีโกรธเกลียดนางเช่นนั้น นางไปทำอะไรให้เขาเคืองขุ่นอย่างนั้นหรือ

"จ้าวเยี่ยนฟาง ข้าถามว่าเจ้าเป็นคนผลักหลานเฟิงตกน้ำใช่หรือไม่" แววตาคมกริบของเขาดูโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม เขาเชื่อสนิทใจเลยว่า จ้าวเยี่ยนฟางต้องเป็นคนที่ผลักเหรินหลานเฟิงตกน้ำเป็นแน่ เพราะที่ผ่านมานางก็ทำตัวร้ายกาจเช่นนี้อยู่เสมอ

เซี่ยซินหยานได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง เขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร.. นางมิได้ชื่อจ้าวเยี่ยนฟางเสียหน่อย และนางก็ไม่ได้ผลักใครตกน้ำทั้งนั้น เหตุใดเขาต้องมาคาดคั้นนางด้วย

"ข้าถามว่าใช่หรือไม่!!!" หวงตงหยางตะคอกเสียงดังลั่น ปกตินางก็กลั่นแกล้งเหรินหลานเฟิงเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่าความริษยาจะทำให้นางร้ายกาจถึงขั้นลงมือฆ่าแกงผู้อื่นได้

"ไม่..ฉันไม่ได้ทำ" เซี่ยซินหยานตอบกลับเสียงแข็ง แต่ทว่านางกลับเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพราะเสียงที่เปล่งออกไปนั้นมันมิใช่เสียงของนาง เซี่ยซินหยานก้มลงสำรวจร่างกายตัวเองก็พบกับความผิดปกติหลายอย่าง

ปกติแล้วร่างกายและผิวพรรณของนางงดงามเช่นนี้หรือ.. อีกทั้งหน้าอกนี่..มันก็ดูอวบอิ่มกว่าที่นางเคยมี นี่มันเกิดเรื่องตลกอะไรกัน

"เจ้าไม่ได้ทำแล้วใครเป็นคนทำ ทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ถึงความร้ายกาจของเจ้า" เสียงดุดันยังคงคาดคั้นเอาผิดจากนาง ตอนนี้เซี่ยซินหยานเริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเสียแล้ว บุรุษผู้นี้เป็นใครกันถึงได้มายืนด่านางฉอด ๆ อีกทั้งยังใช้ภาษาแปลกประหลาด คิดว่าตัวเองเป็นคนยุคสมัยไหนกัน

"คุณนี่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือ ก็ฉันบอกไปแล้วว่าไม่ได้ทำ ฉันก็จมน้ำเกือบตายเหมือนกัน คุณจะมาคาดคั้นเอาอะไร" เซี่ยซินหยานตอบกลับไปด้วยความไม่พอใจ ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าอะไร เธอไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ เหตุใดต้องมานั่งตอบคำถามของเขาราวกับนักโทษ

หวงตงหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ จ้าวเยี่ยนฟางนางกำลังพูดอะไรอยู่ถึงได้ฟังรู้เรื่องบ้างมิรู้เรื่องบ้าง อีกทั้งยังเถียงคำไม่ตกฟาก มิมีภรรยาสกุลไหนกระทำเยี่ยงนี้

"เจ้าแน่ใจหรือว่าจมน้ำเกือบตาย นั่นมิได้เป็นเพียงการแสดงหรอกหรือ" สายตาดุดันคมกริบของเขายังคงจ้องมองมาที่นางอย่างไม่ลดละ นี่เขากำลังคิดว่านางแกล้งจมน้ำสินะ แล้วอีกอย่างหลานเฟิงที่เขาพูดถึงเป็นใครนางก็ไม่รู้จัก แล้วนางจะไปผลักคนอื่นตกน้ำได้ยังไง

เอ๊ะ..จมน้ำงั้นหรือ เราไปจมน้ำตอนไหนกัน.. เรายืนอยู่บนถนน แล้วจะจมน้ำได้อย่างไร..

เซี่ยซินหยานจมดิ่งไปในภวังค์ความคิดของตนเอง จนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง ตอนนี้ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรนางล้วนไม่สนใจ ตอนนี้นางอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ ที่นี่คือที่ไหน เหตุใดจึงมีแต่คนมองมาที่นางด้วยสายตาเกลียดชัง โดยเฉพาะผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านาง

"เหอะ สุดท้ายเจ้าก็เถียงไม่ออกสินะ" เมื่อเห็นว่าสตรีร้ายกาจไม่ยอมพูดอะไรออกมา ก็เท่ากับว่านางยอมรับในความผิดเรียบร้อยแล้ว

"เจียวมิ่ง รับคำสั่งข้า เนื่องด้วยฮูหยินร้ายกายผู้นี้คิดร้ายต่อสหายข้าถึงขั้นหมายชีวิต เจ้าจงนำนางไปโบยหวายห้าสิบไม้ และให้กักบริเวณฮูหยินอย่างไม่มีกำหนด ห้ามนางออกมาจากเรือนจนกว่าข้าจะอนุญาต!!!" คำสั่งของเขาแฝงไว้ด้วยบารมีน่าเกรงขามเฉกเช่นผู้มีอำนาจเหนือกว่า เมื่อพูดจบบุรุษร่างสูงก็หันหลังกลับไปประคองร่างกายบอบบางของสตรีนางหนึ่งขึ้นอย่างช้า ๆ

"ท่านแม่ทัพโปรดเมตตาฮูหยินสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ" ถิงถิงรีบก้มหน้าโขกศีรษะกับพื้นเพื่อร้องขอแทนผู้เป็นนายของตน แต่ทว่าบุรุษผู้น่าเกรงขามผู้นั้นกลับไม่สนใจ เขาไม่คิดฟังคำขอของ สาวใช้คนหนึ่งหรอก จ้าวเยี่ยนฟางกระทำการโหดร้ายถึงขั้นหมายจะปลิดชีพคนเช่นนี้ ดีแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ส่งนางให้กับทางการ การลงโทษเท่านี้ก็นับว่าเขาปรานีนางมากแล้ว

"ท่านแม่ทัพได้โปรด..ฮืออ.." ถิงถิงเป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่ร้องไห้กับเหตุการณ์ในครั้งนี้ เจียวมิ่งที่เป็นคนช่วยฮูหยินขึ้นมาจากน้ำจึงทำได้เพียงตบบ่าถิงถิงเบา ๆ ด้วยความเห็นใจ เขาส่ายหน้าให้นางเล็กน้อยเพื่อสื่อว่า ขอร้องไปก็เปล่าประโยชน์ ท่านแม่ทัพหาใช่คนที่กล่าวแล้วคืนคำ เขาสั่งโบยห้าสิบไม้ก็คือห้าสิบไม้

บ่าวไพร่คนอื่นได้แต่ยืนมองเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าที่ไม่แสดงถึงอารมณ์ใด ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ อย่างไรฮูหยินก็ถือว่าเป็นนายหญิงของพวกเขา แต่ทว่าที่ผ่านมา ฮูหยินก็มิได้ปฏิบัติตัวอย่างเจ้านายที่ดี จึงทำให้คราวนี้ มิมีผู้ใดคิดเอ่ยปากขอร้องให้ท่านแม่ทัพยกเลิกการโบยฮูหยินเลยสักคนเดียว

แม้ในขณะที่กำลังถูกโบยจนรู้สึกเจ็บเจียนตาย นางก็ยังคงไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว หากจะบอกว่านางฝันอยู่ มันก็คงจะไม่ใช่ เพราะแรงเฆี่ยนจากไม้หวายที่สัมผัสโดนผิวหนังของนาง เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องจริง มิได้เป็นเพียงแค่ความฝัน

เราไม่เข้าใจเลยสักนิด เราทำผิดอะไรไปอย่างนั้นหรือ..

เซี่ยซินหยานหมดสติไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหว การลงโทษผ่านพ้นไป คนที่สั่งให้โบยฮูหยินก็ไม่โผล่หน้ามาดูดำดูดีภรรยาของตนเลยแม้แต่ครั้งเดียว นางสลบไสลไปถึงสามวันโดยที่มีถิงถิงคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

"คุณหนูของบ่าว..ท่านฟื้นขึ้นมาเถิดนะเจ้าคะ ฮือ..ถิงถิงขอร้องท่าน หากไร้ซึ่งคุณหนู ฮึก..บ่าวก็ไม่มีใครแล้วนะเจ้าคะ" สาวใช้ผู้ภักดีฟุบหน้าร้องไห้อยู่ข้างเตียงผู้เป็นนาย ไม่ว่าในสายตาผู้อื่นคุณหนูจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับนาง คุณหนูจ้าวคือผู้มีพระคุณหนึ่งเดียวที่นางมี

ร่างกาย..หนักอึ้งไปหมดเลย เสียง..ใครร้องไห้กัน แม่หรือเปล่า..

คงไม่ใช่..

เซี่ยซินหยานลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ เธอพยายามปรับสายตาให้มองเห็นภาพเบื้องหน้า ก็พบว่ามีสตรีคนหนึ่งก้มหน้าร้องไห้อยู่ข้างเตียง จนถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่นี่คือที่ไหน ทำไมเธอถึงโดนเฆี่ยนตีอย่างโหดร้ายเช่นนั้น ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงร้องไห้เพราะเราล่ะ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันแท้ ๆ

"อ๊ะ.." เซี่ยซินหยานเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจ ทำไมจู่ ๆ ก็มีความทรงจำของใครคนหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในสมองของเธอ จ้าวเยี่ยนฟาง..นางรู้สึกคุ้นกับชื่อนี้เหลือเกิน ถิงถิง..คือสตรีที่ร้องไห้อยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่

"ฮูหยิน!! ท่านฟื้นแล้ว" ถิงถิงที่ได้ยินเสียงของผู้เป็นนาย จึงรีบเงยหน้าขึ้นมาดูทันที ภาพฮูหยินที่นอนคว่ำเช่นนี้มาสามวัน มันเป็นภาพที่โหดร้ายเหลือเกิน โชคดีจริง ๆ ที่ท่านปลอดภัย

ตอนนี้เซี่ยซินหยานเริ่มเข้าใจอะไรบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังมีหลายสิ่งที่นางยังไม่แน่ใจ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน แผลที่หลังของนางสามารถเป็นพยานได้เลย แต่เหตุใดนางถึงมีความทรงจำของผู้อื่นกันล่ะ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่..

"ถิงถิง ข้าต้องการคันฉ่อง เดี๋ยวนี้เลย!!"เซี่ยซินหยานอาศัยความทรงจำของผู้อื่น พูดคุยกับสตรีตรงหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอคนนี้เป็นคนเดียวที่พยายามปกป้องเรา เธอชื่อถิงถิงสินะ..

"เจ้าค่ะ บ่าวจะรีบยกมาให้ท่านเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ" ถิงถิงเข้าใจว่า ฮูหยินคงเป็นห่วงบาดแผลที่หลัง เพราะมันอาจจะเป็นแผลเป็นก็ได้ ฮูหยินของนาง ตั้งแต่เล็กจนโตนั้นถูกเลี้ยงดูและตามใจมาอย่างดี ราวกับเป็นไข่ในหิน ยิ่งเรื่องถูกโบยยิ่งไม่เคยเกิดขึ้น

คุณหนู..ท่านเป็นสตรีที่สูงส่งและงดงาม ชายใดได้เห็นก็ต้องรักท่าน แต่ท่านกลับเลือกที่จะแต่งงานกับแม่ทัพหวง การแต่งงานครั้งนี้มันดีแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ..

ปาฎิหาริย์อันเหลือเชื่อ

ในขณะที่ถิงถิงกำลังไปยกคันฉ่องมาให้นาง เซี่ยซินหยานก็พยายามใช้ความคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอยู่บนเตียง เธอจำได้ว่า ล่าสุดเธอทะเลาะกับพ่อจึงวิ่งออกจากบ้านมา จากนั้น..ก็มีฝนตกหนัก และถ้าหากความจำของเธอยังดีอยู่ ดูเหมือนว่า..เธอจะโดนฟ้าผ่าเข้าอย่างจังในขณะที่กำลังเดินตากฝนอยู่บนถนนทางออกจากหมู่บ้าน

แล้วจู่ ๆ เรามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แถมตอนนั้นก็กำลังจมน้ำจนเกือบตาย..ไหนจะโดนจับไปเฆี่ยนเพราะถูกเข้าใจผิดว่ามีเจตนาฆ่าผู้อื่น นี่มันเรื่องอะไรกันแน่

"คันฉ่องมาแล้วเจ้าค่ะ" ถิงถิงยกกระจกบานใหญ่มาตั้งไว้ข้างเตียงอย่างเหนื่อยหอบ แววตาของนางเต็มไปด้วยความห่วงใย คุณหนูคงจะกังวลว่าแผลจะทิ้งรอยเอาไว้สินะ..

เซี่ยซินหยานพยายามออกแรงดันตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่ง แต่ก็ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะพยุงร่างกายขึ้นมาได้ ถิงถิงเห็นเช่นนั้นจึงพยายามเข้าไปประคองผู้เป็นนายของตน ให้ลุกขึ้นมานั่งอย่างช้า ๆ

"ขอบใจนะ"เซี่ยซินหยานเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันไปมองเงาที่สะท้อนอยู่ในกระจก ภาพที่ปรากฏทำให้นางต้องตกใจถึงกับเบิกตาโพลง

ภายในกระจกบานนั้นสะท้อนภาพผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเปลือยท่อนบน ด้วยเพราะบาดแผลที่กลางหลังทำให้นางมิสามารถสวมอาภรณ์ได้ตามปกติ และแม้ตอนนี้ใบหน้าของนางจะดูซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง ทว่านางก็ยังคงงดงาม

เซี่ยซินหยานได้แต่นั่งมองเงาที่สะท้อนอยู่ในนั้นตาปริบ ๆ กระจกบานนี้ไม่ได้ฉายภาพของเธอ.. บัดนี้เธอไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย เธอรู้สึกสับสนไปหมด นี่มันเกิดอะไรขึ้น ที่จริงแล้วเธอตายไปแล้วหรือยัง แล้วผู้หญิงในกระจกนี่เป็นใคร

หรือว่า จ้าวเยี่ยนฟาง..จะเป็นเจ้าของร่างนี้ และความทรงจำต่าง ๆ ที่เธอได้รับ ล้วนเป็นของสตรีที่ชื่อว่าจ้าวเยี่ยนฟางอย่างนั้นหรือ..

ในความทรงจำที่เธอได้รับมานั้น สตรีที่เธอเห็นอยู่ในกระจกตอนนี้ มีชื่อเดิมว่าจ้าวเยี่ยนฟาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ฮูหยินหวงเยี่ยนฟาง ภรรยาเพียงในนามของแม่ทัพหวงตงหยาง ทั้งคู่แต่งงานกันมาเป็นเวลาสามปี โดยที่ยังไม่เคยร่วมหอกันเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียวเพราะว่าหวงตงหยางรังเกียจภรรยาในนามของตนเป็นอย่างมาก

จ้าวเยี่ยนฟางเป็นบุตรีของเสนาบดีจ้าวซีฮัน และเป็นหลานสาวสุดที่รักขององค์ฮองเฮาคนปัจจุบันอีกด้วย และด้วยเหตุนี้ นางจึงขอร้องฮองเฮาผู้เป็นป้า ให้ทูลขอสมรสพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้ ให้นางได้แต่งงานกับแม่ทัพหวงตงหยาง

หวงตงหยางไม่สามารถขัดพระราชโองการของฮ่องเต้ได้ จึงจำใจรับจ้าวเยี่ยนฟางมาเป็นฮูหยินของตน และแม้ว่าจะแต่งงานกันมาถึงสามปี เขาก็ไม่คิดทำหน้าที่สามีเลยสักครั้ง

และเมื่อหนึ่งปีก่อน หวงตงหยางก็ได้สนิทสนมกับสตรีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงลูกขุนนางชั้นผู้น้อย สตรีผู้นั้นมีชื่อว่าเหรินหลานเฟิง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จ้าวเยี่ยนฟางรู้สึกหึงหวงสามีของตนเป็นอย่างมาก นางไม่ยอมให้สตรีใดเข้าใกล้สามีของตน และเกือบทุกครั้งที่จ้าวเยี่ยนฟางเห็นว่า เหรินหลานเฟิงอยู่ใกล้หวงตงหยาง นางก็จะไม่ยอมอยู่เฉย และมักเข้าไปทำร้ายร่างกายเหรินหลานเฟิงเสมอ

มิใช่แค่เหรินหลานเฟิงเท่านั้น หากมีสตรีหน้าไหนกล้าส่งสายตายั่วยวนให้หวงตงหยาง นางก็จะไม่ยอมไว้หน้า และตรงปรี่เข้าไปทำร้ายร่างกาย หรือด่าทอในทันที หากสาวใช้คนใดที่หน้าตาดี นางก็มักจะไล่ออกจากจวนอย่างไม่ปรานี เพราะกลัวว่าสาวใช้คนนั้นจะมายั่วยวนสามีของตน และด้วยเหตุนี้จึงทำให้หวงตงหยางเอือมระอาภรรยาในนามเป็นอย่างมาก

นางเป็นสตรีที่เข้ามาทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายและต้องอับอายผู้อื่น

เซี่ยซินหยานที่เห็นความทรงจำชัดเจนเช่นนั้น จึงเข้าใจได้ทันที ว่าเพราะเหตุใด ในครั้งแรกที่ได้เจอกัน บุรุษที่ชื่อว่าหวงตงหยางถึงได้มีท่าทีรังเกียจเธอเช่นนั้น ที่แท้เรื่องมันก็เป็นมาอย่างนี้นี่เอง.. และถ้าหากว่านั่นมันเป็นเพียงแค่เรื่องของคนอื่นคงจะดี ทว่าจ้าวเยี่ยนฟางที่ว่านั้นก็คือเจ้าของร่างที่เธอมาอาศัยอยู่ในขณะนี้

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการสวมร่างของคนอื่นก็คือ เธอได้เข้ามาสวมร่างของนางร้ายในนิยายที่ต้องตายในตอนจบ ด้วยน้ำมือของคนที่นางรักสุดหัวใจอย่าง หวงตงหยาง! เธอเข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายจริง ๆ จ้าวเยี่ยนฟาง..หวงตงหยาง..เหรินหลานเฟิง ล้วนเป็นชื่อและนามสกุลของตัวละครในนิยายที่เธอเคยอ่านในชีวิตก่อน

"ฮะ ฮะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ" เซี่ยซินหยานหัวเราะออกมาอย่างเสียสติ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

ตายแน่ ข้าตายแน่ ๆ ชีวิตนี้จบสิ้นแล้ว ทำไมข้าต้องเข้ามาอยู่ในร่างของนางร้ายที่โง่เขลาที่ต้องตายในตอนจบด้วย

ในนิยายกล่าวไว้ว่า สุดท้ายแล้วจ้าวเยี่ยนฟาง ภรรยาผู้โง่เขลาและร้ายกาจ ก็ต้องตายด้วยน้ำมือสามีของตน เหตุผลเพราะว่านางวางแผนสังหารสตรีในดวงใจของผู้เป็นสามี แต่กลับถูกเขาจับได้ แผนการของนางจึงพังไม่เป็นท่า

และด้วยความโกรธของพระเอก ทำให้เขาลงมือสังหารจ้าวเยี่ยนฟางผู้เป็นฮูหยินเอกของเขาอย่างไร้ความปรานี ส่วนศพของนางก็ถูกทิ้งลงแม่น้ำอย่างไม่ไยดี สุดท้ายตอนจบในนิยาย หวงตงหยางและเหรินหลานเฟิงก็ครองคู่กันอย่างสมใจ

และนิยายเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พระเอกและนางเอกโดนวิจารณ์อย่างหนัก เพราะพระเอกก็ชั่วช้า ส่วนนางเอกก็แย่งสามีคนอื่น จ้าวเยี่ยนฟางที่รับบทตัวร้ายก็เป็นเพียงสตรีโง่เขลา หาได้ร้ายกาจไม่..

นี่เราต้องมาสวมร่างสตรีโง่เขลา ในนิยายเรื่องที่เราเคยสาปหรอเนี่ย..

"ฮูหยินท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ" ถิงถิงที่เห็นว่าเจ้านายของตนหัวเราะออกมาราวกับคนเสียสติถึงเอ่ยถามออกไปด้วยความห่วงใย ชั่วชีวิตนี้ฮูหยินมิเคยต้องลำบากเลยสักครั้ง แต่กลับมาถูกสามีสั่งโบยเช่นนี้ จิตใจของท่านจะเป็นเยี่ยงไร ท่านคงจะเสียใจไม่น้อยเลยใช่หรือไม่

"ถิงถิง ขอบคุณที่วันนั้นเจ้าพยายามปกป้องข้า" เซี่ยซินหยานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ถิงถิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ฮูหยินรักมั่นท่านแม่ทัพเพียงใดมีเพียงนางที่รู้

"ถิงถิงจะคอยช่วยเหลือและปกป้องท่านจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฮูหยิน..บ่าวขอโทษนะเจ้าคะ ที่บ่าวไร้ประโยชน์ ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรท่านได้เลย" สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ก้มหน้าผากจรดพื้น เซี่ยซินหยานเห็นเช่นนั้นก็ทำตัวไม่ถูก

"เงยหน้าขึ้นมาเถิด ความภักดีของเจ้า..ข้าจะจำใส่ใจเอาไว้"

เซี่ยซินหยานใช้เวลาเป็นเดือน กว่าแผลที่หลังจะหายดี หลังจากวันที่นางถูกโบยนางก็มีไข้ขึ้นสูง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็มีเพียงถิงถิงที่คอยดูแลนาง ส่วนหวงตงหยางผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีนั้นไม่เคยโผล่หน้ามาให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว แต่นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะนางก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาเช่นกัน

บุรุษชั่วช้าและหูเบาผู้นั้น ข้าไม่อยากจะได้ยินแม้กระทั่งชื่อ!

เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้วที่เซี่ยซินหยานใช้ชีวิตเป็นฮูหยินในนามของแม่ทัพหวง นางใช้ชีวิตอยู่เพียงในบริเวณเรือนและห้องของตนเอง ซึ่งตอนนี้มิต่างจากตำหนักเย็น

เซี่ยซินหยานทำใจยอมรับได้แล้วว่า ต่อจากนี้ไปนางคงต้องใช้ชีวิตเป็นจ้าวเยี่ยนฟาง และนางก็จะไม่ยอมให้ตอนจบมันเป็นไปตามต้นฉบับนิยาย เพราะหากเป็นเช่นนั้น นั่นก็หมายความว่านางต้องตายอีกครั้งน่ะสิ!

หนึ่งเดือนก่อน

เพล้ง!! เสียงแจกันกระทบกับพื้นห้องจนแตกกระจายตามแรงปัดของคนที่กำลังกระฟัดกระเฟียด

"ฉันบอกแกแล้วใช่มั้ย ไม่ว่าจะยังไง แกต้องเรียนหมอให้จบ" คนเป็นพ่อตวาดลั่นชี้หน้าลูกสาวด้วยความโกรธด้วยความผิดหวัง

"ครอบครัวเราเป็นข้าราชการ มีหน้ามีตากันหมด แกช่วยดูพี่ชายแกเป็นตัวอย่างได้มั้ย แกจะทำให้ฉันอับอายขายหน้าไปถึงไหน" เสียงของชายวัยห้าสิบเศษยังคงต่อว่าลูกสาวอย่างไม่ลดละ

"ทำไมพ่อต้องเอาพี่มาเปรียบเทียบกับหนูตลอดเลย หนูเคยบอกพ่อไปแล้วว่าหนูไม่ชอบ หนูไม่อยากเป็นหมอ ทำไมพ่อกับแม่ไม่เคยฟังหนูเลย" เซี่ยซินหยานตอบกลับผู้เป็นพ่อทั้งน้ำตา เธอไม่เคยมีความคิดที่อยากจะเป็นหมอเลยสักนิด เมื่อครั้งที่เรียนจบมัธยมปลาย เธอมีความคิดที่จะไปเรียนเกี่ยวกับการวาดรูป เธอชื่นชอบในการวาดรูปเป็นอย่างมาก

แต่ทว่าที่บ้านของเธอกลับคัดค้านอย่างหนัก ซึ่งตอนนั้นเธอทะเลาะกับพ่อแม่เสียจนใหญ่โต แต่สุดท้ายเซี่ยซินหยานก็ยอมอ่านหนังสือ เรียนพิเศษอย่างหนักเพื่อที่จะสอบเข้าขณะแพทย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดังตามที่พ่อแม่ของเธอต้องการ

เซี่ยซินหยานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนพิเศษและอ่านหนังสือ จนร่างกายเริ่มทรุดโทรม ในวันที่เธอรู้ผลการสอบว่าตัวเองสอบติด เธอก็อดที่จะภูมิใจในตัวเองไม่ได้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่สิ่งที่เธอนั้นชอบ แต่ว่าเธอก็พยายามจนสามารถสอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้สมความตั้งใจ

เซี่ยซินหยานหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าพ่อและแม่คงจะดีใจกับเธอ ท่านทั้งสองคงจะเอ่ยชมเธอบ้าง แต่สิ่งที่เธอได้ยินจากปากผู้เป็นพ่อและแม่ คือคำว่า "แกทำได้ดีแค่นี้เองหรือ รู้มั้ยว่าฉันเสียเงินส่งแกเรียนพิเศษไปมากแค่ไหน แต่กลับสอบติดในอันดับท้าย ๆ ช่างน่าผิดหวังเสียจริง"

เซี่ยซินหยานเก็บความเสียใจไว้ในใจเสมอมา หากนางพยายามมากกว่านี้อีก คงมีสักวันที่พ่อแม่รู้สึกภูมิใจในตัวเธอเป็นแน่ เธอได้แต่พร่ำบอกและให้กำลังใจตัวเองแบบนั้น..

แต่เมื่อคืนวันผ่านไป ความเหนื่อยล้าก็ยิ่งถาโถม เซี่ยซินหยานอดทนเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ชอบมาเป็นเวลาสองปีกว่า เกรดที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าดี แต่มันก็ยังคงดีไม่พอในสายตาของพ่อกับแม่

คำชมเล็ก ๆ ว่า เก่งมากพ่อแม่ภูมิใจในตัวลูกนะ มันเป็นคำที่หาฟังได้ยากที่สุดในชีวิตของเธอ

เซี่ยซินหยานใช้ชีวิตอยู่ใต้เงาของผู้เป็นพี่ชาย ที่ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็สามารถทำออกมาได้ดีเสมอ ต่างกับเธอ ที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ พ่อและแม่ก็ไม่เคยภูมิใจในตัวเธอเลยสักครั้ง

"หนูเหนื่อย หนูท้อ หนูเครียด หนูทนเรียนต่อไปไม่ไหวแล้วค่ะ ไม่ว่าหนูจะพยายามเท่าไหร่ มันก็คงดีไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ" เซี่ยซินหยานพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางใช้หลังมือปาดน้ำตาอย่างลวก ๆ

"เหนื่อยหรือ แกเหนื่อยอะไรห๊ะ! ฉันเหนื่อยกว่าแกตั้งเยอะ ใครกันที่เป็นคนส่งเสียให้แกเรียนมาจนป่านนี้ แกยังกล้าพูดคำว่าเหนื่อยกับฉันอีกหรือ แค่ไปเรียนแล้วกลับบ้านเนี่ยนะ มันเหนื่อยอะไรนักหนา!!!" ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเซี่ยซินหยานตวาดลั่น ไม่รู้ว่าทำไมลูกสาวคนนี้ถึงได้ทำให้เขาผิดหวังอยู่เรื่อยเลย หากเธอเป็นเหมือนพี่ชายสักเสี้ยวหนึ่งก็คงดี!!

"หนูก็เหนื่อยกับทุกอย่างนั่นแหละ เอะอะพ่อกับแม่ก็จะให้หนูเป็นอย่างพี่ให้ได้ ทำไมล่ะคะ หนูก็เป็นลูกของพ่อกับแม่เหมือนกันนะ หนูถามจริง ๆ เถอะ ตั้งแต่หนูเกิดมา นอกจากคำชมครั้งแรกในตอนที่หนูพูดได้ พ่อกับแม่เคยคิดจะชมอะไรหนูบ้างมั้ย"

"นี่แกอิจฉาพี่ชายของตัวเองหรือ ก็แกไม่ได้ทำเรื่องอะไรให้ฉันรู้สึกชื่นชม ทำไมฉันต้องชมแกด้วย" ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อตอบกลับทันควัน คำพูดนั้นราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า เซี่ยซินหยานรู้สึกชาไปทั้งตัว

มันจริงอยู่ที่เธอรู้สึกอิจฉาพี่ชายของตัวเอง แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนเรียนเก่งหรือได้มีอาชีพเป็นหมอ แต่เธอรู้สึกอิจฉาพี่ชายเสมอ ที่ไม่ว่าพี่ชายจะทำอะไรพ่อกับแม่ก็ยังคงชื่นชมและให้กำลังใจ เขาเป็นที่รักของพ่อแม่เสมอต่างจากเธอที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนไร้ค่า พอกันทีจากนี้เธอจะไม่ยอมอีกต่อไป

"พ่อรู้มั้ยคะว่าหนูเหนื่อยกับอะไรที่สุด ก็การมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ไงที่มันเหนื่อยที่สุด!!" ใจดวงน้อยแสนเจ็บปวดรวดร้าวเธอเข้าใจดีว่าพ่อกับแม่รักพี่ชายมาก แต่เธอก็ไม่รู้ว่าท่านทั้งสองจะไม่เหลือเศษเสี้ยวความรักให้เธอเลยสักนิด

"เซี่ยซินหยาน!!!!"

"ซินหยานทำไมพูดแบบนั้นล่ะลูก ไม่น่ารักเลย ขอโทษคุณพ่อเดี๋ยวนี้เลยนะ" หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยสุ้มเสียงตำหนิ เธอคนนั้นคือแม่แท้ ๆ ของเซี่ยซินหยานเอง

"พ่อกับแม่รู้อะไรมั้ย หนูเองก็ผิดหวังเหมือนกัน! ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เหมือนพ่อแม่คนอื่นบ้าง ทำไมถึงพูดดี ๆ ไม่เป็น พ่อกับแม่รักหนูบ้างไหม? ทำไมไม่สนใจความรู้สึกของหนูเลย หนูก็ผิดหวังในตัวพ่อกับแม่เหมือนกัน"

เพี๊ยะ!!! สิ้นคำตัดพ้อ ใบหน้างามก็สะบัดไปตามแรงฝ่ามือของบิดา มือเรียวยกขึ้นมากุมแก้มด้านที่โดนตบไว้ด้วยความเจ็บปวด ความน้อยใจ เสียใจ ฉายชัดในแววตา แผลภายนอกมันไม่เท่าไหร่ แต่แผลในใจนี้มันคงใหญ่เกินกว่าจะรักษาและเยียวยา

"ถ้าแกผิดหวังนัก ก็ไปอยู่ที่อื่น ไปเลย อยากไปวาดรูป ไปขอทาน ไปทำอะไรที่ไหนก็ไป!!!" เขายังคงชี้หน้าด่าเธอด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้ว่าลูกสาวจะร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนแลดูน่าสงสารแล้วก็ตาม

"คุณคะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ ซินหยานรีบขอโทษพ่อสิลูก" ผู้เป็นแม่รีบห้ามปรามก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายไปมากกว่านี้

"ได้!! นับจากนี้เป็นต้นไป หนูจะไม่กลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีก!" เมื่อพูดจบเซี่ยซินหยานก็เปิดประตูบ้านและวิ่งออกไปอยากรวดเร็ว

เซี่ยซินหยานไม่สามารถทนฟังคำพูดที่แสนจะเลวร้ายจากผู้เป็นพ่อได้อีกต่อไป ขนาดแม่ก็ยังไม่เคยเข้าข้างเธอ ที่ผ่านมามีแต่เออออเห็นด้วยกับพ่อ ไม่ว่าคำพูดของพ่อจะรุนแรงแค่ไหน ควรหรือไม่ควรพูดอย่างไร แม่ก็ไม่เคยห้ามปรามพ่อ มีแต่ความเงียบ กับสายตาที่มองมาด้วยความผิดหวัง

ครืนนน ครืนนน

เสียงฟ้าร้องดังสนั่นตามด้วยฝนห่าใหญ่ที่ตกลงมา ราวกับว่ากลั่นแกล้งเซี่ยซินหยาน เธอโอบกอดร่างกายของตัวเองและค่อย ๆ เดินไปตามทางอย่างไร้จุดหมาย ข้างนอกตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ค่อนข้างดึกแล้ว แสงสว่างเดียวที่เธอมองเห็นคือแสงจากไฟสาธารณะตามข้างทาง

ฝนเม็ดใหญ่ตกลงมากระทบใบหน้างามจนรู้สึกเจ็บแสบ ร่างกายก็เริ่มสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ เซี่ยซินหยานวิ่งออกจากบ้านมาด้วยตัวเปล่า นอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่เธอก็มิมีสิ่งใดติดตัวมาเลยสักชิ้นเดียว แม้แต่เงินสักบาทก็ไม่มี ร่างบางเดินสั่นเทาท่ามกลางสายฝนอย่างไร้จุดหมาย เธอร้องไห้ออกมาจนรู้สึกอ่อนล้า

"โอ๊ย!! ไอ้ฝนบ้านี่มึงจะตกอีกนานมั้ยวะ!!! โลกใบนี้คนที่เกิดมาซวย มันมีแค่กูคนเดียวหรือไง" สารพัดคำด่าทอและคำตัดพ้อถูกพ่นออกมาจากปากคนที่ปกติพูดน้อยจนแทบจะนับคำได้

ครืนน ครืนนน

"เอ้อ มึงก็ผ่ามาเลยสิวะ กูก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกเฮงซวยนี้แล้วเหมือนกัน!!"

เสียงฟ้ายังคงร้องดังอยู่อย่างนั้นอย่างต่อเนื่อง เซี่ยซินหยานชูนิ้วกลางขึ้นบนท้องฟ้าก่อนจะสบถด่าอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ชีวิตของนางไม่มีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีกแล้ว อย่างน้อยโดนฟ้าผ่าก็คงไม่ทรมานเท่าไหร่ อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ฆ่าตัวตาย หากฟ้าผ่าลงมาจริง ๆ ก็คงจะไม่ถือว่าเธอทำบาปหรอก

เปรี้ยงงงง!!

เมื่อเซี่ยซินหยานพูดจบ อสนีบาตก็ผ่าฟาดลงมายังร่างเล็ก ๆ ของเซี่ยซินหยาน ก่อให้เกิดเสียงดังกัมปนาทไปทั่วบริเวณ

"นี่ฉันคงจะตายแล้วสินะ.. ตายไปอย่างคนไร้ค่า.. แต่ดีแล้วล่ะ ดีจริงๆ .."

ภาพสุดท้ายที่เซี่ยซินหยานเห็นคือแสงสว่างวาบทำให้ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้ ก่อนที่ภาพนั้นจะค่อย ๆ เลือนรางลง จนมืดสนิท..

โลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นชิน

แสงแดดสาดส่องผ่านหน้าต่างมากระทบลงบนใบหน้างดงามของสตรีนางหนึ่ง ที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียงไม้หรูหรา ประดับไปด้วยผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหว นางเป็นคนที่งดงามราวกับเทพธิดา ใบหน้ารูปไข่ไร้ฝ้ากระ ผมสีดำขลับยาวสลวย คิ้วโกงโค้งดุจคันศร จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเป็นกระจับสีชมพูระเรื่อ รวมถึงผิวพรรณที่ขาวนวลผ่องดุจมุกเม็ดงาม ดั่งสวรรค์ตั้งใจสรรค์สร้างขึ้นมา

จ้าวเยี่ยนฟางลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ นางพยายามปรับสายตารับกับแสงให้มองเห็นภาพเบื้องหน้าให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เมื่อตั้งสติได้จึงพยายามกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทั้งเตียง เพดาน รวมถึง เฟอร์นิเจอร์ ทุกอย่างล้วนดูแปลกตา และไม่ว่าจะตื่นมาเห็นเช่นนี้อีกกี่ครั้ง นางก็ยังรู้สึกไม่คุ้นชิน

หลังจากวันแรกที่มาอยู่ในร่างนี้ นางก็พยายามคิดหาหนทางเพื่อเอาชีวิตรอดอยู่เสมอ แผนการที่ทำให้พระเอกหลงรักเพื่อที่ตนจะได้ไม่ถูกฆ่านั้น คือแผนการที่นางปัดตกไปเป็นอันดับแรก

เพราะตัวนางนั้นรู้ดีว่าหวงตงหยางรังเกียจนางเพียงใด คงไม่มีทางที่เขาจะหันมาสนใจนางอย่างแน่นอน วิธีเดียวที่จะทำให้นางมีชีวิตรอดในตอนนี้ คือการอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว และพยายามเป็นภรรยาในนามที่ดี เผื่อหวงตงหยางจะรู้สึกสงสารและไม่สังหารนางเหมือนในต้นฉบับที่นางเคยอ่านมา

และเพื่อหลีกเลี่ยงความตายที่แสนจะโหดร้าย ข้าจะต้องเปลี่ยนตอนจบให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!!

"ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะฮูหยิน" ถิงถิงรีบสาวเท้าเดินเข้ามาหาผู้เป็นนาย ก่อนจะยกอ่างล้างหน้ามาวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงอย่างเบามือ

"อืม.. ถิงถิง หากข้าจำไม่ผิดวันนี้เราต้องออกไปข้างนอกกันใช่หรือไม่" จ้าวเยี่ยนฟางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"ใช่แล้วเจ้าค่ะฮูหยิน"

วันนี้เป็นวันแรกที่นางจะได้ออกไปข้างนอก เพราะเมื่อหลายวันก่อน หวงตงหยางได้ฝากให้องครักษ์ส่วนตัวของเขา เข้ามาแจ้งข่าวในเรือนจงหยุนอันเป็นที่พำนักของหวงฮูหยิน ว่าอีกสามวันจะถึงวันพระราชสมภพขององค์ฮองเฮา ผู้มีศักดิ์เป็นป้าของจ้าวเยี่ยนฟาง ฉะนั้นนางจะไม่ไปเข้าร่วมงานนี้ไม่ได้

บอกตามตรงว่านางรู้สึกไม่ดีสักเท่าไหร่ที่รู้ว่าตนต้องไปร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับหวงตงหยาง สามีผู้ชั่วช้าคนนั้น..

เหอะ! ก่อนหน้านี้ยังกักขังข้า เฆี่ยนตีข้าอย่างหมูอย่างหมา หากไม่มีงานเลี้ยงอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีหรือที่บุรุษเช่นเขาจะยอมให้ข้าออกไปข้างนอก

เพราะงานเลี้ยงครั้งนี้ จ้าวเยี่ยนฟางจึงมีโอกาสได้ออกไปเลือกซื้อชุดและเครื่องประดับใหม่ที่หอฮุ่ยเหอ ซึ่งเป็นร้านขายชุดและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง และการออกไปซื้อชุดในคราวนี้ เป็นเพียงข้ออ้างที่จะออกไปข้างนอก เพราะว่านางเบื่อและเอือมระอากับจวนนี้เต็มทน

ถนนเทียนหนิง

หลังจากที่จ้าวเยี่ยนฟางเลือกซื้อชุดและเครื่องประดับเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่นางจะได้เดินเที่ยวเล่น ชื่นชมบรรยากาศอันแปลกใหม่ ที่ไม่สามารถหาได้ทั้งในชีวิตก่อนและชีวิตนี้

จ้าวเยี่ยนฟางเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ หลายต่อหลายร้าน และทุกครั้งที่นางแวะไปร้านใด นางก็จะซื้อของติดไม้ติดมือออกมาด้วยเสมอ อย่างไรเงินที่นางใช้ นางก็มิได้เป็นคนหามาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นนางก็จะใช้อย่างไม่เกรงใจใครทั้งนั้น

เมื่อเดินเที่ยวเล่นและซื้อของจนหนำใจแล้ว จ้าวเยี่ยนฟางจึงแวะไปนั่งพักที่โรงน้ำชาชื่อดังประจำย่านนั้น เมื่อเดินมาถึงโรงน้ำชาก็มีเสี่ยวเอ้อร์ออกมาต้อนรับอย่างดี จ้าวเยี่ยนฟางในวันนี้งดงามกว่าทุกครั้งที่พวกเขาเคยเห็น

"ข้าจะมาดื่มชา ช่วยนำข้าไปที่โต๊ะหน่อยได้หรือไม่" ใบหน้างามเชิดขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยวาจาออกไป บอกตรงๆ ว่านางเองก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะปกตินางแทบจะไม่เคยคุยกับใครมาก่อนนอกจากถิงถิง

"ได้แน่นอนขอรับคุณหนูตามข้าน้อยมาทางนี้เลยขอรับ"

เมื่อเดินตามผู้ดูแลร้านน้ำชาแห่งนี้ขึ้นมาถึงชั้นสอง เสี่ยวเอ้อร์ก็ขอตัวลงไปรับแขกที่หน้าร้านต่อ จ้าวเยี่ยนฟางสั่งขนมและน้ำชามาสำหรับสองคน นางอนุญาตให้ถิงถิงนั่งด้วย แม้ตอนแรกถิงถิงจะขัดขืน แต่เมื่อถูกผู้เป็นนายมองด้วยความคาดหวัง ถิงถิงจึงยอมนั่งร่วมโต๊ะด้วยแต่โดยดี

จ้าวเยี่ยนฟางยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย ชาร้านนี้หอมนักมันคงเป็นชาชั้นดีและคงมีราคามากสินะ นิ้วเรียวสวยลูบถ้วยชาเบา ๆ สีหน้าของนางจู่ ๆ ก็พลันเศร้าหมอง

ครั้งล่าสุดที่เราได้มาเที่ยวเล่นอย่างสบายใจแบบนี้คือตอนไหนกันนะ

ในชาติก่อนเธอได้แต่ใช้ชีวิตตามที่พ่อแม่ต้องการ ชีวิตในแต่ละวันก็หมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือและการเรียนพิเศษ ส่วนชีวิตนี้..ก็ได้มาสวมร่างของนางมารร้ายที่ถูกสามีเกลียดชัง อีกทั้งยังถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่นายหญิงของจวน เหตุใดชีวิตนางถึงซวยซ้ำซวยซ้อนเช่นนี้..

"ฮูหยินท่านเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ" ถิงถิงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณหนูก็กลายเป็นคนพูดน้อย และไม่ค่อยแสดงสีหน้าหรือความรู้สึกดั่งเช่นเคย ฮูหยินของนางนั้น แม้เมื่อก่อนจะเป็นสตรีที่โมโหร้าย แต่ท่านก็เป็นสตรีที่ยิ้มแย้มเก่งเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับท่านแม่ทัพหวง หากพูดถึงเรื่องท่านแม่ทัพทีไร ฮูหยินก็จะยิ้มแย้มอย่างมีความสุขทุกครา

แต่ดูตอนนี้สิ เพียงฮูหยินได้ยินชื่อของท่านแม่ทัพ คิ้วของท่านก็แทบจะผูกกันเป็นปมแล้ว..

"เปล่าหรอก..ข้าเพียงคิดว่าครั้งล่าสุดที่ข้ามีความสุข คือเมื่อไหร่กันนะ" อันที่จริงเมื่อจากบ้านมาเช่นนี้ นางก็อดที่จะคิดถึงโลกเก่าที่ตนเคยอยู่ไม่ได้ ป่านนี้พ่อกับแม่จะเป็นอย่างไรบ้าง ไหนจะพี่ชายของนางอีก พวกเขาจะเสียใจไหมที่นางจากมา พวกเขาจะร้องไห้เสียน้ำตาให้นางบ้างหรือเปล่า..

"โถ่..ฮูหยินของถิงถิง"

"หากอยู่ด้วยกันสองคน เจ้าเรียกข้าว่าคุณหนูเช่นเดิมเถิด" จ้าวเยี่ยนฟางพูดขึ้น ในขณะที่ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ บอกตามตรงว่านางมิค่อยรู้สึกดีสักเท่าไหร่ที่ถูกเรียกว่าฮูหยิน เพราะตอนนี้นางไม่ได้อยากขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยาของบุรุษเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

แค่ได้ยินคำว่าฮูหยิน นางก็รู้สึกขนลุกขนพองแล้วล่ะ

"ได้เจ้าค่ะ คุณหนู" ถิงถิงตอบตกลงอย่างว่าง่าย เพราะไม่ว่าคุณหนูจะสั่งให้นางทำอะไร นางก็ยอมทำทั้งสิ้น จ้าวเยี่ยนฟางยิ้มให้สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์เล็กน้อย ก่อนจะละสายตาไปทางอื่น

นางกวาดสายตามองทิวทัศน์อันสวยงามนี้เพื่อให้ลืมเรื่องราวที่เจ็บปวดในชีวิต จนกระทั่งสายตานางทอดมองไปยังบุรุษและสตรีคู่หนึ่งที่กำลังพูดคุยกันอยากออกรส นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะส่งเสียงเย้ยหยันอยู่ในลำคอ

เหอะ!

ถิงถิงเห็นคุณหนูของตนมองไปยังโต๊ะตรงข้าม นางจึงหันมองตามสายตาของเจ้านายไป และเมื่อนางหันไปก็ถึงกับตกใจกับภาพที่เห็น เพราะทั้งสองคนนั้นคือ ท่านแม่ทัพหวงตงหยาง และสตรีที่นั่งหัวเราะอยู่กับท่านแม่ทัพนั้น ก็คือคุณหนูเหรินผู้นั้น!!

"เอ่อ..คุณหนู ท่าน..จะทำเยี่ยงไรหรือเจ้าคะ" ถิงถิงเอ่ยถามเสียงเบา นางกลัวเหลือเกินว่าคุณหนูจะเดินเข้าไปอาละวาดและตบตีสตรีผู้นั้น หากท่านแม่ทัพโกรธเข้า คุณหนูของนางอาจจะเจ็บตัวอีกก็ได้

คุณหนูเจ้าคะ..ท่านคงไม่ลุกไปอาละวาดโต๊ะนั้นหรอกใช่หรือไม่..

"จะทำอย่างไรล่ะ เขาอยากทำอะไรก็ช่างเขาเถิด กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ท่านแม่ทัพผู้สูงส่งกลับนั่งหัวร่อต่อกระซิกกับสตรีอื่น อย่างมิเกรงกลัวสายตาผู้ใดเช่นนั้น ข้าจะไปทำอันใดได้"

นางตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ แต่น่าแปลกใจที่นางรู้สึกไม่ชอบนางเอกของเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะว่านางมีความทรงจำทั้งหมดของจ้าวเยี่ยนฟางอยู่ก็เป็นได้

บุรุษเช่นนั้น ผู้ใดอยากได้ก็เอาไปเถิด ข้าผู้หนึ่งล่ะที่จะไม่เอา!!

ถิงถิงที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย คุณหนู..ท่านเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ หากเป็นปกติแล้ว มีหรือที่จะยอมให้สตรีใดเข้าใกล้ท่านแม่ทัพ แต่บัดนี้คุณหนูกลับมองด้วยสายตาเย็นชาและมีท่าทีเมินเฉย

จ้าวเยี่ยนฟางใช้เวลาที่ได้ออกมาข้างนอกอย่างคุ้มค่า นางนั่งจิบชา พร้อมกับกินขนมกุ้ยฮวาอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่ไม่ได้หันกลับไปสนใจโต๊ะตรงข้ามอีก

"เอ่อ..แม่นาง หากท่านไม่ว่าอะไร ข้าขอร่วมโต๊ะกับท่านได้หรือไม่" เสียงนุ่มทุ้มพูดขึ้นจากด้านข้างของนาง เมื่อจ้าวเยี่ยนฟางหันใบหน้าไปมองก็พบกับบุรุษรูปงามคนหนึ่ง กำลังยืนส่งยิ้มบางมาให้ ท่าทางประหม่ารอฟังคำตอบจากนาง

"เชิญเจ้าค่ะ" จ้าวเยี่ยนฟางตอบกลับเสียงหวาน บุรุษผู้นี้รูปงามในแบบของผู้ชายขี้อาย พอมอง ๆ ดูแล้วนี่มันช่าง..น่ารักเสียจริง

ถิงถิงเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นมายืนอยู่ด้านหลังผู้เป็นนาย หากคุณหนูมีแขก นางก็มิควรนั่งเสมอนาย

บุรุษที่มาใหม่มองหน้าถิงถิง ก่อนจะกลับมามองหน้าสตรีเลอโฉมตรงหน้า

"เอ่อ.."

"นางเป็นสาวใช้คนสนิทของข้าน่ะ ข้ารักใคร่นางดั่งน้องสาว ท่านไม่ต้องแปลกใจไปหากเห็นว่านางร่วมดื่มชาโต๊ะเดียวกับข้า" จ้าวเยี่ยนฟางอธิบายเหตุผลให้เขาฟัง โดยที่ไม่รอให้เขาได้เอ่ยถามสิ่งใด

"อ่อ เป็นเช่นนี้นี่เอง.. แม่นางท่านช่างจิตใจกว้างขวางนัก" เขาเอ่ยชื่นชมนางจากใจจริง จ้าวเยี่ยนฟางได้ยินเช่นนั้น นางจึงส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย แต่ก็มิได้ตอบอะไรกลับไป

"ขออภัย ข้าลืมแนะนำตัวไป..ข้ามีนามว่า ห่าวซวน เป็นเพียงพ่อค้าที่มาค้าขายที่จงหยวน เมื่อครู่ข้าเห็นท่านที่หอฮุ่ยเหอ ข้ารู้สึกว่าท่านงดงามมากจริง ๆ แต่ก็มิกล้าเข้าไปทักทาย ครั้งนี้นับเป็นวาสนาได้มาเจอท่านที่นี่ ข้าจึงรวบรวมความกล้าเข้ามาพูดคุยกับท่าน"

ตอนที่ได้เห็นนางครั้งแรก เขาเองรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ นางเป็นสตรีที่งดงามที่สุด เท่าที่เขาเคยเจอมาทั้งชีวิต อีกอย่างนางก็มิได้เกล้าผมเฉกเช่นสตรีที่ออกเรือนแล้ว นั่นหมายความว่า..นางยังมิได้แต่งงานใช่หรือไม่

"อ้อ.." จ้าวเยี่ยนฟางพยักหน้าเบา ๆ ที่แท้บุรุษผู้นี้ก็ชื่นชอบหน้าตาของจ้าวเยี่ยนฟางนี่เอง ด้วยเพราะเขามิใช่คนจงหยวน เลยมิรู้ชื่อเสียงเรียงนามของสตรีที่ชื่อว่าจ้าวเยี่ยนฟาง

แต่ก็เอาเถิด ได้นั่งดื่มชากับบุรุษรูปงามเช่นนี้ ก็นับว่าคุ้มค่าแล้วที่ได้ออกมาข้างนอก

"แล้วแม่นางล่ะ..ท่านมีนามว่าอะไรหรือ" ชายหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาเป็นประกายด้วยความใคร่รู้

"ข้าชื่อว่าเยี่ยนฟ.."

"กลับจวนกับข้า"

ในขณะที่นางกำลังจะแนะนำตัว ก็มีเสียงทุ้มต่ำพูดขัดขึ้นอยู่ทางด้านข้างของนาง ดวงตาดุดันเหมือนฆ่าคนได้ตวัดมองนางอย่างไม่พอใจ จ้าวเยี่ยนฟางไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า หวงตงหยางเดินมาหานางตั้งแต่ตอนไหน เหตุใดเขาถึงมายืนอยู่ตรงนี้..

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...