โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กระทรวงยุติธรรม เตือน ครอบครอง 'ไซยาไนด์' โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

VoiceTV

อัพเดต 18 ก.ค. 2567 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 02.32 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางกรุง 6 ชาวต่างชาติเสียชีวิต มีการตรวจพบสารไซยาไนด์บริเวณที่เกิดเหตุ

น.ส.เกณิกา อุ่นจิตร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (18 ก.ค.2567) ว่า รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ขอเตือนประชาชนว่า สารไซยาไนด์ จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 ประกอบมาตรา 73 “ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยมิได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สารไซยาไนด์ (Cyanide) เป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรง สามารถออกฤทธิ์ให้ผู้ที่ได้รับเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาทีขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของสารที่ร่างกายได้รับ สารไซยาไนด์เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำปฏิกิริยายับยั้งเซลล์ในร่างกายไม่ให้สามารถใช้ออกซิเจนได้ ส่งผลให้เซลล์ไม่สามารถผลิตสาร ATP ที่ให้พลังงานได้เพียงพอและเสียชีวิตในที่สุด

สารไซยาไนด์หาได้ง่ายและสามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน และสารไซยาไนด์ยังมีอยู่ในผัก ผลไม้ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี พืช มะม่วง เมล็ดแอปเปิล แอปริคอต พีช ลูกแพร และถั่วอัลมอนด์รสขม ไซยาไนด์ยังสามารถพบได้ในหัวและใบของมันสำปะหลังและหน่อไม้ เราจึงไม่ควรรับประทานเมล็ดของผลไม้ประเภทนี้ รวมถึงมันสำปะหลังหรือหน่อไม้ดิบโดยเด็ดขาด และควรที่จะกำจัดไซยาไนด์ด้วยวิธีการง่าย ๆ อย่างการต้มและการปรุงสุก นอกจากนี้ ไซยาไนด์ยังเป็นสารที่สามารถพบได้ในบุหรี่ งานวิจัยพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วระดับของไซยาไนด์ในเลือดของผู้ที่สูบบุหรี่นั้นมีค่าสูงกว่าคนไม่สูบถึง 2.5 เท่า

ในอุตสาหกรรม ไซยาไนด์ใช้ในการผลิตไนล่อน และพบมากที่สุดในยาฆ่าแมลง และยังเป็นสารที่นำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ เหมืองเงิน และอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก การชุบโลหะด้วยไฟฟ้า อุตสาหกรรมพลาสติก เป็นต้น สามารถพบได้หลายรูปแบบ ได้แก่

1. เกลือของไซยาไนด์ ได้แก่ โซเดียมไซยาไนด์ (sodium cyanide) และโพแทสเชียมโชยาไนด์ (potassium cyanide) ซึ่งเป็นของเข็ง มีลักษณะเป็นผงสีขาว ละลายน้ำได้ดี มีกลิ่นคล้ายอัลมอนด์ (bitter almond-likeodor)

2. ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (hydrogen cyanide) มีลักษณะเป็นของเหลวใสหรือสีน้ำเงินจางๆ ที่อุณหภูมิห้องและที่อุณหภูมิสูงจะเป็นก๊าซไม่มีสี

สารไซยาไนด์สามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดนผิวหนัง การสูดดมเข้าสู่ทางเดินหายใจ และการรับประทาน ความผิดปกติทางร่างกายเมื่อได้รับสารพิษไซยาไนด์เช่น ระคายเคืองผิวหนัง ผื่นแดง บวมน้ำ รู้สึกมึนงง เวียนศีรษะ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำผิดปกติ ลมชัก หมดสติ อาเจียน ไตล้มเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจมีภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลา 10 นาที

แต่หากได้รับสารไซยาไนด์ในปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จะทำให้กดการทำงานของระบบประสาทและการหายใจเกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น และอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

วิธีการป้องกันตนเองจากพิษไซยาไนด์

- หลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดของผลไม้ เช่น เมล็ดแอปเปิล แอปริคอต พีช ลูกแพร และถั่วอัลมอนด์รสขม

- หากรับประทานมันสำปะหลัง หรือหน่อไม้ ควรปรุงให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน

- กรณีเกิดเพลิงไหม้ ให้ก้มต่ำ ใช้ผ้าปิดจมูก และคลานเพื่อหลีกเลี่ยงการสูดดมควันไฟที่มีส่วนผสมของสารพิษไซยาไนด์

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น หากสัมผัสกับสารไซยาไนด์ ควรรีบลดปริมาณสารให้ได้มากที่สุด ดังนี้

- หากไซยาไนด์สัมผัสกับผิวหรือเสื้อผ้า ให้ใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าออกเป็นชิ้น ๆ และนำออกจากลำตัว อย่าให้ถูกผิวส่วนอื่น โดยวิธีนี้จะช่วยให้เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนไซยาไนด์ ไม่ไปสัมผัสกับผิวหนัง แล้วล้างทำความสะอาดผิวด้วยน้ำและสบู่ และรีบนำส่งโรงพยาบาล

- หากสัมผัสทางดวงตา ให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาอย่างน้อย 10 นาที และรีบนำส่งโรงพยาบาล

- หากมีการสูดดมและรับประทาน ในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้ทำ CPR เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ “ห้ามใช้วิธีเป่าปาก”เพื่อป้องกันผู้ช่วยเหลือได้รับพิษ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...