โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (2) : ป่าช้าผีดิบวัดสระเกศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 19 ก.ค. 2567 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2567 เวลา 03.35 น.

หากเราเดินออกจากประตูผีไปยังเขตนอกเมืองกรุงเทพฯ ยุคต้นรัตนโกสินทร์ จะเจอกับพื้นที่ป่าช้า ซึ่งถือได้ว่าเป็นพื้นที่ความตายที่ใหญ่ที่สุดของพระนคร ป่าช้าเป็นส่วนหนึ่งของวัดสระเกศ โดยจากแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2450 ระบุชื่อเอาไว้ว่า “ที่ป่าช้าผีดิบ”

มองในภาพกว้างระดับผังเมือง เมื่อคนตายทุกคนต้องถูกขนย้ายออกนอกเมืองผ่านประตูผีตามกฎหมายจารีต ย่อมเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะต้องมีป่าช้าขนาดใหญ่ใกล้ๆ ประตูผี เพื่อรองรับศพที่ถูกขนออกมา

และในเมื่อป่าช้าก็ต้องสัมพันธ์กับวัด ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ป่าช้าจะถูกวางตำแหน่งให้ใกล้กับวัดสระเกศ

แต่ถ้าเราลองคิดย้อนกลับไปถึงช่วงแรกสร้างกรุงเทพฯ ซึ่งยังไม่มีอะไรถูกกำหนดขึ้นเลย คืออยู่ในช่วงที่กำลังคิดว่าเมืองจะกว้างแค่ไหน ขุดคลองรอบกรุงตรงไหน วางตำแหน่งวังหลวงที่ไหน ฯลฯ

ผมคิดว่า ถ้าเราลองใส่เงื่อนไขของการกำหนดที่ตั้งพื้นที่ความตายลงไปในสมการ เราอาจพบประเด็นน่าสนใจบางอย่าง กล่าวคือ พื้นที่ความตายอาจเป็นเงื่อนไขหลักของการทำให้กรุงเทพฯ เมื่อแรกสร้าง มีหน้าตา การวางผัง และขนาดในแบบที่เป็นอยู่นี้ก็เป็นได้

ตามเงื่อนไขที่รู้กัน หนึ่ง ป่าช้าจะต้องอยู่นอกเมืองเท่านั้นและสอง จะต้องสัมพันธ์กับวัด ซึ่งในช่วงแรกของการสร้างกรุงเทพฯ เราทุกคนก็ทราบดีว่าวัดทั้งหมดคือวัดเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (ยกเว้นวัดพระแก้ว) เช่น วัดโพธิ์ วัดสลัก วัดบางลำพู วัดเลียบ วัดเชิงเลน ฯลฯ

ดังนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ตำแหน่งของวัดเก่า (ที่มีอยู่เดิม) ที่ถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ความตายของเมือง (กรณีนี้คือ วัดสระเกศ) คือตัวกำหนดเส้นขอบเขตของเมืองกรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 1

ลองคิดเล่นๆ ต่อนะครับ เมื่อวัดสระเกศถูกเลือกให้ทำหน้าที่นี้แล้ว สิ่งนี้ย่อมเป็นตัวชี้ขาดว่ากำแพงเมืองจะต้องไม่กว้างไกลเกินกว่านี้ (เพื่อให้วัดสระเกศเป็นวัดนอกเมืองสำหรับคนตาย) และบริเวณตรงนี้ก็ต้องกลายมาเป็นตำแหน่งประตูผี

และเมื่อตำแหน่งประตูผีถูกกำหนด ตัวมันก็ต้องสัมพันธ์ต่อเนื่องไปสู่การกำหนดตำแหน่งของพระอุโบสถวัดพระแก้วและพระแก้วมรกตที่จะต้องตั้งอยู่ตรงกับแนวแกนประตูผี ตามการวิเคราะห์ของ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ที่อธิบายในสัปดาห์ก่อน

สิ่งที่น่าคิดต่อก็คือ ในตำแหน่งดังกล่าวไม่มีวัดเดิมอยู่เลย ดังนั้น วัดพระแก้วจึงกลายเป็นวัดที่ต้องถูกสร้างขึ้นใหม่เพียงแห่งเดียวในยุคแรกสร้างกรุงเทพฯ

กล่าวให้ชัดก็คือ วัดพระแก้วอาจออกแบบขึ้นบนเงื่อนไขที่สัมพันธ์กับการกำหนดพื้นที่ความตายของเมือง

ทั้งหมดนี้เป็นคำถามที่ผุดลอยขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจังนะครับ

แต่อย่างน้อยการตั้งคำถามนี้น่าจะทำให้เราต้องย้อนกลับมาคิดและสงสัยมากขึ้นถึงการออกแบบวางผังเมืองกรุงเทพฯ ในยุคแรกสร้างว่าเกิดขึ้นจากเงื่อนไขอะไรบ้าง

ประเด็นที่อยากเสนอต่อไปคือ ลักษณะทางกายภาพและการใช้พื้นที่ภายในป่าช้าวัดสระเกศ

แม้จะเป็นพื้นที่ที่ถูกพูดถึงไม่น้อย แต่น่าแปลกที่กลับมีข้อมูลในรายละเอียดไม่มากนัก โดยเฉพาะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ หลักฐานส่วนใหญ่ (ซึ่งก็ไม่มากเท่าไร) จะปรากฎในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 จากภาพถ่ายเก่า แผนที่เก่า และบันทึกของเจ้านายบางท่านรวมถึงฝรั่งที่เข้ามาในสยาม

ซึ่งจากการตามอ่านหลักฐานกลุ่มนี้ ทำให้พอจะอธิบายลักษณะสังเขปของป่าช้าวัดสระเกศได้ดังต่อไปนี้

ตำแหน่งที่ตั้งป่าช้า คือ พื้นที่ที่ปัจจุบันครอบคลุมบริเวณ วิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร อาคารพาณิชย์และกลุ่มที่พักอาศัยที่ยาวขนานถนนบำรุงเมืองไปจนถึงประปาแม้นศรี รวมถึงตึกพื้นที่ผิวถนนบำรุงเมืองและตึกแถวสองข้างทาง

จากแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย พ.ศ.2430 ซึ่งน่าจะเป็นแผนที่เก่าสุดที่แสดงรายละเอียดของป่าช้าเอาไว้มากที่สุด ทำให้เรามองเห็นอาณาเขตได้ชัดเจนและพอสันนิษฐานได้ว่า ที่ดินของป่าช้ามีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีคลองล้อมรอบทุกด้าน คล้ายเป็นเกาะที่แยกตัวออกจากพื้นที่โดยรอบ

ทิศตะวันตกติดกับคลองรอบกรุง กำแพงแพงเมือง และประตูผี ส่วนทิศเหนือติดกับเขตสังฆาวาสวัดสระเกศโดยมีคลองคั้น (คลองปัจจุบันคือถนนบำรุงเมือง) ทิศตะวันออกติดกับชุมชนและคลองขนาดเล็ก (คลองในปัจจุบันคือซอยบ้านบาตร ส่วนชุมชนกลายเป็นประปาแม้ศรี)

ส่วนทิศใต้ติดกับชุมชนบ้านบาตรและมีคลองคั่นกลางเช่นกัน (คลองในปัจจุบันคือซอยบ้านบาตร)

ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยอธิบายไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จ (31 ธันวาคม พ.ศ.2483) ความตอนหนึ่งว่า รัชกาลที่ 3 โปรดให้ เจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ เข้ามาปรับปรุงพื้นที่ป่าช้าวัดสระเกศครั้งใหญ่และได้สร้างอาคารไว้หลายหลัง คือ

“…ทำเมรุขึ้นที่วัดสระเกศอีกแห่ง ๑ เมรุปูนที่วัดสระเกศทำวิจิตรพิสดารกว่าที่วัดสุวรรณและวัดอรุณ ดูเหมือนเจตนาจะให้ปลงได้จนถึงพระศพเจ้านายและเสนาบดี มีทั้งโรงครัว โรงโขน โรงหุ่น รัดทาจุดดอกไม้เพลิง และที่สุดจนพุ่มกัลปพฤกษ์ ล้วนก่ออิฐถือปูน บรรดาเป็นอุปกรณ์แก่การปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์สูงสร้างไว้ครบทุกอย่าง ใช่แต่เท่านั้นยังสร้างโรงทึมปูนอีกหลัง ๑ ห่างออกไปอีกบริเวณหนึ่งต่างหาก สำหรับปลงพระศพชั้นบรรดาศักดิ์ต่ำลงมา…”

ข้อความนี้สอดคล้องกับแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย ซึ่งแสดงลักษณะกลุ่มอาคาร 2 กลุ่ม กลุ่มแรกมีขนาดใหญ่กว่าซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มอาคาร “เมรุปูน” (ในส่วนนี้มีภาพถ่ายเก่ามุมสูงสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงลักษณะทางกายภาพในบริเวณนี้เอาไว้ค่อนข้างชัดเจน) และกลุ่มที่สองคือ “โรงทึม” ซึ่งแยกออกมาเป็นอีกพื้นที่หนึ่งต่างหาก (ดูแผนที่ประกอบ)

นอกจาก 2 กลุ่มอาคารดังกล่าว ที่เหลือคือพื้นที่สำหรับจัดการศพราษฎรทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ใช้การเผากลางแจ้งโดยต้องการแค่ที่โล่งสำหรับวางก้อนหินและกองฟืนที่ก่อขึ้นเป็นเชิงตะกอนเท่านั้น

แต่การเผาศพไม่ใช่วิธีการเดียวในการจัดการร่างคนตาย ในหลายกรณี เช่น นักโทษ หรือ คนยากจน การปล่อยร่างให้แร้งและสุนัขกัดกินศพก็เป็นอีกหนึ่งวิธี ซึ่งดูเสมือนว่าจะเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมไม่น้อย

จากบันทึกของ Carl Bock นักธรรมชาติวิทยาที่เดินทางเข้ามาในสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีโอกาสได้ไปดูการจัดการศพนักโทษที่ป่าช้าวัดสระเกศ เขาได้บันทึกเหตุการณ์เอาไว้ในหนังสือ “ท้องถิ่นสยามยุคพระพุทธเจ้าหลวง” ความตอนหนึ่งว่า

“…เมื่อคนงานแบกศพไปที่ที่เลือกไว้แล้ว เขาก็วางศพลงบนพื้นดิน เพียงครู่เดียวสถานที่นั้นก็คลาคล่ำไปด้วยฝูงแร้งกา…มันพากันโผลงมายืนเป็นรูปครึ่งวงกลมอยู่รอบศพ…ส่วนพระและผู้ร่วมพิธีอื่นๆ ยื่นอยู่ทางซีกหนึ่งจนเป็นวงกลมรอบศพพอดี…เมื่อสัปเหร่อกลับมาถึงก็ก้มลงผ่าศพ โดยเฉือนตรงท้องออกเป็นทางยาว…แล่เนื้อที่สะโพก ขา และแขนออกแล้วจึงผ่าอกอีกทีหนึ่ง พระองค์ที่อยู่ใกล้ๆ ก้าวเข้าไปสวดมนต์ 2-3 คำ มือซ้ายถือตาลปัตร มือขวาถือไม้ไผ่ท่อนหนึ่งและเอาไม้นั้นแตะไว้ที่ศพ ยังไม่ทันที่พระจะสวดจบ พวกแร้งที่รออยู่ก็ทำท่าจะรู้ว่าถึงเวลาของพวกมันแล้ว…”

พอเสร็จพิธีสงฆ์ พวกแร้งที่รอและส่งเสียงร้องอยู่โดยรอบก็พุ่งเข้าจัดการศพ Carl Bock อธิบายช่วงนี้เอาไว้ว่า

“…แร้ง 2 ตัวจิกนัยน์ตาศพที่ลืมค้างอยู่ทันที…ฝูงแร้งรุมกันทึ้งซากศพอย่างน่ากลัว บางครั้งมันสามารถถึงกับยกศพขึ้นจากพื้นดินได้…งานเลี้ยงอันน่าขยะแขยงและสยดสยองครั้งนี้ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที…แล้วสัปเหร่อเข้ามาผ่าด้านหลังของศพออกเป็นครั้งที่สอง แล้วมีพระเข้ามายืนปลงอีกครั้งหนึ่ง ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาอาหารตามรายการที่สองของแร้ง…”

หลังจากเสร็จแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือศรีษะและกระดูก ซึ่งญาติของผู้ตายจะเข้ามาเก็บรวบรวมแล้วนำชิ้นส่วนของร่างกายที่เหลือเหล่านี้ไปเผาต่อ ซึ่งจะใช้ฟืนไม่มากนัก เพียงแค่ 2-3 ท่อนเท่านั้น

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พื้นที่ความตายในเมืองกรุงเทพฯ (2) : ป่าช้าผีดิบวัดสระเกศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...