นักวิเคราะห์ เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียดนาม ส่งออกไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์
เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียต ส่งไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์ นักวิเคราะห์แนะรับมือมาเลย์-อินโดด้วย เกษตรพื้นฐาน-สินค้าไฮเทค เสี่ยงไทยตกขอบ
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เปิดเผยกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม โดยกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามไปยังสหรัฐ 20% และภาษี 40% สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านประเทศ นั้นว่า หากใช้โมเดลสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 20% และหากเป็นสินค้าข้ามแดน(หรือสวมสิทธิ)จะถูกเก็บ40% และเวียดนามไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ บนฐานข้อมูลปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐมูลค่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไทยนำเข้าจากสหรัฐ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไทยเกินดุลการค้า 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นั้น
ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1. หากเป็นโมเดลเหมือนกับเวียดนาม กรณีถูกเก็บภาษี20% การส่งออกสินค้าทั่วไปของไทยไปสหรัฐมีโอกาสลดลงประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือประมาณ 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนไทยนำเข้าจากสหรัฐจะเพิ่มเป็น 2.0-2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กรณีสินค้าสวมสิทธิหรือใช้วัตถุดิบเพื่อการผลิตในไทยในสัดส่วนที่ต่ำกว่าสหรัฐกำหนด มีโอกาสส่งออกส่วนนี้ลดลง 20% ของมูลค่าส่งไปสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หากคิดทั้งปีโอกาสส่งออกไทยไปสหรัฐจะลดลงเกิน 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 1 ปี ส่วนไทยเกินดุลการค้าจะลดลงเหลือประมาณ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 2. หากคิดในแง่ที่ไทยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองใกล้ชิดอย่างสหรัฐกับเวียดนาม คาดว่าภาษีนำเข้าสินค้าสวมสิทธิจะเจอเท่ากัน 40% แต่ภาษีทั่วไปอาจสูงกว่า เวียดนามหรือสูงกว่า 20% ส่งออกไทยไปสหรัญจะลดลงเกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกรณีไม่เก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ จะไม่ดีต่อกลุ่มปศุสัตว์ เช่น สุกร เนื้อวัว
นายอัทธ์ กล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่เสี่ยงในการเสียโอกาสส่งออก อย่างกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน ข้าว อาหารทะเล มะพร้าว แก้วมังกร เงาะ เป็นต้น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟเา อิเลคโทรนิกส์ สมาร์ทโฟน ฯลฯ ส่วนกลุ่มอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม ถือว่าไทยยังแข่งขันได้เพราะความเข้มแข็งของผู้ผลิตและตลาดสหรัฐนิยมอยู่มาก
” ส่วนตัวผมให้น้ำหนัก 60% ไทยเจอภาษีนำเข้าสินค้าทั่วไปเกิน 20% อีก 40% เท่ากัน เพราะขนาดว่าเวียดนามเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและการเมืองกับสหรัฐ ยังเจอภาษีอัตรานี้ แต่ไทยห่างกว่า จึงวิตกเจอภาษีที่สูงกว่าได้ ยกเว้นไทยมีข้อต่อรองที่ดีกว่าและเป็นที่พอใจของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แม้ครึ่งหลังปีนี้ การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่าทั้งปี 2568 ส่งออกยังขยายตัว 6-7% เพราะมีการสะสมครึ่งปีแรกขยายตัวเกิน 14% ถือว่า ไม่เลวร้าย และส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี 1.0-1.5% เพราะหลายเครื่องจักรต่อเศรษฐกิจทั้งบริโภค ลงทุน และท่องเที่ยว อาจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ”
นายอัทธ์ กล่าวว่า ทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งเตรียมตั้งรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐในอัตราเท่าไหร่ก็ตาม และยิ่งไทยต้องแข่งขันรุนแรงกับอีกหลายประเทศ ไม่แค่เวียดนาม แต่ยังต้องติดตามการเจรจาของสหรัฐกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ 2 ประเทศเป็นคู่แข่งโดยตรงทั้งด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเกษตรแปรรูป
ทั้งนี้ 2 ประเด็นที่รัฐต้องเร่งขับเคลื่อน คือ 1. ออกมาตรการหรือโครงการลดต้นทุนการผลิต ชดเชยต้นทุนที่กำลังสูงต่อเนื่อง ทั้งวัตถุดิบนำเข้าจากบาทแข็ง ค่าแรงงาน ดอกเบี้ยสูง ยอดขายหรือส่งออกต่ำกว่าปกติ เป็นต้น 2. เร่งขับเคลื่อนแนวคิด”ห้างค้าไทยในสหรัฐ” ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น อย่างเวียดนามมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในหลายมลรัฐในสหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิเคราะห์ เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียดนาม ส่งออกไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th