โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียดนาม ส่งออกไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 09.25 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 09.24 น.

เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียต ส่งไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์ นักวิเคราะห์แนะรับมือมาเลย์-อินโดด้วย เกษตรพื้นฐาน-สินค้าไฮเทค เสี่ยงไทยตกขอบ

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เปิดเผยกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐประกาศบรรลุข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม โดยกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามไปยังสหรัฐ 20% และภาษี 40% สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านประเทศ นั้นว่า หากใช้โมเดลสหรัฐเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนาม 20% และหากเป็นสินค้าข้ามแดน(หรือสวมสิทธิ)จะถูกเก็บ40% และเวียดนามไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ บนฐานข้อมูลปัจจุบันไทยส่งออกไปสหรัฐมูลค่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ไทยนำเข้าจากสหรัฐ 1.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และไทยเกินดุลการค้า 4.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นั้น

ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1. หากเป็นโมเดลเหมือนกับเวียดนาม กรณีถูกเก็บภาษี20% การส่งออกสินค้าทั่วไปของไทยไปสหรัฐมีโอกาสลดลงประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือประมาณ 4.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนไทยนำเข้าจากสหรัฐจะเพิ่มเป็น 2.0-2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ กรณีสินค้าสวมสิทธิหรือใช้วัตถุดิบเพื่อการผลิตในไทยในสัดส่วนที่ต่ำกว่าสหรัฐกำหนด มีโอกาสส่งออกส่วนนี้ลดลง 20% ของมูลค่าส่งไปสหรัฐ หรือประมาณ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หากคิดทั้งปีโอกาสส่งออกไทยไปสหรัฐจะลดลงเกิน 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในรอบ 1 ปี ส่วนไทยเกินดุลการค้าจะลดลงเหลือประมาณ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ 2. หากคิดในแง่ที่ไทยไม่ได้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการเมืองใกล้ชิดอย่างสหรัฐกับเวียดนาม คาดว่าภาษีนำเข้าสินค้าสวมสิทธิจะเจอเท่ากัน 40% แต่ภาษีทั่วไปอาจสูงกว่า เวียดนามหรือสูงกว่า 20% ส่งออกไทยไปสหรัญจะลดลงเกิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกรณีไม่เก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ จะไม่ดีต่อกลุ่มปศุสัตว์ เช่น สุกร เนื้อวัว

นายอัทธ์ กล่าวว่า กลุ่มสินค้าที่เสี่ยงในการเสียโอกาสส่งออก อย่างกลุ่มสินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน ข้าว อาหารทะเล มะพร้าว แก้วมังกร เงาะ เป็นต้น กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟเา อิเลคโทรนิกส์ สมาร์ทโฟน ฯลฯ ส่วนกลุ่มอาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม ถือว่าไทยยังแข่งขันได้เพราะความเข้มแข็งของผู้ผลิตและตลาดสหรัฐนิยมอยู่มาก

” ส่วนตัวผมให้น้ำหนัก 60% ไทยเจอภาษีนำเข้าสินค้าทั่วไปเกิน 20% อีก 40% เท่ากัน เพราะขนาดว่าเวียดนามเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและการเมืองกับสหรัฐ ยังเจอภาษีอัตรานี้ แต่ไทยห่างกว่า จึงวิตกเจอภาษีที่สูงกว่าได้ ยกเว้นไทยมีข้อต่อรองที่ดีกว่าและเป็นที่พอใจของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แม้ครึ่งหลังปีนี้ การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าครึ่งปีแรก แต่เชื่อว่าทั้งปี 2568 ส่งออกยังขยายตัว 6-7% เพราะมีการสะสมครึ่งปีแรกขยายตัวเกิน 14% ถือว่า ไม่เลวร้าย และส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทั้งปี 1.0-1.5% เพราะหลายเครื่องจักรต่อเศรษฐกิจทั้งบริโภค ลงทุน และท่องเที่ยว อาจยังไม่ฟื้นเต็มที่ ”

นายอัทธ์ กล่าวว่า ทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องเร่งเตรียมตั้งรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะถูกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐในอัตราเท่าไหร่ก็ตาม และยิ่งไทยต้องแข่งขันรุนแรงกับอีกหลายประเทศ ไม่แค่เวียดนาม แต่ยังต้องติดตามการเจรจาของสหรัฐกับประเทศในอาเซียนอื่นๆ โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ 2 ประเทศเป็นคู่แข่งโดยตรงทั้งด้านอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และเกษตรแปรรูป

ทั้งนี้ 2 ประเด็นที่รัฐต้องเร่งขับเคลื่อน คือ 1. ออกมาตรการหรือโครงการลดต้นทุนการผลิต ชดเชยต้นทุนที่กำลังสูงต่อเนื่อง ทั้งวัตถุดิบนำเข้าจากบาทแข็ง ค่าแรงงาน ดอกเบี้ยสูง ยอดขายหรือส่งออกต่ำกว่าปกติ เป็นต้น 2. เร่งขับเคลื่อนแนวคิด”ห้างค้าไทยในสหรัฐ” ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น อย่างเวียดนามมีการตั้งศูนย์กระจายสินค้าในหลายมลรัฐในสหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิเคราะห์ เทียบโมเดล ภาษีทรัมป์ ไทยเจอเท่าเวียดนาม ส่งออกไปสหรัฐวูบ 2 หมื่นล้านดอลล์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...