กัมพูชาเฮ! มรดกโลกใหม่ 3 แห่งสะท้อนความเจ็บปวด หลังยูเนสโกขึ้นทะเบียน "คุกเขมรแดง"
กัมพูชาเฮ! มรดกโลกใหม่ 3 แห่งสะท้อนความเจ็บปวด หลังยูเนสโกขึ้นทะเบียน "คุกตวลสเลง-ทุ่งสังหารเจิงเอก-คุกM13" เป็นมรดกโลก ย้ำบทเรียนประวัติศาสตร์สู่อนาคตที่ดีกว่า
วันที่ 14 ก.ค. 2568 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการมรดกโลกครั้งที่ 47 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศการขึ้นบัญชีมรดกโลกสถานที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของกัมพูชา 3 แห่งในช่วงยุคของเขมรแดง คือ พิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ "คุกตวลสเลง" และศูนย์การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ทุ่งสังหารเจิงเอก ในกรุงพนมเปญ และคุก M-13 ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงชนัง
สถานที่ทั้ง 3 แห่งนี้เป็นสถานที่สำหรับการรำลึกและการเรียนรู้หายนะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยเขมรแดง ระหว่างปี 1975-1979 ซึ่งทำให้มีชาวกัมพูชาราว 1.7 ล้านคนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
โดยชาวกัมพูชาจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปทำนารวม ใช้แรงงานหนักจนอดอยากและเสียชีวิต การทรมานฆ่า และการสังหารหมู่ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ก่อนกองทัพเวียดนามจะเข้าแทรกแซง ปลดแอกกัมพูชาจากเขมรแดงในปี 1979
คุกตวลสเลง หรือ S-21 เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สำคัญของกัมพูชา โดยในสมัยของเขมรแดง ได้นำอาคารโรงเรียนมัธยมมาแปลงเป็นคุก เพื่อทำการทรมานนักโทษทางการเมืองราว 15,000 คน โดยมีผู้รอดชีวิตจากคุกแห่งนี้เพียงไม่กี่คน ซึ่งปัจจุบันคุกตวลสเลงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์กัมพูชาที่ได้ชื่อว่าเป็นยุคที่โหดร้ายที่สุด
เช่นเดียวกับ ทุ่งสังหารเจิงเอก เคยเป็นสุสานของชาวจีนมาก่อน ภายหลังเขมรแดงสิ้นอำนาจ มีการขุดค้นพบร่างผู้เสียชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มากกว่า 6,000 ร่าง ในหลุ่มฝังศพกว่า 100 หลุม โดยในปัจจุบันมีการจัดแสดงโครงกระดูกของชาวกัมพูชาที่เสียชีวิตในบริเวณดังกล่าว
ขณะที่ คุก M-13 ตั้งอยู่ในจังหวัดกำปงชนัง ทางตอนเหนือของกรุงพนมเปญ สถานที่แห่งนี้เป็นคุกที่เขมรแดงใช้คุมขังศัตรูทางการเมืองในยุคต้นของระบอบ รวมไปถึงมีการพัฒนาวิธีการทรมานและการสอบสวนที่ป่าเถื่อนไร้มนุษยธรรมที่นี่
ภายหลังการประกาศขึ้นบัญชีมรดกโลกสถานที่ทั้ง 3 แห่งนี้ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเนต ได้ส่งข้อความถึงประชาชนให้ร่วมแสดงความยินดีกับการขึ้นบัญชีสถานที่ทางประวัติศาสตร์ทั้ง 3 แห่งนี้
พร้อมเน้นยํ้าว่า "การขึ้นบัญชีมรดกโลกในครั้งนี้ เป็นเครื่องยํ้าเตือนว่า เราต้องปกป้องสันติสุขในประเทศ เราต้องเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่ดำมืด สู่การรวมพลังกันสร้างอนาคตของประเทศที่ดีกว่าสำหรับมวลมนุษยชาติ"