ป.ป.ช. - ป.ป.ท. -บก.ปปป. ผนึกกำลังสอบเงินปริศนา 12 ล้านเมืองทองฯ
ป.ป.ช. - ป.ป.ท. -บก.ปปป. ร่วมประชุม ปมเงินปริศนา 12 ล้านเมืองทองฯ ขยายผลเส้นทางการเงิน ทั้งนี้เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก
วันที่ 9 มิ.ย. 2568 ที่กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการ บก.ปปป. เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริตระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อหารือแนวทางการสอบสวนกรณีเงินสดจำนวน 12 ล้านบาท ซึ่งถูกพบในลังพลาสติกบริเวณจุดทิ้งขยะหน้าลิฟต์ ชั้น 4 อาคาร P2 คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งในเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา
การประชุมมีผู้แทนระดับสูงจากทั้งสามหน่วยงานเข้าร่วม อาทิ นายสุขสันต์ ประสาระเอ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. และนางสาวอรณิช สุขบาล ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงาน ป.ป.ท. โดยได้หารือแนวทางบูรณาการข้อมูลเพื่อเร่งคลี่คลายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว
พล.ต.ต.ประสงค์ เปิดเผยว่า แนวทางสอบสวนของ บก.ปปป. จะดำเนินไปพร้อมกับการสอบสวนของ สภ.ปากเกร็ด ซึ่งเป็นเจ้าของคดีในชั้นต้น โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบทางเทคนิค เช่น การติดตามเส้นทางการเงิน การเก็บตัวอย่าง DNA จากธนบัตร การตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงการวิเคราะห์บทบาทหน้าที่ของนายทวีวัฒน์ เส้งแก้ว ซึ่งระบุว่าเป็นเจ้าของเงิน และดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาในสำนักงาน กสทช.
ด้านนายสุขสันต์ ระบุว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างรอผลสอบสวนเบื้องต้นจากตำรวจภูธรภาค 1 และ สภ.ปากเกร็ด ซึ่งจะนำมาใช้ประกอบการพิจารณา หากพบว่าเงินจำนวนดังกล่าวมีแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะเข้าสู่กระบวนการไต่สวนอย่างเป็นทางการทันที
“หากเงินได้มาโดยสุจริต ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากพบว่าได้มาโดยมิชอบ ป.ป.ช. มีอำนาจตรวจสอบเชิงลึก รวมถึงการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องโดยไม่มีข้อยกเว้น” นายสุขสันต์กล่าว พร้อมย้ำว่า แม้บุคคลนั้นจะดำรงตำแหน่งภายใน ป.ป.ช. เอง ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายเช่นกัน
สำหรับกระแสข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสดเพิ่มเติมอีก 3 ล้านบาทในช่วงสองวันที่ผ่านมา นายสุขสันต์ระบุว่า อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของตำรวจภูธรภาค 1 โดยบทบาทของ ป.ป.ช. คือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกด้านการเงิน และประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง
ทั้งนี้ หน่วยงาน “สามปอ” ได้แก่ ป.ป.ช., ป.ป.ท. และ บก.ปปป. ได้ร่วมจัดตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามข้อมูลจากตำรวจภูธรภาค 1 และเตรียมลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยเน้นว่า คดีนี้ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนเพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ครอบคลุม และรอบด้าน
เมื่อสอบถามถึงแนวโน้มว่าเงินสดที่พบอาจได้มาโดยสุจริตหรือไม่ นายสุขสันต์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด ต้องรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ส่วนการตรวจสอบรายชื่อบุคคลหรือหน่วยงานที่อาจเกี่ยวข้องนั้น นายสุขสันต์ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการจากตำรวจ ข้อมูลด้านสถานะบุคคลจะต้องได้รับการประสานตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันรวบรวมและตรวจสอบให้ครบถ้วน
นายสุขสันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบเจ้าหน้าที่รัฐจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ก็จะเข้าข่ายความผิดทางอาญา และหากเป็นข้าราชการ ก็จะมีความผิดทางวินัยควบคู่กันไป อย่างไรก็ตาม หากไม่มีมูลความผิด ป.ป.ช. พร้อมให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้ชี้แจงตามกระบวนการที่ถูกต้อง
“การตรวจสอบครั้งนี้อาจไม่จบแค่ตัวเลข 12 ล้านบาท เพราะเส้นทางการเงินมีความซับซ้อนและอาจเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นอีกมาก จึงจำเป็นต้องทำงานแบบบูรณาการ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ทุกขั้นตอนตรวจสอบจะโปร่งใสและเป็นธรรม” นายสุขสันต์ กล่าว