โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้า หั่นจีดีปีนี้เหลือ1.7% พร้อมเปิดผลกระทบจากสารพัดปัจจัยเสี่ยงฉุด ศก.ไทย

Khaosod

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 06.15 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 06.15 น.

ม.หอการค้ไทย หั่นจีดีพีปีนี้เหลือ1.7 % หลังปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า พร้อมจับตาเสถียรภาพรัฐบาล-ขัดแย้งกัมพูชา หากนายกยุบสภาอาจกดจีดีพีปีนี้โตแค่ 0.9%

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยเปิดเผยว่า ม.หอการค้าได้ปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจปี 2568 ลงจาก 3% เหลือ1.7% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ได้แก่ กำแพงภาษีจากสหรัฐฯ, ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน, ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา,เสถียรภาพรัฐบาล

รวมทั้งการผลิตภาคอุตสาหกรรมฟื้นช้า อัตรากำลังการผลิตยังต่ำที่ระดับ 65.1% ,การลงทุนภาคเอกชนติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่4 ,การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังเสี่ยงลดลง เพราะสหรัฐได้เร่งนำเข้าไปล่วงหน้าไปในช่วง ครึ่งปีแรกแล้ว ,นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และยังคาดการณ์ว่าหนี้ครัวเรือต่อจีดีพีจะปรับสูงขึ้น เป็น 87.4 %

“เป้าจีดีพีใหม่ที่ 1.7% นั้นเราประเมินภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แย่นัก คือสหรัฐอาจประกาศภาษีไทยไม่สูงนักราว 15-20% ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอล และชายแดนกัมพูชาคลี่ลายได้เร็ว รวมทั้งนายกรัฐมนตรีสามารถอยู่ได้จบครบวาระ ทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพและสามารถเบิกจ่ายงบได้50% ขณะที่การส่งออกทั้งปีเติบโตเป็นอัตราบวก2.5%”

นายธนวรรน์กล่าวว่า จีดีพีปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะผัวผวนจากเป้าหมาย 1.7% โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี 1.กรณีที่แย่ที่สุด คือจีดีพีอาตโตลดลงเหลือเพียง 0.9% หากการเมืองไทยไร้สเถียรภาพ โดยนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้แค่ 25% , สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีไทยในอัตรา 25-30% และชายแดนกัมพูชาตรึงเครียดจนต้องปิดด่าน 100% ตลอดปีนี้

และ2.กรณีที่ดีที่สุด คาดว่าจีดีพีปีนี้อาจจะเติบโตได้ 2.3% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของม.หอการค้าไทย โดยกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้นั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องอยู่บริหารประเทศจนถึงสิ้นปีนี้ทำให้สามารถเบอกจ่ายงบประมาณได้ 75% สหรัฐประกาศเก็บภาษีไทยเพียง 10% รวมทั้งความขัดแย้งไทย- กัมพูชา และสงคราม อิสราเอล อิหร่าน จบลงเร็ว

ทั้งนี้เพื่อควบคุมไม่ให้เศรษฐกิจไทยผันผวนมาก รัฐบาลจะต้อง เร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ, เร่งรัดการเบิกจ่ายงบ, ปลดล็อกการให้สินเชื่อเพราะขณะนี้คือสินเชื่อขยายตัวต่ำกว่าเงินฝาก เนื่องจากธนาคารเข้มงวดการปล่อยกู้ ดังนั้นธนาคารแห่งประเทศไทยควรจะหารือร่วมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อผ่อนเกณฑ์การให้สินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านและรถ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินต่อได้ , แก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนและการ กระตุ้นการลงทุนเอกชน

นายธนวรรธน์กล่าวต่อถึงผลกระทบของแต่ละปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อจีดีพีไทยว่า กรณีความขัดแย้งไทยกัมพูชา หากสถานการ์คลี่คลายเร็วภายใน 1 เดือน การส่งออกไทยจะหายไป 11,659 ล้านบาท ฉุดให้จีดีพีไทยลดลง 0.06% แต่หากขัดแย้งรุนแรง มีการปิดด่านจนถึงสิ้นปีนี้ การส่งออกไทยจะหายไป 69,952 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.38 %

ส่วนกรณีคลิปเสียงหลุดของนายกรัฐมนตรี ได้ประเมิณผลกระทบเป็น3กรณี คือ1.หากนายกอยู่ต่อตลอดทั้งปี ใช้งบประมาณได้ต่อเนื่อง และสามารถผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ได้ จะทำให้จีดีพี ลดลง 0.06% 2.มีนายกคนใหม่พรรคแกนนำเดิม อาจทำให้งบปี 2569 อาจล่าช้าออกไป 2-3 เดือน จีดีพีอาจลดลง 0.20% และ3.นายกฯยุบสภา อาจทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้า 3-6 เดือน ต้องเริ่มขบวนการงบประมาณปี2569ใหม่ คาดว่าจีดีพีลดลง 0.66%

ส่วนกรณีสงคราม อิหร่าน-อิสราเอล แบ่งออกเป็น 3 กรณีเช่นกัน 1.ความขัดแย้งคลี่คลายได้เร็ว จะทำให้จีดีพีลดลง 0.07% 2.ความขัดแย้งยืดเยื้อระดับปานกลาง จีดีพีลดลง 0.59 %และ3.ความขัดแย้งบานปลายและรุนแรง อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซและเกิด สงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค คาดว่าจะทำให้จีดีพีไทยปรับลดลง 1.07%

ส่วนกรณีการเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐ แบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ 1.จัดเก็บอัตรา 10%จะกระทบส่งออก 74,055 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง 0.40% 2.จัดเก็บภาษี 15-20% กระทบส่งออก131,806 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลง 0.71% และ3.จัดเก็บภาษี 25-30% กระทบส่งออก201,860 ล้านบาท ฉุดจีดีพีลดลง1.09 %

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอการค้า หั่นจีดีปีนี้เหลือ1.7% พร้อมเปิดผลกระทบจากสารพัดปัจจัยเสี่ยงฉุด ศก.ไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...