โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปมขัดแย้งไทย-กัมพูชา ลามวิกฤติศรัทธารัฐบาล ลากเศรษฐกิจลงเหว

Thairath Money

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 12.20 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 12.20 น.
ภาพไฮไลต์

ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ณ วันนี้ มาไกลเกินกว่าจะจบลงง่าย ๆ สร้างความสั่นคลอนในเสถียรภาพของรัฐบาล ซ้ำเติมปัญหาบ้านเมืองให้เข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกครั้ง!!

หลังจาก “อังเคิลฮุน เซน” ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ปล่อยคลิปเสียงการสนทนาของตนเองกับนายกรัฐมนตรีไทย “แพทองธาร ชินวัตร” เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทดินแดนระหว่างกัน

ที่ทำให้คนไทยตาสว่าง!! เห็นพฤติกรรมนายกฯ ไทยที่ยอมสิโรราบ พร้อมทำทุกอย่างตามที่ “อังเคิล” ขอ และผลัก “ทหารไทย” ไปเป็นฝ่ายตรงข้าม ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในตัวนายกฯ และรัฐบาล

นำมาซึ่งความปั่นป่วนทางการเมืองในประเทศ เพราะ “พรรคภูมิใจไทย” ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันที ขณะที่พรรคร่วมอื่น ๆ ได้ทีต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างหนัก

ส่วนภาคประชาชน ภายใต้ชื่อกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน” รุกหนัก เชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันขับไล่นายกฯ วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และผ่านสื่อโซเชียล

ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ลงชื่อยื่นคำร้องถอดถอนนายกฯ ต่อองค์กรต่าง ๆ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฯลฯ

เนื่องจากขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันที่ 1 ก.ค.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา จะรับคำร้องหรือไม่ หรือหากรับคำร้องแล้ว จะพิจารณาอย่างไร นายกฯ จะอยู่ต่อหรือพอแค่นี้??

ด้านนักวิชาการก็ลงชื่อถวายฎีกา เพื่อพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยแก้ไขวิกฤติบ้านเมือง ยังไม่นับรวมนักร้องขาประจำ ที่ยื่นเรื่องต่อองค์กรต่าง ๆ เพื่อถอดถอนนายกฯ และแจ้งความดำเนินคดีอาญา เพราะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เสถียรภาพของรัฐบาล และตัวนายกฯ แทบไม่เหลือ และยังไม่รู้ชะตากรรม!!

และจากคลิปเสียงหลุดนี้เอง ทำให้รัฐบาลยอมฟังเสียงฝ่ายความมั่นคง ยกระดับการกดดันกัมพูชาอย่างเข้มข้นขึ้น พร้อมปิดด่านชายแดนทั้งหมด นอกเหนือจากก่อนหน้านี้ตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ตัดไฟไปแล้ว

ส่งผลให้กัมพูชายิ่งเดือดจัด เพราะคนไทยไม่สามารถข้ามไปเล่นการพนันที่บ่อนตามตะเข็บชายแดนได้ และน่าจะทำให้การทำงานของ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” สะดุด รายได้จากกาสิโน และธุรกิจสีเทาตามแนวชายแดนมูลค่ามหาศาล ถูกท้าทาย

“อังเคิล” ขู่จะปล่อยคลิปนักการเมืองไทยคนอื่น ๆ อีก และแฉซ้ำ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ของไทยไม่ได้ป่วยจริง และยังหมิ่นเบื้องสูง อีกทั้งยังมีการปลุกระดมต่อต้านสินค้าไทยต่อเนื่อง ออกข่าวโจมตีไทยไม่เว้นวัน คนเขมรก็พากันไปร้องรำทำเพลงที่ปราสาทตาเมือนทม ปราสาทตาควายในแผ่นดินไทย และยังบุกเขตหวงห้าม เพื่อยั่วยุทหารไทยอีก

สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กระทบต่อวิถีชีวิตของคนทั้ง 2 ฝั่ง กระทบการค้าขายของประชาชน และธุรกิจรายย่อย รวมถึงการส่งออก-นำเข้าของธุรกิจรายใหญ่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งกับกัมพูชา ผนวกกับความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล และนายกฯ ที่ทำให้คนไทย นักธุรกิจไทย และต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่น Wait and See ไม่บริโภค ไม่ลงทุน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ที่ย่ำแย่ จนแทบจะไร้หนทางเยียวยาอยู่แล้ว ให้หนักหนาสาหัสมากขึ้นอีก!!

ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ประเมินผลกระทบของ “คลิปเสียงหลุด” ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยเป็น 3 กรณี ได้แก่

1. หากนายกฯ อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อตลอดทั้งปีนี้ แม้มีการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อ ผู้บริโภคและภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่น ชะลอใช้จ่าย ชะลอลงทุน แต่รัฐบาลจะสามารถใช้งบประมาณได้ต่อเนื่อง และผ่านแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 115,375 ล้านบาทได้ ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ ลดลงเพียง 0.06%

2. มีนายกฯ คนใหม่ภายใต้พรรคแกนนำเดิม อาจทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ล่าช้าออกไป และการพิจารณางบประมาณปี 69 ล่าช้าไปอีก 2-3 เดือน ขณะที่นักลงทุนชะลอลงทุน รอดูความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะทำให้จีดีพีปีนี้ลดลง 0.20%

3. นายกฯ ยุบสภา อาจทำให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าไป 3-6 เดือน ต้องเริ่มขบวนการจัดทำงบประมาณปี 69 ใหม่ นักลงทุนชะลอลงทุน ทำให้การลงทุนเอกชนหดตัวต่อเนื่อง และจีดีพีจะลดลงได้ถึง 0.66%

ประกอบกับเศรษฐกิจไทยมีปัจจัยเสี่ยงเดิมที่ยังไม่คลี่คลาย ทั้งกรณีภาษีสหรัฐฯ ที่หากสุดท้ายแล้ว เก็บภาษีไทย 10-30% อาจทำให้มูลค่าส่งออกปีนี้หายไป 74,055-201,860 ล้านบาท และจีดีพีลดลงถึง 0.40-1.09%

รวมถึงกรณีสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ที่หากคลี่คลายเร็ว จีดีพีไทยลดลง 0.07% แต่หากยืดเยื้อ และกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค จีดีพีจะดิ่งลงได้ถึง 1.07%

ดังนั้น ศูนย์ฯ จึงปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ใหม่ เหลือเติบโตเพียง 1.7% จากเมื่อเดือนพ.ย. 67 ที่คาดขยายตัว 3.0% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่ไม่แย่มากนัก ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ, ความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่าน, ความตึงเครียดไทย-กัมพูชา และเสถียรภาพของรัฐบาล

แต่หากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดแย่ลง โดยนายกฯ ยุบสภา การเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ 25% ในปีนี้ สหรัฐฯ เก็บภาษี 25-30% และปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา 100% ตลอดปีนี้ มีโอกาสที่จีดีพีโตได้ 0.9% เท่านั้น

ในทางกลับกัน หากปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างดีหมด ทั้งนายกฯ อยู่ต่อจนถึงสิ้นปีนี้ ทำให้เบิกจ่ายงบได้ 75% ในปีนี้ สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 10% รวมถึงขัดแย้งไทย-กัมพูชา และอิสราเอล-อิหร่าน จบเร็ว จีดีพีปีนี้อาจโตได้ 2.3%

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากจะบอกว่า คนไทยฝากความหวังไว้ที่ “รัฐบาล” ในการกู้วิกฤติเศรษฐกิจประเทศ เพราะที่ผ่านมา เห็น ๆ กันอยู่ว่า รัฐบาลนี้ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ของบ้านเมืองได้

คนไทยได้เห็นแต่ภาพการ “หาผลประโยชน์” ของนักการเมือง การแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่เกิดขึ้นจริงจัง ประเทศไทยยังคงล้าหลัง คนไทยยังคง “จนดักดาน” ไม่ต่างจากภาพของกัมพูชา ที่ชนชั้นผู้นำทางการเมืองรวยล้นฟ้า แต่ประชาชนอดอยาก เศรษฐกิจตกต่ำ

อย่างไรก็ดี ต้องฝากให้นักการเมือง เร่งจบทุกปัญหา กู้วิกฤติเศรษฐกิจ กู้วิกฤติศรัทธาจากประชาชน กู้วิกฤติบ้านเมืองโดยเร็ว โดยเฉพาะจบปัญหากับกัมพูชา และอย่าเอาผลประโยชน์ของชาติไปแลกกับผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง จนประเทศพัง

ประเทศนี้ ไม่ใช่ของนักการเมืองกลุ่มเดียว ยังมีคนไทยทั้งประเทศที่พร้อมลุกขึ้นมาทวงคืนประเทศไทย!!

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...