โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐติดหล่มเยียวยาโควิด 'ซีพี – โทลล์เวย์ - คิงเพาเวอร์'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 03.54 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 23.48 น.

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้ในด้านสาธารณสุขจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ประกอบกับประชาชนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และป้องกันตัวเองจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวได้เป็นอย่างดี แต่ในด้านของเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าวันนี้ยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

อย่างไรก็ดี เมื่อการเดินทางยังไม่ฟื้นตัว ธุรกิจด้านคมนาคมที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทาง ยังคงได้รับผลกระทบในด้านรายได้ที่ไม่เป็นไปตามผลการศึกษาคาดการณ์ไว้ ปริมาณการเดินทางและรายได้ยังไม่กลับมาเติบโตตามคาด ส่งผลเสียต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของโครงการที่เอกชนร่วมลงทุนรัฐ (พีพีพี) และสัญญาสัมปทานต่างๆ ระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งมักมีเงื่อนไขเปิดกว้างให้เอกชนสามารถเจรจารับการเยียวยาจากเหตุสุดวิสัยได้

จากเงื่อนไขดังกล่าวทำให้ปัจจุบันพบว่าเอกชนยังคงทยอยยื่นขอรับการเยียวยาจากภาครัฐ แม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิดจะไม่รุนแรงเทียบเท่าปี 2562 แต่ยื่นขอใช้สิทธิผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้น และขอให้ภาครัฐพิจารณาการเยียวยาทั้งในรูปแบบปรับแก้สัญญาสัมปทาน และการเยียวยาชดเชยรายได้ ซึ่งจากการตรวจสอบขณะนี้พบว่ามี 3 บริษัทใหญ่ที่กำลังเจรจาขอเยียวยาจากรัฐ ประกอบด้วย

บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด (กลุ่มซีพี) คู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา)

โดยเอกชนขอให้ภาครัฐออกมาตรการเยียวยาผลกระทบที่ทำให้ผู้โดยสารแอร์พอร์ตเรลลิงก์ลดลง และมีผลต่อประมาณการณ์ผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูง ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการเยียวยาเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2564 และนำมาสู่การเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนถึงปัจจุบัน ซึ่งเอกชนเสนอขอแก้ไขสัญญา 5 ประเด็น และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนอัยการสูงสุดพิจารณา

อย่างไรก็ดี สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) คาดว่าจะได้รับความเห็นจากอัยการสูงสุดภายในเดือน มิ.ย.นี้ และเมื่อได้รับการพิจารณาแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ภายในเดือน ส.ค.2569 พร้อมยืนยันว่าขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เคลียร์พื้นที่พร้อมส่งมอบให้เอกชนคู่สัญญา เหลือเพียงการแก้ไขสัญญา 5 ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับข้อเสนอการแก้ไขสัญญาร่วมทุน

สำหรับผลของการเจรจาแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน 5 ประเด็น ประกอบด้วย

1.วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิมเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง รัฐแบ่งจ่าย 149,650 ล้านบาท ปรับเป็นลักษณะสร้างไปจ่ายไป โดยรัฐจ่ายเงินสนับสนุนเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานที่ รฟท.ตรวจรับ วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ เอกชนต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมรวมเป็น 160,000 ล้านบาท เพื่อรับประกันว่าจะก่อสร้างและเปิดบริการภายใน 5 ปี โดยกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของรัฐทันทีตามงวดการจ่ายเงิน สำหรับการวางหลักประกันนั้น เอกชนยังไม่ต้องวางหลักประกันทันทีที่ลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน โดยใช้เวลาหาหลักประกันได้แต่เมื่อต้องการเบิกรับเงินสนับสนุนต้องวางหลักประกันทันที

2.กำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ โดยให้เอกชนแบ่งชำระค่าสิทธิ 10,671 ล้านบาท เป็น 7 งวด เป็นรายปี จำนวนเท่ากัน โดยต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา ในการนี้เอกชนต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่นที่ รฟท.ต้องรับภาระ

3.กำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดอย่างมีนัยสําคัญ และทำให้เอกชนได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกิน 5.52% รฟท.มีสิทธิเรียกให้เอกชนชําระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ ตามจำนวนที่จะตกลงกัน

4.การยกเว้นเงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) โดยให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกข้อตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ เพื่อให้ รฟท.ออก NTP ได้ทันทีเมื่อลงนามสัญญาที่แก้ไขตามหลักการทั้งหมด

5.การป้องกันปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในโครงการอื่น

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) หรือ DMT ผู้รับสัมปทานโครงการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์

โดยเอกชนได้แจ้งกรมทางหลวงคู่สัญญา เพื่อขอมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระหว่างปี 2563-2564 เนื่องจากสูญเสียด้านการจราจรและรายได้ ช่วงวันที่ 26 มี.ค.2563-30 ก.ย.2565 เป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน สูญเสียปริมาณจราจรของทางหลวงสัมปทานทั้งสองตอน รวม 63.80 ล้านคัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทางที่เสีย 4,297 ล้านบาท คิดเป็นผลเสียต่อฐานะการเงินบริษัท 2,307 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีเอกชนได้ดำเนินการขอมาตรการเยียวยา ซึ่งเป็นไปตามสัญญาที่ระบุให้มีการเจรจาในกรณีเหตุสุดวิสัยกระทบต่อผลการดำเนินการ โดยขณะนี้ทาง DMT ได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อขอเงินเยียวยาเนื่องจากเป็นผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัท และยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐ ขณะที่กรมทางหลวงแย้งตัวเลขความเสียหาย และอยู่ระหว่างจ้างที่ปรึกษาเพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ผู้รับสัมปทานร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ในสนามบิน 5 แห่ง

กรณีการขอเยียวยาจากภาครัฐ อ้างอิงผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคโควิด และการฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสารไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ส่งผลให้คิงเพาเวอร์ ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องมาตั้งแต่เดือน ส.ค.2567 ซึ่งทำหนังสือถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ขอเลื่อนจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ หลังจากมีหนี้ค้างจ่าย ทอท.ข้อมูล เดือน ก.พ.2568 วงเงิน 4,000 ล้านบาท

โดยจากผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้ล่าสุดคิงเพาเวอร์ ได้ทำหนังสือถึง ทอท. อีกครั้ง เพื่อขอพิจารณายกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี 3 สัญญา ได้แก่ สัญญาสนามบินสุวรรณภูมิ สัญญาสนามบินดอนเมือง และสัญญาสนามบินในภูมิภาค ประกอบด้วย ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ โดยระบุสาเหตุจาก 7 ประเด็นสำคัญที่กระทบต่อธุรกิจ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย

1.การยุติการดำเนินการร้านค้าปลอดภาษีขาเข้า ตามนโยบายภาครัฐ ทำให้สูญเสียโอกาสการสร้างรายได้

2.การลดภาษีสินค้าประเภทแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้ยอดขายสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

3.การขอคืนพื้นที่ประกอบกิจการภายในอาคารผู้โดยสารของ ทอท. เพื่อปรับปรุงบริการผู้โดยสาร

4.มาตรการเชิงรุกของรัฐที่ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง

5.สถานการณ์ภายในประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาลดลง

6.การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้จำนวนผู้โดยสารเป็นศูนย์ในช่วงที่ผ่านมา

7.สถานการณ์สงคราม และความชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ และการเดินทางระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ คิงเพาเวอร์ ชี้ว่า ทอท.วิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้ในมุมมองของตนเองฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแท้จริง ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และต้องการให้ ทอท.วิเคราะห์ และเจรจาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระยะยาว จึงเป็นที่มาให้ ทอท.เตรียมจ้างที่ปรึกษา และสถาบันการศึกษาของรัฐ เพื่อเป็นตัวกลางในการศึกษาผลกระทบและมาตรการที่เหมาะสมต่อการแก้ไขปัญหานี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 60 วัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...