โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“เอกนัฏ” ย้ำมาตรการอ้อยสด 120 บาทได้ผลจริง ลดการเผาเหลือเพียง 14%

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 09.56 น.

“เอกนัฏ” ย้ำมาตรการอ้อยสด 120 บาทได้ผลจริง ลดการเผาเหลือเพียง 14% เตรียมปรับแนวทางใหม่ หวังขับเคลื่อนเกษตรกรรมด้วยนวัตกรรมและคุณค่ายั่งยืน

วันที่ 29 พ.ค. 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ลุกขึ้นอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกล่าวถึงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยสด

โดยนายเอกนัฏ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่ให้ความห่วงใยและติดตามในประเด็นดังกล่าว พร้อมชี้แจงกรณีที่มีการพาดพิงถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งในขณะนี้กำลังปฏิบัติภารกิจในประเทศจีน ตามคำเชิญของสภาหอการค้าจีน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายใหม่ที่จะส่งเสริมการติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือที่เรียกว่า “โซลาร์ภาคประชาชน” ซึ่งถือเป็นแนวทางการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อจัดหาอุปกรณ์คุณภาพดีในราคาย่อมเยา เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ หากมีประเด็นใดที่สามารถชี้แจงแทนได้ นายเอกนัฏยินดีตอบแทน และจะดำเนินการชี้แจงด้วยตนเองในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้อง

สำหรับกรณีเงินช่วยเหลืออ้อยสด 120 บาท นายเอกนัฏชี้แจงว่า พืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในความดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่กรณีอ้อยนั้นมี พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะในการกำกับดูแล ทั้งในส่วนของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และโรงงานน้ำตาล

“ผมมองว่าการบริหารจัดการในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร ควรเป็นการดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และเมื่อเกิดประโยชน์แล้ว ต้องมีการแบ่งปันอย่างเป็นธรรมทั้งฝั่งเกษตรกรและโรงงาน”

มาตรการช่วยเหลือเงินตันละ 120 บาท ถือเป็นมาตรการชั่วคราว ที่เคยประกาศใช้มาแล้วต่อเนื่อง 3 ปี มีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้เกษตรกรลดการเผาอ้อย และหันมาตัดอ้อยสดแทน ซึ่งจากผลการดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า อัตราการเผาอ้อยลดลงจาก 60% เหลือเพียง 30% ถือเป็นความสำเร็จที่เห็นได้ชัดเจน

“อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่ายังไม่เพียงพอ และเราควรหยุดใช้แนวทางการแก้ปัญหาด้วยการแจกเงินเพียงอย่างเดียว เราต้องคิดหามาตรการใหม่ ๆ ที่ไม่อาศัยแต่การอุดหนุนเงินสดเท่านั้น”

ในฤดูกาลที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้ใช้มาตรการอื่นควบคู่กัน โดยมีการสื่อสารกับเกษตรกรล่วงหน้าก่อนฤดูเก็บเกี่ยว มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และในฐานะรัฐมนตรีฯ ยังให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปัญหา PM2.5 จากการเผาอ้อย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชน

รัฐบาลในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเสริมเพิ่มเติม โดยนอกจากเงินช่วยเหลือ ยังมีการชดเชยค่าใช้จ่ายในการตัดและรวบรวมใบอ้อย เพื่อนำไปใช้ผลิตไฟฟ้าในโรงงานน้ำตาล ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อเปิดโควตารับซื้อไฟฟ้าจากเกษตรกร เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเหลือใช้

“ทุกอย่างต้องใช้เวลา หากสำเร็จ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะไม่เพียงแค่ลด PM2.5 แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า ไม่ใช่เพียงตัวเงิน ค่าไฟไม่เพิ่ม ฝุ่นไม่พุ่ง เกษตรกรยังมีรายได้เพิ่มจากการขายใบอ้อย”

ในปีนี้ รัฐบาลสามารถลดพื้นที่การเผาในที่โล่งได้กว่า 1.5 – 1.6 ล้านไร่ ซึ่งถือเป็นการเซฟอากาศบริสุทธิ์ให้กับประชาชนจำนวนมาก

นายเอกนัฏ ยังระบุว่า สิ่งที่ควรดำเนินการต่อคือการผลิต “น้ำตาลคุณภาพพิเศษ” หรือ “น้ำตาลสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระบวนการผลิตต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางอย่างยั่งยืน เช่น ไม่เผาอ้อย ควรได้รับการสนับสนุนในราคาพิเศษ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลกในด้านความยั่งยืนทางอุตสาหกรรม

“หากเราทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบของการสร้างมูลค่าให้ภาคเกษตรผ่านอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่การแจกเงินเปล่า แต่คือการสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง”

สุดท้าย นายเอกนัฏมั่นใจว่า ในปีถัดไป แนวโน้มการเผาอ้อยจะลดลงต่อเนื่อง โดยปีนี้ถือเป็นปีที่การเผาอ้อยต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหลือเพียง 14% และหากสามารถรักษาระดับนี้ไว้ได้ จะถือเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนของประเทศ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...