โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไขข้อสงสัย! ปวดประจำเดือนแบบไหนควรไปหาหมอ พร้อมแนวทางรักษาเบื้องต้น

INN News

อัพเดต 24 ก.ค. 2568 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 01.57 น. • INN News

อาการปวดประจำเดือนเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ โดยทั่วไปมักมาพร้อมกับอาการไม่สบายตัวในช่วงมีรอบเดือน หลายคนจึงพึ่งพาวิธีบรรเทาด้วยการกินยาแก้ปวด ใช้แผ่นประคบร้อน หรือใช้ถุงน้ำร้อน ซึ่งหากอาการดีขึ้น ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของการปวดประจำเดือน

แต่ถ้าคุณเริ่มมีอาการปวดที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การกินยาก็ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเท่าเดิม อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพบางอย่าง ที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

สัญญาณเตือนปวดประจำเดือนแบบผิดปกติ!

อาการปวดที่เกิดจากโรคหรือภาวะแทรกซ้อนทางการแพทย์ เราเรียกว่า “ปวดประจำเดือนทุติยภูมิ” มักมีสาเหตุจากภาวะ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกในมดลูก หรือโรคกระดูกเชิงกรานอักเสบ ซึ่งถ้าคุณมีอาการปวดแบบผิดปกติเหล่านี้ แนะนำให้รีบพบแพทย์ ได้แก่:

  • ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน ช่วงแรกอาจสามารถทนความเจ็บปวดได้ แต่อาการปวดนี้กลับทวีคูณขึ้นกว่าเดิม

  • ต้องกินยาแก้ปวดมากกว่าวันละ 1 ครั้ง หรือถึงขั้นฉีดยา

  • ปวดท้องพร้อมรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระแบบเร่งด่วน แต่ไม่มีอะไรออกมา

  • ปวดเฉพาะบริเวณท้องน้อยสองข้าง ลามไปยังช่องคลอดหรือขา

  • นอกจากอาการปวดประจำเดือนแล้ว มีเลือดออกเป็นระยะ ๆ หรือมากเกินไป ในบางกรณีอาจเกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้งภายใน 1 เดือน

  • มีอาการปวดท้องในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์เสมอ

แนวทางการรักษาอาการปวดประจำเดือน

เป้าหมายของการรักษาคือ ลดอาการเจ็บจากการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก และลดการกระตุ้นของเส้นประสาทความเจ็บปวด โดยวิธีการรักษามีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

  • การใช้ยาฮอร์โมน การใช้ฮอร์โมนช่วยยับยั้งการตกไข่ และลดการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยอาจอยู่ในรูปแบบของยาคุมกำเนิดแบบเม็ด แผ่นแปะ หรือห่วงอนามัย ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้มากถึง 80%

  • ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) เป็นตัวเลือกอันดับแรกที่แพทย์มักแนะนำ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือเมเฟนามิคแอซิด ควรเริ่มกินก่อนมีประจำเดือน 1–2 วัน และกินตามเวลาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมการอักเสบและบรรเทาอาการปวด

  • การรักษาทางเลือกเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใช้ยา เช่น

  • การฝังเข็ม

  • ประคบร้อน

  • การออกกำลังกาย โยคะ

  • การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้า (TENS)

  • อาหารเสริม เช่น วิตามินอี หรือสารสกัดจากขิง

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

สำหรับวัยรุ่นที่เพิ่งเริ่มมีประจำเดือนในช่วง 2 ปีแรก การปวดประจำเดือนส่วนใหญ่มักเป็นแบบปฐมภูมิ ซึ่งสามารถจัดการได้ด้วยยาแก้อักเสบทั่วไป หากอาการดีขึ้นหลังใช้ยา ก็ไม่น่ากังวล

อย่างไรก็ตาม หากอาการยังคงรุนแรง หรือมีแนวโน้มแย่ลง แนะนำให้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สรุปส่งท้าย

แม้อาการปวดประจำเดือนจะเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงหลายคน แต่หากความเจ็บปวดเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต หรือทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรอย่ามองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ หมั่นสังเกตร่างกายตัวเอง และไม่ลังเลที่จะปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ หากใครที่ชื่นชอบคอนเทนต์ที่ให้ทั้งสาระและความรู้แบบนี้ ติดตามต่อได้ที่ iNN Lifestyle

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...