โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (12) สงครามที่โหดร้ายและเหนื่อยล้า

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 03.04 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 03.04 น.

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (12)

สงครามที่โหดร้ายและเหนื่อยล้า

“แทนที่จะมีการรบแตกหักด้วยการดำเนินกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว สงครามทอนกำลังมุ่งเป้าในการทำลายกำลังข้าศึก และขีดความสามารถในการสร้างอำนาจทางทหารใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสภาพของเราไว้ให้ได้”

Lt. Col. (Retd) Alex Vershinin

The Attritional Art of War (2024)

สงครามยูเครนนับจากกุมภาพันธ์ 2022 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนั้น ปรากฏชัดถึงความเป็น “สงครามทอนกำลัง” ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ รูปการณ์ของสงครามจึงมีลักษณะของการรบในแบบที่ให้เกิดสภาวะของการกัดเซาะอำนาจกำลังรบของฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด อันอาจสรุปในภาพรวมได้ว่า “รบหนัก-รบยาว-รบต่อเนื่อง-ไม่รบแตกหัก” ซึ่งแน่นอนว่าสงครามในรูปลักษณ์เช่นนี้มีความโหดร้ายในการทำลายชีวิต และทรัพย์สินของผู้คนอย่างมาก

คุณลักษณะของสงครามเช่นนี้ในอีกด้านจึงสะท้อนผ่านความสูญเสียของรัฐคู่พิพาท หรืออาจกล่าวสรุปในภาพรวมได้ว่า “รบไม่หยุด-ตายไม่หยุด” จนอาจต้องยอมรับว่ายูเครนเป็นสนามรบที่นองเลือดที่สุดชุดหนึ่งของสงครามสมัยใหม่ในเวทีโลก หรือที่เรามักกล่าวเสมอว่าสงครามยูเครนเป็นสงครามใหญ่และรุนแรงมากที่สุดของรัฐยุโรปนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา

แต่วันนี้เราอาจต้องกล่าวในอีกระดับหนึ่งว่า สงครามชุดนี้เป็นสงครามใหญ่ที่สุดของโลกชุดหนึ่งที่เรากำลังเห็นในศตวรรษที่ 21

อำนาจกำลังพลเชิงปริมาณ

ความสูญเสียของทหารในแนวรบเป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญของสงครามทอนกำลัง ดังจะเห็นว่า ปกติแล้วรัฐบาลยูเครนจะหลีกเลี่ยงอย่างมากที่จะกล่าวถึงความสูญเสียของฝ่ายตน แต่ในเดือนธันวาคม 2024 ดูจะเป็นครั้งแรกที่เราเห็นประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวยอมรับว่า ในช่วง 3 ปีของสงคราม (2022-2024) นั้น กองทัพยูเครนมีทหารเสียชีวิตประมาณ 43,000 นาย และบาดเจ็บอีกประมาณ 370,000 นาย หรือกองทัพยูเครนสูญเสียรวม 413,000 นาย (ไม่นับรวมตัวเลขของทหารที่สูญหายในสงคราม) หรือคิดเป็นตัวเลขในเชิงภาพรวมได้ว่า ยูเครนสูญเสียทหารปีละประมาณ 1 แสน 3 หมื่นกว่านาย (ตายและบาดเจ็บ)

จำนวนดังกล่าวต้องถือว่าเป็นตัวเลขความสูญเสียที่สูงมาก เพราะยูเครนไม่ได้มีกองทัพขนาดใหญ่ หรือมีประชากรเป็นจำนวนมากที่จะเป็นฐานปริมาณคนสำหรับการเกณฑ์กำลังพลในยามสงคราม ซึ่งหากพิจารณาดูจากตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างจำนวนประชากรกับจำนวนทหารในกองทัพยูเครน โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันด้านยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของอังกฤษคือ International Institute for Strategic Studies (IISS)

ดังนี้

ในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาก่อนสงครามนั้น ยูเครนมีประชากรราว 43.95 ล้านคน มีกำลังพลรวมทั้งสิ้น 209,000 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารบก 145,000 นาย ทหารเรือ 11,000 นาย ทหารอากาศ 45,000 นาย ทหารพลร่ม 8,000 นาย หน่วยรบพิเศษ (ไม่มีตัวเลข) และกองกำลังกึ่งทหารอีกราว 88,000 นาย (Military Balance 2019)

ในปี 2022-2023 นั้น กองทัพยูเครนมีการระดมพลใหญ่หลังจากเกิดสงคราม จึงมีตัวเลขกำลังพลมากถึง 688,000 นาย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นทหารบกราว 250,000 นาย ทหารเรือ 13,000 นาย ทหารอากาศ 37,000 นาย ทหารพลร่ม 30,000 นาย หน่วยรบพิเศษ 3,000 นาย และกองกำลังป้องกันดินแดนอีกเป็นจำนวนมากถึง 350,000 นาย หรือที่กล่าวกันว่าการบุกของรัสเซียกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยูเครนสามารถขยายจำนวนกำลังพลของตนได้มากเกือบ 7 แสนนายอย่างไม่น่าเชื่อ (Military Balance 2023)

การขยายจำนวนทหารในกองทัพได้เป็นจำนวนมากเช่นนี้เป็นผลจากการออกกฎหมายเกณฑ์ทหาร และมีการบังคับใช้อย่างเข้มงวด เพราะก่อนหน้าสงครามนั้น กองทัพยูเครนในแต่ละปีจะมีกำลังพลประมาณ 2 แสนนายเท่านั้น หรือก่อนหน้านั้นจะเห็นได้ว่า ก่อนสงครามสักระยะหนึ่งกองทัพยูเครนมีกำลังพลอยู่ประมาณ 1 แสนกว่านาย เช่น ในปี 2009 มีกำลังพลทั้งหมดเพียง 129,925 นาย (Military Balance 2009)

แต่ก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่งว่า การขยายกองทัพอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ก็ส่งผลในด้านกลับคือ มีคนเป็นจำนวนมากที่หนีทหาร ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ การเรียกระดมขนาดใหญ่ในยามสงครามด้วยกฎหมายที่เข้มงวด ย่อมทำให้เกิดการหนีทหาร กองทัพรัสเซียเองก็เผชิญกับปัญหานี้ไม่แตกต่างกัน จนนำไปสู่การใช้ทหารรับจ้างจากภายนอกและภายในประเทศ

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเพียงช่วงสั้นๆ ของสงคราม ยูเครนขยายกำลังได้มากถึงเกือบ 5 แสนนาย และกองทัพบกเพิ่มกำลังพลได้ราว 1 แสนกว่านาย แต่จำนวนประชากรในภาพรวมก็ลดลงทั้งจากการเสียชีวิตและการเป็นผู้อพยพหนีภัยสงคราม ตัวเลขประชากรในปี 2023 จึงมีประมาณ 43.53 ล้านคน

ภาพรวมในปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของสงคราม ตัวเลขกำลังพลของกองทัพยูเครนมีปัญหาอย่างมากในเชิงปริมาณ เพราะตัวเลขกำลังพลรวมมีประมาณ 5-8 แสนนาย ในจำนวนนี้ เป็นทหารบกราว 200,000-350,000 นาย ทหารเรือ 20,000 นาย ทหารอากาศ 37,000 นาย ทหารพลร่ม 40,000 นาย หน่วยรบพิเศษ 3,000 นาย กองกำลังป้องกันดินแดน 200,000-350,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหารอีก 250,000 นาย ซึ่งจะเห็นถึงการขยายจำนวนกำลังพลขนาดใหญ่อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนสำหรับสังคมยูเครน แต่หากหันมาดูตัวเลขประชากรในปี 2024 แล้ว ยูเครนมีคนเหลือประมาณ 34.83 ล้านคน (Military Balance 2024)

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในภาพรวมของปี 2025 กองทัพยูเครนมีกำลังพลทั้งหมดราว 730,000 นาย แยกเป็นทหารบก 500,000 นาย ทหารเรือ 40,000 นาย ทหารอากาศ 35,000 นาย ทหารพลร่ม 45,000 นาย หน่วยรบพิเศษ 5,000 นาย กองกำลังป้องกันดินแดน 100,000 นาย กองกำลังโดรน 5,000 นาย และกองกำลังกึ่งทหารอีกราว 260,000 นาย ซึ่งโดยตัวเลขกำลังพลเช่นนี้ ต้องถือว่ายูเครนมีกองทัพขนาดใหญ่ในยุโรป และตัวเลขประชากรในปี 2025 ยูเครนมีประชาชนประมาณ 35.66 ล้านคน (Military Balance 2025)

ซึ่งน่าสนใจว่าจำนวนประชากรของประเทศขยับเพิ่มขึ้นในปี 2025

ความเป็นจริงที่โหดร้าย

แม้ยูเครนจะสามารถขยายกำลังพลได้เป็นจำนวนมากที่จะใช้ในการยันกับการรุกของรัสเซียก็จริง แต่ความจริงที่โหดร้ายของธรรมชาติสงคราม คือสงครามที่ทอดเวลายาวนานออกไปนั้น ย่อมเป็นปัญหาในตัวเอง กล่าวคือสงครามยิ่งยาวนานออกไปมากเพียงใด ก็ยิ่งมีปัญหามากเพียงนั้น และทำให้ทหารหลักที่มีทักษะและประสบการณ์ในแนวหน้าลดลงตามไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ดังจะเห็นได้ว่า กองทัพเยอรมันและกองทัพญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นบทเรียนที่ดีในกรณีนี้ หรือกองทัพรัสเซียในปัจจุบันก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้น ทุกประเทศในภาวะสงครามจะต้องแก้ปัญหาไม่แตกต่างกัน ด้วยการเกณฑ์ทหารและจัดการฝึกกำลังจากภาคพลเรือน ที่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีประสบการณ์ทางทหารมาก่อนเลย การทำเช่นนี้เพื่อสร้างกำลังพลใหม่ทดแทนต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น

สงครามทอนกำลังจึงมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนคือ การทำลายกำลังของข้าศึกให้ถึงจุดที่ไม่สามารถสร้างการทดแทนให้เกิดขึ้นได้ หรืออัตราการสูญเสียสูงกว่าอัตราการทดแทนใหม่ได้ อันจะส่งผลให้รัฐนั้น ไม่สามารถทำการรบต่อไปได้ และนำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (สงครามทอนกำลังเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องปรากฏในรูปของสงครามตามแบบเท่านั้น สงครามนอกแบบเป็นสงครามทอนกำลังอีกแบบที่ชัดเจน ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐจะอาศัยปฏิบัติการทหารที่สร้างผลในการทอนกำลัง ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียแก่ฝ่ายรัฐอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐแพ้สงครามในที่สุด ซึ่งสงครามก่อความไม่สงบในภาคใต้ไทยถือเป็นตัวอย่างของสงครามทอนกำลังที่สังคมไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันอย่างชัดเจน)

ภายใต้ยุทธศาสตร์ของการทอนกำลัง สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกส่วนคือการทำให้ภาวะ “การสิ้นสภาพ” (exhaustion) อันมีนัยหมายถึงการทำให้รัฐเกิดสภาพของความเหนื่อยล้า ความอ่อนแรง จนหมดสภาพไป ซึ่งการทอนกำลังคือ การทำให้การดำรงสภาพทางวัตถุของอำนาจกำลังรบไม่สามารถเกิดต่อไปได้

ในอีกด้านการทำให้รัฐเกิดความเหนื่อยล้า คือการทำให้สภาพทางจิตใจของคนภายในรัฐสิ้นสภาพไป หรือโดยนัยคือทหารไม่มีขวัญกำลังใจในการรบ คนในชาติไม่มีขวัญกำลังใจที่จะต่อสู้ และหมดความเชื่อมั่นในรัฐบาล สภาวะเช่นนี้ในท้ายที่สุดคือ การหมดความเชื่อมั่นว่า ฝ่ายตนจะได้รับชัยชนะในสงคราม และจะกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลต้องยอมรับเงื่อนไขของรัฐข้าศึกในการยุติสงคราม

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่ายุทธศาสตร์ของการสร้างความเหนื่อยล้าคือ สงครามทอนกำลังในทางจิตวิทยา อันมีนัยถึงการทอนกำลังให้เกิดในจิตใจของฝ่ายตรงข้าม เพื่อไม่ให้มีขวัญกำลังใจในการทำสงคราม โดยเฉพาะไม่มีความเชื่อมั่นในชัยชนะ เช่น ในตอนกลางปี 1965 เมื่อสหรัฐเริ่มเข้าสู่สงครามเวียดนามนั้น คนอเมริกันร้อยละ 61 เชื่อว่าสหรัฐจะชนะสงคราม แต่ตอนปลายปี 1967 ความเชื่อเช่นนี้เหลือเพียงร้อยละ 39

ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากการรุกใหญ่ของเวียดกงและเวียดมินห์ในต้นปี 1968 (The Tet Offensive) แล้ว ความเชื่อเช่นนี้จะลดลงอย่างมากเหลือเพียงร้อยละ 26 เท่านั้น… เป็นไปไปได้อย่างไรว่า ด้วยศักยภาพกำลังรบของกองทัพอเมริกันในขณะนั้น จะทำให้คนในประเทศมีความมั่นใจในชัยชนะเพียงร้อยละ 26 หรือโดยนัยคือคนอเมริกันหลังการรุกครั้งนั้น พวกเขาไม่เชื่อมั่นว่าสหรัฐจะชนะสงครามได้ ซึ่งหากกล่าวในทางทฤษฎีก็คือ สงครามทำให้สังคมอเมริกันเกิดความอ่อนล้า จนไม่อาจแบกรับสงครามได้อีกต่อไปนั่นเอง และสิ่งที่ตามมาอย่างสำคัญหลังจากนี้ คือการต่อต้านสงครามของคนอเมริกันเอง

สภาวะเช่นนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ยุทธศาสตร์การสร้างความเหนื่อยล้าเป็นภาพด้านคู่ขนานของสงครามทอนกำลัง และปัจจัยทั้งสองจะเดินควบคู่กันไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเหนื่อยล้าของยูเครน

แน่นอนว่าในความเป็นรัฐที่เล็กกว่า เมื่อเข้าสงครามแล้ว ระยะเวลาของสงครามทอดยาวออกไป ย่อมกลายเป็นความเสียเปรียบของรัฐที่เล็กกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในการทดแทนกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ดังจะเห็นได้ว่าการดำรงสภาพสงครามของฝ่ายยูเครนนั้น จึงขึ้นอยู่อย่างมากกับความช่วยเหลือทางทหารจากภายนอก โดยเฉพาะความขาดแคลนกระสุน และความต้องการระบบอาวุธที่จะใช้ในการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางอากาศแบบต่อเนื่องของรัสเซีย

แต่ในอีกด้านของปัญหา เมื่อสงครามยาวนานออกไป ทั้งทหารและประชาชนอาจจะไม่ได้เตรียมตัวในทางจิตวิทยาที่จะปรับตัวกับเงื่อนไขเช่นนั้น เพราะในช่วงหนึ่งหลังการรุกตอบโต้ของกองทัพยูเครน และการได้รับยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากฝ่ายตะวันตกแล้ว ความหวังที่จะชนะในสงครามดูจะมากขึ้น

ความหวังเช่นนั้นริบหรี่ลงจากการปรับตัวของกองทัพรัสเซีย และการรุกตอบโต้ของยูเครนในปี 2023-2024 ที่ไม่ประสบความสำเร็จ… สงครามทอนกำลังและยุทธศาสตร์ความเหนื่อยล้าจึงกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนอำนาจกำลังรบของยูเครนเองอย่างหนีไม่พ้นในปี 2025!

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (12) สงครามที่โหดร้ายและเหนื่อยล้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...