โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไมคนไทยรวยยาก? ติด 3 กับดักการเงิน หนี้สูง ค่านิยม เหลื่อมล้ำปัญหาคลาสสิกที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่

Thairath Money

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 09.44 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อความมั่งคั่ง ความร่ำรวย คือเป้าหมายในชีวิตของใครหลายคน แม้จะไม่ใช่ยอดระดับสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้าน เพียงแค่มีเงินพอให้ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ แต่มักจะติดหล่มที่ว่า ไม่ว่าจะทำงานหนักแค่ไหน เก็บเงินก็แล้ว ลงทุนก็มี แต่ทำไมยังไปไม่ถึงเป้าหมายสักที

หรือแม้กระทั่งสำหรับคนที่การเงินในวันนี้ยังไม่มีปัญหา แต่สุดท้ายแล้วก็ยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย นั่นคือ “คนไทยโดยเฉลี่ย ยังมีโอกาสไปไม่ถึงความมั่งคั่งได้ง่ายนัก”

ตอบคำถาม “เป็นคนไทย ทำไมถึงรวยยาก?” กับ ฟ้า ญาดา กาญจนิศากร นักวางแผนการเงินรุ่นใหม่ในงานThairath Money Roadshow 2025 ที่มาพูดคุยในประเด็น 3 กับดักทางการเงินที่คนไทยหนีไม่ได้ ไม่ใช่เพื่อบ่น ไม่ใช่เพื่อโทษใคร แต่เพื่อชวนตั้งคำถามว่า เราทุกคนจะสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง?

3 กับดักการเงินของคนไทย

เพราะความมั่งคั่งไม่ใช่แค่เรื่องของความขยัน ความสามารถ หรือความโชคดีเท่านั้น แต่มันเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการซับซ้อนที่โยงใยกับทั้งตัวบุคคล ครอบครัว โครงสร้างสังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง ฟ้า ญาดา ได้ชู 3 ประเด็นยังคงเป็นกับดักของคนไทยที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่ และไม่รวยสักที

“หนี้” ที่ไม่ได้สร้างความมั่งคั่ง แต่สร้างความอยู่รอด

เริ่มต้นทำความรู้จักภาพของ “คนไทยโดยเฉลี่ย” กันก่อนว่า หน้าตาทางการเงินของเขาเป็นอย่างไร?

  • อายุเฉลี่ย: 40 ปี
  • รายได้เฉลี่ย: 16,000 บาทต่อเดือน
  • รายจ่ายเฉลี่ย: 19,000 บาทต่อเดือน
  • เงินออมเฉลี่ย: ต่ำกว่า 50,000 บาท

เพียงแค่เริ่มต้นก็เห็นภาพแล้วว่า คนไทยจำนวนมากอยู่ในภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่ายตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งนำไปสู่กับดักด่านแรกของระบบการเงินไทย นั่นคือ “ปัญหาหนี้”

โดยเฉลี่ยแล้วคนไทย 1 คนมักมีหนี้อยู่ใน 3 บัญชี เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และบัตรเครดิต มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 540,000 บาท หรือผ่อนหนี้เฉลี่ย 18,000 บาทต่อเดือน ทั้งที่รายได้ยังไม่พอรายจ่าย แต่ต้องผ่อนหนี้เฉลี่ยเท่ากับรายได้ทั้งเดือน

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มากกว่า 55% ของคนไทยเลือกแก้ปัญหาด้วยการกดเงินสดจากบัตรเครดิต ซึ่งหมายความว่าหนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการกู้เพื่อลงทุนหรือขยายโอกาส แต่เป็นหนี้เพื่อประคองชีวิตให้เดินหน้าต่อไป

แม้บางคนอาจมองว่าหนี้เหล่านี้เกิดจากพฤติกรรมฟุ่มเฟือย แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่าต้นตอของปัญหาคือโครงสร้างรายรับรายจ่ายที่ไม่สมดุลตั้งแต่แรก หลายครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อลงทุนในการศึกษาให้ลูก หวังว่าจะเป็นการปลดล็อกชีวิตให้รุ่นถัดไป แต่เมื่อจบออกมาทำงานจริง รายได้กลับต่ำกว่าค่าครองชีพ ลูกจึงต้องแบกภาระหนี้แทนพ่อแม่ต่อ

ภาพของวัฏจักรหนี้นี้ยังซับซ้อนขึ้น เมื่อเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาเสริม เช่น ผ่อนจ่าย 0% ในการใช้งาน Buy Now Pay Later ในการช้อปปิ้ง แม้แต่การกินข้าวมื้อเดียวก็ยังสามารถผ่อน 6 เดือนได้ หลายคนเริ่มจากยอดเล็ก ๆ แต่เมื่อสะสมหลายรายการก็กลายเป็นภาระหนี้ก้อนใหญ่ที่ถอนตัวยากในที่สุด

ค่านิยมแบบไทย ๆ “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้”

แม้ผ่านกับดักหนี้มาได้ แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับกับดักอีกด่านที่ทรงพลังไม่แพ้กัน นั่นคือ “ค่านิยม” ที่ซ่อนอยู่ในการใช้ชีวิตของเราแทบทุกคน

หลายค่านิยมของคนไทยมีลักษณะคล้ายกัน คือ “Save face but not save funds” หรือ “เสียเงินไม่ว่า เสียหน้าไม่ได้” ยกตัวอย่างเช่น

  • เพิ่งเริ่มทำงาน ก็รีบกู้บ้าน กู้รถ ให้ดูเหมือนมีฐานะมั่นคง
  • ได้เลื่อนตำแหน่งแล้วต้องขับรถรุ่นสูงกว่าลูกน้อง เพื่อรักษาหน้า
  • ไปงานแต่งต้องใส่ซองให้สมฐานะ และชุดใส่ซ้ำไม่ได้
  • เรื่องมรดกอย่าคุยตอนพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เดี๋ยวพ่อแม่ไม่สบายใจ

อีกหนึ่งค่านิยมที่ฝังรากลึกก็คือ “การออมผ่านลูก” คือ พ่อแม่หลายคนทิ้งแผนเกษียณตัวเองทันทีที่มีลูก มองว่าเมื่อเลี้ยงลูกดี ๆ แล้ว วันหนึ่งลูกจะกลับมาดูแลแทนในอนาคต แต่ในโลกความจริง เมื่อลูกเติบโตขึ้น เขาก็มีภาระของตัวเอง กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้เขาต้องดูแลทั้งพ่อแม่และลูกของตัวเองไปพร้อมกัน เกิดเป็นปรากฏการณ์ Sandwich Generation ซึ่งรุ่นลูกจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ภาวะนี้ไม่เพียงแต่บีบพื้นที่ในการเก็บเงินของตัวเองให้แคบลงเรื่อย ๆ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรทางการเงินที่ส่งต่อภาระจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่รู้จบ

ความเหลื่อมล้ำฝังลึกในโครงสร้างประเทศ

ประเทศไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลกในเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยพบว่า

  • 10% ของประชากร ถือครองทรัพย์สินถึง 75% ของประเทศ
  • Social Mobility Index หรือคะแนนการเลื่อนชั้นทางสังคมของไทยอยู่ที่ 55 ต่ำกว่าเวียดนาม (58), มาเลเซีย (62), สิงคโปร์ (75) ซึ่งตัวเลขทุก 1 คะแนนที่ต่ำลง สะท้อนถึงการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจราว 18,000 ล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม ต่อให้รัฐบาลพยายามออกนโยบายสวัสดิการด้วยแอปพลิเคชันดิจิทัลมากแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต หรือไฟฟ้าที่เพียงพอสำหรับเข้าถึงบริการเหล่านั้น

ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้หยุดแค่เรื่องเงิน แต่ลุกลามเป็นความเปราะบางทางสังคม เมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียภาษีแต่ไม่ได้ประโยชน์โดยตรง รัฐต้องใช้ทรัพยากรอย่างซ้ำซ้อนเพราะความเหลื่อมล้ำทำให้มาตรการหนึ่งไม่สามารถช่วยทุกคนได้เท่าเทียม

แต่ที่น่ากังวลมากกว่านั้น คือ เมื่อความเหลื่อมล้ำคงที่ อัตราคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ร่างกาย เพศ ก็มีแนวโน้มคงที่ตามไปด้วย เฉลี่ย 20-30 คนต่อประชากร 100,000 คน จนในที่สุด ความเหลื่อมล้ำได้กลายเป็นปัญหาที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะมิติของเศรษฐกิจ แต่ลุกลามเป็นปัญหาสังคมที่ฝังลึกและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในวงกว้างด้วย

บทเรียนจากชีวิตจริง: “คุณอ้อ” กับเส้นทางการเงินที่เริ่มจากศูนย์

ฟ้า ญาดา ได้ยกตัวอย่าง เรื่องราวของ “คุณอ้อ” ที่สะท้อนให้เห็นว่ากับดักทางการเงินทั้ง 3 ด่านนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างไร

ฟ้า เล่าว่า คุณอ้อเริ่มต้นชีวิตการเงินด้วยเป้าหมายที่เรียบง่าย แค่เพียงต้องการมีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท เพื่อไม่เป็นภาระใครในบั้นปลายชีวิตเท่านั้น แต่เป้าหมายที่ดูเหมือนเรียบง่ายนี้กลับยากเย็นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเธอก็เหมือนคนไทยจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับกับดัก 3 ด่าน ได้แก่

  • มีหนี้นอกระบบ
  • รายได้ 1 ใน 4 ต้องส่งกลับไปช่วยทางบ้านทุกเดือน
  • เงินเก็บเพียงก้อนเดียวที่มีคือ สลาก ธ.ก.ส. มูลค่า 4,000 บาท

และแน่นอนว่า คุณอ้อไม่เคยแม้แต่ฝันว่าจะสามารถยกระดับฐานะของครอบครัวได้

จนเมื่อเริ่มต้นวางแผนการเงิน คุณอ้อไม่ได้เริ่มจากสูตรสำเร็จของการเก็บเงินทันที ไม่ได้บังคับตัวเองต้องเก็บเงิน 20% ของรายได้ตั้งแต่แรก ไม่ได้ตัดค่าใช้จ่ายแบบหักดิบ หรือแบ่งเงินออกเป็น 6 กระปุกตามทฤษฎี แต่เริ่มจากสิ่งง่ายที่สุด นั่นก็คือ “ยอมรับความจริง”

คุณอ้อเริ่มสำรวจรายรับรายจ่ายทั้งหมด และค่อย ๆ เปิดใจพูดคุยกับครอบครัวถึงเป้าหมายทางการเงินของตัวเอง เพื่อขอลดจำนวนเงินที่ต้องส่งกลับบ้านลง และเริ่มมีเงินเก็บสำหรับตัวเอง จนสามารถนำเงินที่เก็บออมจากการพูดคุยครั้งนั้น กลายมาเป็นเงินก้อนแรกของความมั่นคง

หรือกล่าวง่าย ๆ คือ คุณอ้อมีเงินสำรองฉุกเฉิน เริ่มลงทุนในกองทุนดัชนี มีประกันชีวิตเล่มแรกในชีวิต และยังมีเงินเก็บเพียงพอให้นำมาใช้ในยามฉุกเฉิน ตลอดจนสามารถวางแผนการลงทุนในระยะยาวได้

และเพียง 3 ปีหลังจากนั้น คุณอ้อที่เคยบอกตัวเองว่า “เก็บเงินไม่อยู่” ก็มีพอร์ตการลงทุนของตัวเองแตะหลักแสนเป็นครั้งแรก ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่รายได้ แต่คือ ทัศนคติที่เธอกล้าเผชิญหน้ากับข้อจำกัดทางการเงิน และลงมือจัดการอย่างมีวินัย

“แม้ในวันนี้คุณอ้อจะยังไม่ใช่คนรวยในนิยามของสังคม แต่เธอกำลังเดินอยู่บนเส้นทางสู่ความมั่งคั่งที่เธอนิยามด้วยตัวเอง” ฟ้า ญาดากล่าว และนี่คือภาพสะท้อนว่า การจะรวยสำหรับคนไทยอาจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้เลย

“หลายคนอาจมีภาระหนี้ที่ต้องรับแม้ในเวลาที่ยังไม่พร้อม หลายคนอาจกำลังต่อสู้กับค่านิยมที่กดดันให้ใช้จ่ายเกินตัว หลายคนอาจอยู่ในโครงสร้างทางสังคมที่ยังไม่เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียม ทั้งหมดนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราท้อแท้ แต่เพื่อให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะยอมแพ้ หรือจะลงมือทำอะไรบางอย่างตั้งแต่วันนี้?” ฟ้า ญาดา กล่าว

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไมคนไทยรวยยาก? ติด 3 กับดักการเงิน หนี้สูง ค่านิยม เหลื่อมล้ำปัญหาคลาสสิกที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...