48.35% คนไทยอ้วน! รพ.ธรรมศาสตร์ฯ-ซิลลิค ฟาร์มา ชวน 'ลดไซซ์ ลดโรค'
ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2566 พบว่า ประชากรไทย 48.35% ประสบปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มของปัญหาสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นและความจำเป็นในการดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างจริงจัง อีกกลุ่มที่น่ากังวลคือ วัยเด็ก โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยรายงานการเฝ้าระวังโรคอ้วนในเด็กของประเทศไทย ระหว่างปี 2557 – ปี 2567 พบแนวโน้มเด็กเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เด็กอายุ 0 – 5 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นจาก 3.6 % เป็น 8.84 % เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี อ้วนเพิ่มขึ้นจาก 8.9 % เป็น 13.21%
วันนี้ (19 มิถุนายน 2568) โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ร่วมกับบริษัท ซิลลิค ฟาร์มา จัดกิจกรรม “ลดไซซ์ ลดโรค” ในโครงการ Obesity Fighter ครั้งที่ 6 โดยมีรศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผศ.พญ.ศานิต วิชานศวกุล หัวหน้าศูนย์พัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิก โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา และทีมแพทย์หลายสาขา ตั้งแต่ศัลยกรรมลดน้ำหนัก หัวใจ ต่อมไร้ท่อ โสต ศอ นาสิก โภชนาการ ฯลฯ เข้าร่วมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “โรคอ้วน:หนึ่งโรค หลายสาขา” พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมพิเศษ Walk Rally:เดิน 4 จุด เช็กอินครบรับของที่ระลึก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
เศรษฐกิจรวน! ขัดแย้งไทย-กัมพูชา ฉุดคนไข้ต่างชาติลด 'เฮลท์แคร์' ไทยชะงัก
นวัตกรรมสู่ชีวิตไร้ขีดจำกัด เครือ CHG ลุย Wellness-คนไม่อยากแก่
"โรคอ้วน" ไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำหนักตัว
รศ.นพ.ดิลก ภิยโยทัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติได้มีการขับเคลื่อนเรื่องโรคอ้วนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องของน้ำหนักตัว แต่นำมาซึ่งความเสี่ยงในโรคเรื้อรัง หรือโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือด โรคหัวใจ และโรคมะเร็งได้ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชน มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อทำให้เกิดความตระหนักถึงโรคอ้วน แต่ทั้งนี้ การจะทำให้คนเข้าใจว่าโรคอ้วน เป็นโรคอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
“การจัดกิจกรรม ลดไซซ์ ลดโรค ในครั้งนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วน และรับมือกับภาวะแทรกช้อนอื่น ๆ ที่เกินกว่าการลดตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว ซึ่งคลินิกโรคอ้วนโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ได้ให้การรักษาโรคอ้วนด้วยทีมงานสหสาขาวิชาทั้งศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ โดยให้การรักษาครบวงจรตั้งแต่การควบคุมอาหาร ปรับอาหาร ปรับพฤติกรรม รับประทานยา ใส่บอลลูนหรือการผ่าตัด” รศ.นพ.ดิลก กล่าว
ลดน้ำหนัก 5-10% ลดเสี่ยงโรคNCDs
ทั้งนี้ ในการดูแลเกี่ยวกับโรคอ้วนนั้น ต้องให้ความสำคัญใน 2 ประเด็นหลักๆ คือ
1. การรับรู้ในเชิงทางคลินิก (clinical) มีการรับรู้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องว่าโรคอ้วนเป็นสาเหตุก่อให้มีโรคร่วม ทั้งเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดัน ซึ่งสัมพันธ์กับความอ้วน และก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะปอดทำงานผิดปกติ ฯลฯ ซึ่งคนไข้ต้องปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงนั้นๆ ควบคู่กับการใช้ยา โดยแพทย์จะรักษาควบคู่กันไป แต่ก็พบปัญหายุ่งยากเพื่อให้คนไข้ลดน้ำหนักเนื่องจากต้องอาศัยสหสาขาวิชาชีพอย่างน้อย 5 สาขาหลักๆ ที่มีส่วนร่วมในการรักษา อาทิ นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด หมอกระดูกหมอหัวใจ หมอโรคปอดและทางเดินหายใจ เป็นต้น โดยต้องประสานและบริหารจัดการในการทำงานร่วมกันเป็นทีม
2. การจัดสรรงบประมาณ (Budget Allocation) มองว่าการรักษาโรคในกลุ่มเมทาบอลิก (Metabolic Syndrome) จะมียอดค่าใช้จ่ายสูง และค่ายาจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และมักพบปัญหาในการเบิกค่าใช้จ่ายไม่ได้หรือต้องสำรองจ่ายเอง ซึ่งอาจอยู่ในระบบสุขภาพที่ไม่ได้ครอบคลุมหรือเบิกได้ไม่เต็มจำนวน ก็จะกลายเป็นปัญหา เนื่องจากค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ายาในกลุ่มโรคดังกล่าวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ดัง นั้นรัฐควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการจัดการกับปัญหาโรคอ้วน
“การลดน้ำหนักจะได้ประโยชน์ในหลายมิติ เช่น หากลดน้ำหนักได้ 5-10% ขึ้นไป จะทำให้รูปลักษณ์ตนเองดูดีขึ้น แต่ถ้าลดน้ำหนักได้ในอีกระดับหนึ่ง ก็จะควบคุมกลุ่มโรคNCDs อย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดันได้ดีขึ้น สำหรับทางทฤษฎีแล้ว หากลดน้ำหนักได้ก็จะสามารถควบคุมโรคร่วมได้ดีมากขึ้น รวมถึงแนวทางการรักษาก็จะจ่ายขึ้น ไม่ยุ่งยากซับซ้อน อีกทั้ง ตัวคนไข้เองก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้อย่างมาก”
ดัชนีมวลกายมากกว่า 27 กก.ต้องทำอย่างไร?
ผศ.พญ.ศานิต วิชานศวกุล หัวหน้าศูนย์พัฒนาสู่ความเป็นเลิศด้านโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิก โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่าโรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย และมีอุบัติการณ์จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยการดูแลโรคอ้วนถือเป็นความท้าทาย เพราะเป็นโรคเรื้อรัง ที่ส่งผลกระทบทางกาย ทางจิตใจ และการใช้ชีวิตในสังคม รวมถึงเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุข โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วนแต่มีโรคร่วม จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลทีมแพทย์เฉพาะทาง และสหสาขาวิชา ที่เข้าใจองค์รวมในการดูแลรักษา เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดี
"การรณรงค์ให้ทุกคนเข้าใจว่าโรคอ้วน เป็นโรค เป็นบทบาทหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงการสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน เมื่อเป็นโรคอ้วนอาจนำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มโรค NCDs ที่ตอนนี้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคลินิกโรคอ้วน รพ.ธรรมศาสตร์ พร้อมให้การรักษาโรคอ้วนเป็นหลัก ไม่ได้รักษาเพื่อความงาม ดังนั้น หากมีน้ำหนักตัวมาก มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พยายามคุมอาหารและออกกำลังกาย แต่หากน้ำหนักไม่ลด ควรปรึกษาแพทย์และคลินิกโรคอ้วน เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับคนไข้นั้นๆ"
ลดไซซ์ ลดโรค สร้างความตระหนักรู้โรคอ้วน
สุนัยนา กิจเกษตรไพศาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซิลลิค ฟาร์มา กล่าวว่าโครงการ “ลดไซซ์ ลดโรค” เป็นการดำเนินการเพื่อให้ทุกคนได้เห็นถึงความสำคัญของโรคอ้วน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของไทยและส่งผลกระทบมากถึง 48% ของจำนวนประชากรทั้งหมด กระทรวงสาธารณสุขได้จัดให้โรคอ้วนอยู่ในกลุ่มโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable Diseases; NCD) เนื่องจากเป็นโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง
"หัวใจสำคัญของแคมเปญ ‘ลดไซซ์ ลดโรค’ คือการสร้างความตระหนักรู้ว่าโรคอ้วนไม่ใช่เพียงเรื่องรูปลักษณ์ แต่เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เพราะโรคอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายแรงมากมาย ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และไขมันในเลือดสูง"
การเปิดตัวแคมเปญในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงการประชุมวิชาการแพทย์ฯถือเป็นโอกาสอันดีให้เราได้แลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาและจัดการโรคอ้วน เราจึงมุ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดขนาดร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนัก รอบเอว หรือ BMI ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ ในอนาคต
เช็กแนวโน้มว่าคุณเสี่ยงเป็น "โรคอ้วน"
กลุ่มคนที่มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จะมีพฤติกรรม
1.ไม่ออกกำลังกาย
2.รับประทานอาหารไม่ดี เช่น มีน้ำตาลสูงเกินไป และรับประทานผัก ผลไม้ที่มีไฟเนอร์น้อยเกินไป
3.พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับ
4.คนที่ติดหน้าจออุปกรณ์มือถือตลอดเวลา
5.มีความเครียดและมีปัญหาโรคทางจิตใจ
6.กลุ่มคนที่ได้รับยาบางประเภท เช่น ยาสเตียรอยด์, ยาคุมประเภทฮอร์โมนเดียวแบบโปรเจสเตอโรน, ยากันชัก, ยาเบาหวานและความดันบางชนิด และคนที่มียีนโรคอ้วน
ป้องกันโรคอ้วน ได้ง่ายๆ
- ลดความเสี่ยงของโรคอ้วนได้โดย
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
- หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้คุณต้องทาน
- ตรวจสอบน้ำหนักตัวเป็นประจำ
- คงพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ