ดร.ปณิธาน ชำแหละ ‘จดหมายทรัมป์’ แนะรัฐบาลควรทำ 3 สิ่งนี้
The Bangkok Insight
อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 02.33 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 02.32 น. • The Bangkok Insight"ดร.ปณิธาน" ชำแหละคำต่อคำ "จดหมายทรัมป์" ต้องการอะไรจากไทย พร้อมแนะ 3 สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ เข้าให้ถึงคนที่สำคัญที่สุด 3 คน ในรัฐบาลอเมริกัน เพื่อพิจารณากรณีของไทยเป็นพิเศษ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊กPanitan Wattanayagorn ระบุ อ่านจดหมายทรัมป์แล้วมองไปข้างหน้า
1. จดหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ (อ่านทั้งแบบคำต่อคำและตีความระหว่างบรรทัดที่ไม่ได้เขียน) แบ่งออกเป็น 3 เรื่องสำคัญ คือ
1.1 เรื่องความมั่นคงของสหรัฐ - การขาดดุลการค้า เป็นเรื่องภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกัน (ดูประโยคหัวใจของจดหมายในหน้าแรกย่อหน้าสุดท้ายที่เขียนว่า "This Dificit is a major threat to our Economy, and, indeed our National Security!" และยังมีเครื่องหมาย "!" ลงท้ายกำกับไว้ด้วย)
ปธน.ทรัมป์เคยพูดหลายครั้ง เรื่องการขาดดุลระหว่างหาเสียง เราจึงรู้ว่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขส่งออกและนำเข้าที่ต่างกันมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความเสียเปรียบของสหรัฐ ด้านเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และความเชื่อมโยงต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว ก็กลายมาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของประเทศ ซึ่งคนอเมริกันส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยและเทคะแนนให้ทรัมป์ไปแก้ปัญหา
1.2 เรื่องของสหรัฐ กับไทย - ปธน.ทรัมป์ระบุในจดหมายถึงไทยชัดเจนว่าต้องการแก้ปัญหาให้ "สมดุล" และ "ยุติธรรม" โดยจะไม่ซ้ำรอยเดิมที่ "ยืดเยื้อ" "ยาวนาน" และ "ไม่ต่างตอบแทน" (ดู keywords เหล่านี้ในจดหมายหน้าแรก ซึ่งหลายคำยังเน้นสะกดด้วยตัวอักษรใหญ่ให้เห็นว่าสำคัญมาก)
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องความสมดุลแบบง่าย ๆ หรือเท่า ๆ กัน เพราะเป็นไปไม่ได้ด้วยพื้นฐานที่ต่างกันมากอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่น่าจะเป็นเรื่อง "การต่างตอบแทน" บางเรื่องที่สหรัฐ ต้องการเป็นพิเศษจากไทย ซึ่งจะเป็นสมดุลแบบซับซ้อนหรือ "Complex Equalibrium" ที่ไทยเคยทำได้ในอดีต
ในกรณีประเทศอื่นก็เช่นกัน มีเรื่องความมั่นคง การทหาร เทคโนโลยี หรือการต่างประเทศ และที่สำคัญ คือ เรื่องของจีน เข้าไปรวมอยู่ด้วยอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น เวียดนาม บราซิล สิงคโปร์ อิสราเอล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น
1.3 เรื่องข้อเสนอและคำขู่ของปธน.ทรัมป์ต่อไทย (และต่อหลายประเทศ) - ไทยต้องไม่ประมาท อย่าสำคัญตนผิด และอย่าประเมินคำขู่ของปธน.ทรัมป์ต่ำไปเป็นอันขาด (หลายคนบอกว่าอย่าไปเจรจากับคนเสียสติเช่นนี้ หรือมีศาสตราจารย์ระดับโลกคนหนึ่งบอกว่าทรัมป์เป็นคนที่ทั้ง "แปลก" และ "บ้า" ในคนเดียวกัน เป็นต้น) แต่ดูหลายประเทศเป็นตัวอย่างได้ว่าถ้าประเมินผิดแล้วผลเป็นอย่างไร เช่น จีน บราซิล แคนาดา ออสเตรเลีย South Africa เป็นต้น
จดหมายทรัมป์ ส่งถึงไทย
ปธน.ทรัมป์ขู่ไทยว่าถ้าปรับภาษีขึ้นเท่าไร สหรัฐ ก็จะบวกเข้าไปเพิ่มจาก 36% ที่ตั้งไว้ เป็นต้น และถ้าเกิดขึ้นจริง ก็น่าจะมี "ของแถม" มาเล่นงานไทยอีกหลายอย่างด้วย แต่ทรัมป์ก็เป็นนักต่อรองตัวยง จึงเสนอด้วยตัวเองในจดหมาย (ครับ ทางการทูตเขาไม่ค่อยทำกันแบบนี้ครับ) ว่าถ้าไทยปรับเปลี่ยนนโยบายต่าง ๆ เช่น ลดอัตราภาษี ลดการกีดกัน ควบคุมการสวมสิทธิในการส่งออก ฯลฯ หรือลงทุนสร้างโรงงานที่สหรัฐ ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็ว และจะปรับลดอัตราภาษีลงมาด้วย
ทั้งหมดนี้ ก็ทั้งขู่ทั้งปลอบนั่นเอง แต่บางประเทศก็ชี้ว่าเท่ากับเป็นการปล้นด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับไทย ทรัมป์ย้ำว่าจะเป็นไปในทางไหนก็ขึ้นอยู่กับ "ความสัมพันธ์" (อันดีในภาพรวม) ของทั้งสองประเทศ ไทยจึงต้องชั่งน้ำหนักในเรื่องนี้ให้ดี (การค้ากับสหรัฐ ประมาณ 10% ของรายได้เราครับ ผลกระทบต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทยจะเท่าไร ก็มีตัวเลขคาดการณ์กันให้เห็นแล้ว)
แต่ที่น่าสนใจที่สุด จดหมายทรัมป์ คือ ปธน.ทรัมป์ ได้ส่งจดหมาย เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการดังกล่าวไปที่ประมุขของประเทศ หัวหน้าฝ่ายบริหาร และประชาชนของแต่ละประเทศผ่านสื่อสมัยใหม่ไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าถึงมือผู้ที่มีอำนาจจริง ถึงผู้ที่ต้องบริหารนโยบาย รวมทั้งถึงประชาชนที่จะได้รับผลกระทบด้วย
ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจตรงกันในเรื่องที่สำคัญที่สุดของเขา แม้ว่าจะเถื่อน ๆ ดิบ ๆ และไม่ได้เป็นไปตามระเบียบพิธีการทางการทูตที่ดีสักเท่าไร แต่ก็เป็นไปตามลักษณะนิสัยของปธน.ทรัมป์อย่างที่ทราบกัน
2. สิ่งที่ไทยควรจะต้องทำเพิ่มเติมก็คือ
1. ปรับแนวทางการต่อรองให้มีข้อเสนอด้านความมั่นคงให้ดีขึ้น
2. ปรับและประกอบทีมขึ้นมาใหม่ให้ครบ 3 ทีม คือ ทีมเศรษฐกิจ ทีมความมั่นคง และทีมช่วยเหลือเยียวยา
3. เข้าให้ถึงคนที่สำคัญที่สุด 3 คน ในรัฐบาลอเมริกัน คือ ปธน.ทรัมป์ นาย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนาย Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อ"ลัดคิว" หรือ ช่วยสั่งการให้พิจารณากรณีของไทยเป็นพิเศษ เหตุเพราะไทยมีข้อเสนอทางความมั่นคงและการต่างประเทศที่สำคัญต่อสหรัฐ (ความสัมพันธ์ส่วนตัวถ้ามี จะนำมาใช้ประโยชน์ตรงนี้ก็ได้ครับและไทยก็เคยทำมาแล้วในอดีต)
ในส่วนของ 3 ทีมนั้น
2.1 ทีมเศรษฐกิจ ซึ่งมีอยู่แล้วและทำได้ระดับหนึ่งในสภาวะที่จำกัด แม้ว่าช้าไปบ้าง แต่ก็ทำให้เห็นอัตราภาษีที่เป็นจริงของประเทศต่าง ๆ ก่อนล่วงหน้า แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือ ข้อเสนอไม่น่าดึงดูดใจหรือเร้าใจสำหรับปธน.ทรัมป์เท่าที่ควร เพราะไม่มีเรื่องความมั่นคงหรือการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญต่อปธน.ทรัมป์ตั้งแต่แรกเหมือนบางประเทศ จึงทำให้อัตรา 36% ที่ออกมานั้นสูงเกินไป ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้ไทยหลายด้าน
แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะรีบเร่งเจรจาอีกรอบก่อนที่จะหมดเวลาในช่วงต้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยไทยได้ส่งข้อเสนอใหม่ที่แทบจะชนเพดานหรือทุบหม้อข้าวไปแล้ว แต่ปัญหาก็คืออาจจะไม่ทันเวลาหรือหลังชนฝาและต่อรองอะไรได้ไม่มากหากไม่มีสายด่วนสายตรงจากคนสามคนสำคัญที่สุดในรัฐบาลอเมริกันดังกล่าวในโค้งสุดท้ายรอบนี้
2.2 ทีมความมั่นคง - หลายคนคงไม่ทราบว่าไทยได้ช่วยเหลือและยังร่วมมือกับสหรัฐ ในเรื่องความมั่นคงทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยหลาย ๆ เรื่องตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เช่น เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย การส่งผู้ร้ายข้ามแดนหลายกรณี การซื้ออาวุธยุโธปกรณ์ การซ่อมบำรุง การซ้อมรบ ช่วยรบ หรือการปฏิบัติการด้านการทหารต่าง ๆ ในภูมิภาค รวมทั้งด้านไซเบอร์ หรือการต่อต้านยาเสพติด ฯลฯ ทั้งนี้ไม่นับความร่วมมือที่ดีในอดีต เช่น เรื่องสงครามเกาลี สงครามเวียดนาม สงครามในลาวและกัมพูชา สงครามในตะวันออกกลาง เป็นต้น
ที่สำคัญ ข้อเสนอทางด้านความมั่นคงหลายอย่างนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม หรือถ้าเพิ่มก็ไม่มาก หรือบางเรื่อง เช่นเรื่องอาวุธที่ซื้อกันอยู่แล้ว ก็อาจจะใช้เงินกู้ FMS ของอเมริกันที่ปลอดดอกเบี้ยหรือดอกเบี้ยต่ำนั่นแหละมาใช้ หรือจะใช้สถานะพันธมิตรพิเศษ Major Non-NATO Ally (MNNA) มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจังก็ได้
อีกทั้งบางเรื่อง ไทยก็ทำให้อยู่แล้ว เช่น การอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคงต่าง ๆ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับสหรัฐฯ ในไทย หรือการให้ใช้ฐานทัพแบบจำกัด ก็เคยทำมาแล้ว (หรือจะให้เช่าก็ยังได้) ซึ่งเรื่องเหล่านี้ จะลดลงเพื่อกดดันอเมริกันก็ยังได้ ดังนั้น หากประกอบทีมด้านมั่นคงขึ้นมาได้จริงและให้เข้ามาช่วยเติมความได้เปรียบกับทีมเศรษฐกิจ ก็จะช่วยในการเจรจาได้ดีขึ้นอย่างที่หลายคนอาจจะไม่ได้นึกมาก่อน
แต่ทีมความมั่นคงของไทย คงมีปัญหาในการทำงานกับนาย Marco Rubio รมต.ต่างประเทศของสหรัฐ บ้างจากกรณีการส่งชาวอุยกูร์กลับจีน ซึ่งบางคนก็คงอยู่ในบัญชีรายชื่อห้ามเข้าประเทศสหรัฐด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนมองว่าตัวเลขสุดท้ายที่จะต่ำกว่าเวียดนามนั้นเป็นไปได้ยากมากแล้ว แต่ที่คาดหวังว่าจะเท่า ๆ หรือไม่สูงกว่าเวียดนามหรือคู่แข่งทางการค้าอื่น ๆ ของเรามากนัก ก็ยังคงจะพอเป็นได้
2.3 ทีมช่วยเหลือเยียวยา สุดท้ายแล้ว ประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ ต้องการเห็นการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐ อย่างจริงจัง รวดเร็ว และเป็นระบบ เพราะแน่ชัดแล้วว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไรและเมื่อไร ดังนั้น ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะชักช้าในการเยียวยาอีกต่อไป หลายประเทศ แม้แต่สิงคโปร์ ก็เริ่มเยียวยากันแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่ดีกว่าไทย
ในด้านการต่างประเทศ ทีมเยียวยา ก็ยังสามารถทำงานร่วมกับสหรัฐ หรือพันธมิตรของไทยอีกหลายชาติ ที่จะขอสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยในบางเรื่อง โดยยึดหลักที่ว่าหากไทยอ่อนแอลง ก็จะกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติเหล่านั้นอยู่ดี และเรื่องเช่นนี้ ไทยก็เคยทำมาแล้วในอดีตด้วยซ้ำ
3. สรุปการเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง การอ่านให้ขาดว่าสหรัฐ อยู่ในสภาวะอะไร ปธน.ทรัมป์ ต้องการอะไรจากไทยแบบต่างตอบแทน กำลังทำอะไรอยู่ และจะทำอะไรต่อไปนั้น จะนำไปสู่การประกอบทีมไทยแลนด์ที่แท้จริงและมีความหมาย ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่อประเทศว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว แม้ว่าผลที่ออกมาจะไม่ได้ดีที่สุดเสมอไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'ทักษิณ' มาแล้ว!! เข้าบ้านพิษณุโลกเช้านี้ ร่วมประชุมทีมไทยแลนด์ ถก 'ภาษีทรัมป์'
- ‘รมว.คลัง’ สั่ง ‘กกร.’ ประเมินผลกระทบภาษีทรัมป์ กำชับส่งการบ้านวันนี้
- ‘เศรษฐา’ เชื่อ ‘พิชัย-ทีมไทยแลนด์’ ต่อรองภาษีทรัมป์ เหลือ 20% เท่าเวียดนาม
ติดตามเราได้ที่