โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนรอยปีมหาวิปโยค "วิกฤตศรัทธา Boeing" หลังแอร์อินเดียตก

PostToday

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 22.16 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 04.57 น.

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมสลดสั่นสะเทือนแวดวงการบินโลก เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ซึ่งเป็นเครื่องบินรุ่น Boeing 787-8 Dreamliner

ที่มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน พร้อมผู้โดยสารและลูกเรือ 242 ชีวิต ประสบอุบัติเหตุตกหลังทะยานขึ้นจากเมืองอาเมดาบัด ทางตะวันตกของอินเดียได้เพียงไม่กี่นาที เมื่อช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2025 ตามเวลาท้องถิ่น

สายการบินแอร์อินเดียยืนยันว่า เครื่องบินลำดังกล่าวมีจุดหมายปลายทางที่สนามบินแกตวิก (Gatwick) ประเทศสหราชอาณาจักร ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ระบุว่าเครื่องบินได้ตกลงในพื้นที่ชุมชนใกล้กับสนามบิน สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในบริเวณดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยรายละเอียดผู้โดยสารบนเครื่องว่า จากจำนวนทั้งหมด 242 คน ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 217 คน และเด็ก 11 คน โดยมีสัญชาติอินเดีย 169 คน, สหราชอาณาจักร 43 คน, โปรตุเกส 7 คน และแคนาดา 1 คน

ภาพข่าวจากสถานีโทรทัศน์หลายแห่งในอินเดียเผยให้เห็นช่วงเวลาที่น่าสะเทือนใจ โดยจับภาพเครื่องบินลำดังกล่าวกำลังบินผ่านย่านที่อยู่อาศัยในระดับต่ำ ก่อนจะหายไปจากจอภาพ

และเกิดกลุ่มควันไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างน่ากลัว ในที่เกิดเหตุพบเศษซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้และมีควันดำหนาทึบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นเปลสนามเพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างโกลาหล

เว็บไซต์ติดตามการบินชื่อดังอย่าง Flightradar24 ยืนยันว่าเครื่องบินที่ประสบอุบัติเหตุคือ Boeing 787-8 Dreamliner ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินโดยสารที่ทันสมัยที่สุดรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน

อุบัติเหตุครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางมรสุมวิกฤตศรัทธาที่บริษัทโบอิ้ง (Boeing) ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังเผชิญอย่างหนักหน่วง

เหตุการณ์นี้ได้ตอกย้ำและจุดชนวนคำถามด้านความปลอดภัยและมาตรฐานการผลิตของโบอิ้งให้ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งผ่านพ้น "ปี 2024" ที่ถูกขนานนามว่าเป็นปีมหาวิปโยคของบริษัทมาหมาดๆ

ทีมข่าว Posttoday ขอพาย้อนไทม์ไลน์วิกฤตการณ์ที่สั่นสะเทือนโบอิ้งตลอดทั้งปี 2024 ซึ่งเป็นดั่งเชื้อไฟที่ปะทุขึ้นก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุดนี้

ย้อนรอยวิกฤตโบอิ้ง: 2024 ปีแห่งหายนะทางความเชื่อมั่น

หากจะกล่าวว่าปี 2024 คือบททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Boeing ก็คงไม่เกินจริง เมื่อปัญหาด้านคุณภาพและความปลอดภัยถูกเปิดโปงและปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง สร้างความหวาดหวั่นไปทั่วโลก

  • มกราคม: เปิดฉากปีระทึกขวัญ ประตูหลุดกลางอากาศ

เพียงไม่กี่วันหลังเริ่มศักราชใหม่ โบอิ้งก็สร้างข่าวสะเทือนโลก เมื่อแผ่น "Door Plug" หรือแผ่นอุดประตูของเครื่องบิน Boeing 737 MAX 9 ของสายการบิน Alaska Airlines เกิดหลุดกระเด็นออกจากลำตัวเครื่อง ขณะบินอยู่ที่ความสูง 16,000 ฟุต

โชคดีที่ไม่มีผู้โดยสารนั่งติดกับประตูนั้นและเครื่องสามารถลงจอดฉุกเฉินได้อย่างปลอดภัย แต่ภาพรูโหว่ขนาดใหญ่กลางลำตัวเครื่องบินได้กลายเป็นไวรัลที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้คนทั่วโลก

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้องค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) สั่งระงับการบินของเครื่องบินรุ่นดังกล่าวในประเทศทันทีเพื่อตรวจสอบเป็นการด่วน

ก่อนจะพบว่าเครื่องบินรุ่นเดียวกันอีกหลายลำมีปัญหา "สลักเกลียวหลวม" ในจุดเดียวกัน สะท้อนถึงปัญหาการควบคุมคุณภาพ (QC) ที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

  • กุมภาพันธ์: หลักฐานมัดตัว "สลักเกลียว 4 ตัวไม่ได้ใส่"

คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ (NTSB) เผยผลการสอบสวนเบื้องต้นที่น่าตกใจว่า เครื่องบินลำที่เกิดเหตุของ Alaska Airlines ขาดสลักเกลียว (Bolts) สำคัญถึง 4 ตัว ที่ใช้ยึดแผ่นประตูเข้ากับตัวเครื่อง

ความผิดพลาดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นนี้ ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงที่ดูแลโครงการ 737 MAX ต้องประกาศลาออกเพื่อรับผิดชอบ ขณะที่ FAA ขีดเส้นตายให้โบอิ้งส่งแผนแก้ไขปัญหามาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทั้งหมดภายใน 90 วัน

  • มีนาคม: ขัดขวางการสอบสวนและปริศนาการเสียชีวิตของพยาน

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อ NTSB ออกมาเปิดเผยว่าโบอิ้งไม่ให้ความร่วมมือในการสืบสวนเท่าที่ควร โดยอ้างว่าไม่มีเอกสารบันทึกการทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งประตูเจ้าปัญหา ทำให้เกิดข้อกังขาถึงความโปร่งใสของบริษัท

ท่ามกลางความตึงเครียด จอห์น บาร์เน็ตต์ (John Barnett) อดีตผู้จัดการฝ่ายคุณภาพของโบอิ้ง ซึ่งเป็นผู้ที่ออกมาเปิดโปง (Whistleblower) ปัญหาด้านความปลอดภัยในการผลิตของบริษัทมาอย่างต่อเนื่อง

ถูกพบว่าเสียชีวิตในรถยนต์ของตนเองอย่างเป็นปริศนา การเสียชีวิตของเขาได้สร้างความตกตะลึงและทิ้งปมปริศนาที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของวิกฤตการณ์ครั้งนี้

  • ไตรมาส 2-3: พนักงานโบอิ้งแฉ "เน้นกำไรเหนือความปลอดภัย"

กระแสการเปิดโปงจากพนักงานทั้งในอดีตและปัจจุบันปะทุขึ้นราวกับเขื่อนแตก หลายคนออกมาให้ข้อมูลตรงกันว่า โบอิ้งมีวัฒนธรรมองค์กรที่กดดันให้พนักงานเร่งกระบวนการผลิตเพื่อส่งมอบเครื่องบินให้ทันตามกำหนด

จนละเลยขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัยที่ควรจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด พนักงานที่พยายามทักท้วงเรื่องความปลอดภัยมักถูกข่มขู่หรือโยกย้ายหน้าที่

แรงกดดันจากสังคมและพนักงานที่รวมตัวกันประท้วงหน้าโรงงาน นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่สุด เดฟ คาลฮูน (Dave Calhoun) ซีอีโอของบริษัท ประกาศจะลงจากตำแหน่งภายในสิ้นปี 2024

พร้อมกับการปรับทัพผู้บริหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง โบอิ้งได้ประกาศแผนปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้ศรัทธา แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะสายเกินไป

  • ไตรมาส 4: ปิดท้ายปีด้วยโศกนาฏกรรมที่เกาหลีใต้

ช่วงปลายปี 2024 วงการการบินต้องเผชิญกับข่าวร้ายอีกครั้ง เมื่อเครื่องบิน Boeing 737-800 ของสายการบิน Jeju Air ประสบอุบัติเหตุไถลออกนอกรันเวย์ที่สนามบินในเกาหลีใต้ ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้าย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 179 คน

แม้ 737-800 จะเป็นเครื่องบินคนละรุ่นกับ 737 MAX ที่มีปัญหา แต่ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลก โดยมีเครื่องบินให้บริการอยู่กว่า 4,400 ลำ โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านลบและสร้างความหวาดระแวงต่อเครื่องบินของโบอิ้งในภาพรวม

อุบัติเหตุเครื่องบินแอร์อินเดีย Boeing 787 Dreamliner ตกครั้งล่าสุด ในเดือนมิถุนายน 2025 นี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะเปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความเชื่อมั่นของสาธารณชนที่มีต่อโบอิ้ง ขาดสะบั้นลงอย่างยากที่จะประสานกลับคืนมาได้หรือไม่

แต่คำถามสำคัญในตอนนี้คือ โบอิ้งจะสามารถฟื้นฟูชื่อเสียงและพิสูจน์ตัวเองให้กลับมายืนหยัดในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมการบินได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่เกิดขึ้นตลอดปี 2024 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...