โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

UN ร้องอิสราเอลโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพ ด้านสหรัฐจ่อส่งระบบกันขีปนาวุธรับมืออิหร่าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ต.ค. 2567 เวลา 18.15 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 08.40 น.
ธงสหประชาชาติโบกสะบัดอยู่ด้านหลังรถหุ้มเกราะของกองกำลังรักษาสันติภาพชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ระหว่างการลาดตระเวนรอบมาร์จายูน ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2024 (ภาพถ่ายโดย AFP)

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีพัฒนาการดุเดือดที่ต้องจับตามองทุกวัน ในพื้นที่เลบานอน สหประชาชาติ (UN) ร้องอิสราเอลโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพ (UNIFIL) ขณะที่อีกแนวรบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน สหรัฐเตรียมส่งกำลังเสริมและระบบป้องกันขีปนาวุธให้อิสราเอลรับมืออิหร่าน

รอยเตอร์ (Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2024 ว่า องค์การสหประชาชาติ (United Nations) กล่าวว่ารถถังของอิสราเอลได้ทำลายประตูและทะลวงเข้าไปในฐานที่ตั้งของกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเลบานอน

กองกำลังรักษาสันติภาพชั่วคราวของสหประชาชาติในเลบานอน (UNIFIL) ซึ่งเป็นหนึ่งในกองกำลังพิทักษ์สันติภาพแห่งองค์การสหประชาชาติ ระบุในแถลงการณ์ว่า ในเช้าตรู่วันที่ 13 ตุลาคม รถถังเมอร์คาวา (Merkava) ของอิสราเอล 2 คัน ได้ทำลายประตูหลักของฐานของกองกำลัง UNIFL และบุกเข้าไปในฐานในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม ก่อนจะยิงกระสุนระเบิดเมื่ออยู่ห่างออกไป 100 เมตร ซึ่งปล่อยควันคละคลุ้งไปทั่วฐานทัพสร้างความตกตะลึงแก่บุคลากรของสหประชาชาติ

ในอีกมุมหนึ่งของเหตุการณ์เดียวกัน กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า กลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ซึ่งถูกหนุนหลังโดยอิหร่านได้ยิงจรวดต่อสู้รถถัง (anti-tank missile) ใส่กองทัพอิสราเอล เป็นเหตุให้มีทหารบาดเจ็บ 25 นาย โดยการโจมตีดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้กับป้อมของ UNIFIL และรถถังซึ่งกำลังช่วยอพยพผู้บาดเจ็บจากการโจมตีที่กำลังถอยกลับเข้าไปในฐานทัพของ UNIFIL

นาดาฟ โชชานี (Nadav Shoshani) โฆษกของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (Israel Defense Forces : IDF) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า อิสราเอลไม่ได้พยายามที่จะบุกฐานทัพเลย อิสราเอลแค่หนุนหลังให้กับรถถังของ UNIFIL ซึ่งกำลังช่วยเหลือผู้บาดเจ็บให้กลับฐานทัพอย่างปลอดภัยเท่านั้น

ในแถลงการณ์ กองทัพอิสราเอลระบุว่า ใช้ม่านควันเพื่อช่วย UNIFIL อพยพทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และไม่ได้สร้างความอันตรายต่อกองกำลังของสหประชาชาติแต่อย่างใด

เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) นายกรัฐมนตรีของอิสราเอลกล่าวในแถลงการณ์ โดยระบุถึง อันโตนิโอ กูเตร์เรส (António Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติว่า ถึงเวลาที่ต้องถอนทัพ UNIFIL ออกจากฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และพื้นที่การรบได้แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา คำร้องของกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล หรือ IDF ถูกปฏิเสธอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนส่งผลให้กลุ่มก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์ใช้ทหารของ UN ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นโล่มนุษย์

สเตฟาน ดูจาร์ริก (Stephane Dujarric) โฆษกประจำตัวของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า กูเตร์เรสยกย่องผู้รักษาสันติภาพ UNIFIL ทุกคนซึ่งยังคงประจำตำแหน่ง และย้ำว่าผู้รักษาสันติภาพต้องไม่ถูกตั้งเป็นเป้าหมายการโจมตี เพราะการโจมตีผู้รักษาสันติภาพถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law) ซึ่งอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามได้

แหล่งข่าวจากสหประชาชาติกล่าวกับทางรอยเตอร์ว่า UNIFIL กลัวว่าจะไม่อาจเฝ้าติดตามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้โจมตีหอสังเกตการณ์ กล้อง อุปกรณ์สื่อสาร ไฟของ UNIFIL จนเสียความสามารถในการเฝ้าติดตาม

ลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ สนทนากับยูอาฟ กัลลันต์ (Yoav Gallant) รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ในวันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม โดยย้ำให้อิสราเอลใช้ทุกมาตรการให้แน่ใจถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของกองกำลัง UNIFIL และกองกำลังติดอาวุธของเลบานอน

สหรัฐส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและกองทัพช่วยอิสราเอลรบอิหร่าน

ในช่วงเวลาเดียวกัน อีกแนวรบหนึ่งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน มีความเคลื่อนไหวจากทางสหรัฐอเมริกา ตามการรายงานของรอยเตอร์ในวันที่ 13 ตุลาคมว่า สหรัฐอเมริกากล่าวว่า จะส่งกองกำลังทหารพร้อมทั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธอันล้ำหน้าของสหรัฐไปยังอิสราเอล แสดงถึงการยกระดับการป้องกันภัยทางอากาศจากการโจมตีทางขีปนาวุธของอิหร่าน

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “ปกป้องอิสราเอล” ซึ่งคาดว่าเพื่อเอาคืนอิหร่านจากเหตุโจมตีกรุงเตหะรานด้วยขีปนาวุธกว่า 180 ลูก ในวันที่ 1 ตุลาคม

สหรัฐเคยเรียกร้องเป็นการส่วนตัวกับทางอิสราเอลให้หลีกเลี่ยงการกระตุ้นสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไบเดนเคยประกาศผ่านสาธารณะว่าไม่สนับสนุนให้อิสราเอลโจมตีคลังนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงกังวลต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านหลังงานของอิหร่านด้วย

พลตรีแพทริก ไรเดอร์ (Patrick Ryder) โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอธิบายการเคลื่อนย้ายว่า เป็นส่วนหนึ่งของ “การปรับปรุงกองทัพที่ได้ดำเนินการตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา” เพื่อสนับสนุนอิสราเอลและปกป้องบุคลากรของสหรัฐจากการโจมตีโดยอิหร่านและกลุ่มที่ได้รับการหนุนหลังโดยอิหร่าน

ทว่านอกจากการซ้อมรบแล้ว การเคลื่อนย้ายกำลังพลไปอิสราเอลเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้ว่าหลายเดือนที่ผ่านมา กำลังทหารสหรัฐได้ช่วยอิสราเอลป้องกันตัวเอง จากการโจมตีด้วยเรือรบและเครื่องบินขับไล่ของอิหร่าน แต่กองกำลังเหล่านี้มีฐานทัพอยู่นอกอิสราเอล

ส่วนระบบป้องกันภัยทางอากาศเพดานบินสูง (Terminal High Altitude Area Defense) หรือ THAAD นั้น เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพสหรัฐ ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งของระบบป้องกันขีปนาวุธของอิสราเอลที่มีความแข็งแกร่งอยู่แล้วด้วย ทั้งนี้ โดยทั่วไปแล้ว THAAD ต้องใช้ทหาร 100 นายในการดำเนินการ ประกอบด้วยรถฐานยิงจรวด 6 คัน ตัวดักจับสัญญาณ 8 ตัวในแต่ละเครื่องยิง พร้อมกับเรดาร์ที่ทรงพลัง

ก่อนหน้านี้ THAAD เคยถูกเคลื่อนย้ายมายังอิสราเอลเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น คือการเคลื่อนมาเพื่อซ้อมรบในปี 2019

ด้านอับบาส อรัคชิ (Abbas Araqchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านเตือนสหรัฐว่า การเคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้ามาในอิสราเอล ทำให้ชีวิตของกองทหารตกอยู่ในความเสี่ยง โดยโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “แม้เราจะใช้ความพยายามอย่างมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาคของเรา แต่เราขอพูดอย่างชัดเจนว่า การปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของอิหร่านคือเรื่องเดียวกัน”

กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า ที่ผ่านมาอิหร่านหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับสหรัฐโดยตรง แต่การเคลื่อนย้ายกองกำลังและระบบการป้องกันภัยของสหรัฐมายังอิสราเอล จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อิหร่านต้องคำนวณใหม่ต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : UN ร้องอิสราเอลโจมตีกองกำลังรักษาสันติภาพ ด้านสหรัฐจ่อส่งระบบกันขีปนาวุธรับมืออิหร่าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...