ลูกทำอะไรช้า: 4 วิธีช่วยกระตุ้นให้ลูกน้อยทำอะไรเร็วขึ้น
เด็กๆ ในช่วงวัยหัดเดิน (toddler) จะเริ่มอยากลองทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น เช่น อยากใส่รองเท้าด้วยตัวเอง อยากเดินไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องให้คุณพ่อคุณแม่จูงมือ แต่ด้วยศักยภาพทางร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กที่ยังไม่สมบูรณ์ ทักษะการช่วยเหลือตัวเองก็ยังไม่เต็มที่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มรำคาญใจที่ ลูกทำอะไรช้า กว่าจะเดินไปถึงจุดหมาย หรือกว่าจะใส่รองเท้าเองได้ ต้องยืนรอไปหลายนาทีและในเวลาเร่งรีบ เมื่อ ลูกทำอะไรช้า คุณพ่อคุณแม่อาจหงุดหงิด รำคาญใจ เผลอบอกให้ลูก “เร็วๆ หน่อย!” หรือตำหนิลูกที่ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่รอนานจนบางครั้งก็อดใจไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายเข้าไปจัดการกับสิ่งที่ลูกกำลังทำอยู่ เพื่อให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปโดยเร็วแต่ความจริงแล้ว การพยายามให้ความช่วยเหลือลูก เพราะคิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กน้อยต้วมเตี้ยมของเราได้นั้น อาจทำให้ลูกรู้สึกกดดันที่ต้องเร่งรีบตลอดเวลา และยังปิดโอกาสการเรียนรู้ของลูกอีกด้วยทีนี้เรามาดูกันว่า แล้วคุณพ่อคุณแม่จะรับมือกับลูกที่ทำอะไรช้าอย่างไร ให้ได้ผลดีต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของลูกด้วย1. สอนให้ลูกทำทีละขั้นตอน
บางครั้ง ลูกพยายามทำอะไรด้วยตัวเองโดยการเลียนแบบจากสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่เคยทำให้ เช่น เคยยืนให้คุณแม่ใส่รองเท้าให้ เมื่อใส่เองก็พยายามยืนใส่ทั้งที่ไม่ถนัดดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรค่อยๆ สอนวิธีการลงมือทำอะไรให้ลูกทีละขั้นตอน ด้วยบอกให้ลูกค่อยๆ ทำทีละอย่าง เช่น ถ้าลูกจะใส่รองเท้าด้วยตัวเอง ต้องเริ่มจากหยิบรองเท้ามาวางให้พร้อม นั่งลง แล้วค่อยๆ ใส่ทีละข้าง ใส่ข้างขวาให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยใส่ข้างซ้าย ลองยืนขึ้นเพื่อตรวจความเรียบร้อย การบอกขั้นตอนทีละอย่างจะทำให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้และทำตามด้วยตัวเองได้ดียิ่งขึ้น2. บอกให้ลูกรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเจออะไรบ้าง
เด็กวัยหัดเดินมักจะตั้งตัวไม่ทัน เมื่อต้องทำอะไรปุบปับหรือเปลี่ยนกิจกรรมกะทันหัน เช่น เมื่อลูกนั่งอ่านหนังสือนิทาน แต่ถูกเรียกให้ลุกไปกินข้าว หรือเล่นของเล่นอยู่ แต่ต้องลุกไปอาบน้ำ นั่นทำให้ลูกยิ่งทำตัวอืดอาด เชื่องช้า เพราะเกิดความสับสน และยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนกิจกรรมตอนนั้นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกได้ก็คือให้ลูกรู้ล่วงหน้าว่าลูกต้องทำอะไรต่อ เช่น เดี๋ยวลูกอ่านหนังสือนิทานเล่มนี้จบแล้ว หนูจะต้องไปกินข้าวนะคะ เพื่อให้ลูกรู้ตัวว่าจะต้องทำอะไรเป็นลำดับต่อไป หรือถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก คุณพ่อคุณแม่ลองบอกเหตุผลหรือข้อดีของสิ่งที่ลูกจะต้องทำ เช่น พออ่านนิทานจบแล้วก็ไปกินข้าว จะได้มีแรงออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านตอนเย็น ก็จะช่วยกระตุ้นให้ลูกรู้สึกอยากให้ความร่วมมือกับคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น3. ลดสิ่งรบกวนรอบตัว
ลูกวัยนี้จะถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยหรือสิ่งเร้ารอบตัวได้ง่าย แค่เพียงมีอะไรเข้ามาดึงดูดความสนใจระหว่างที่กำลังทำอะไรอยู่ ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนโฟกัสไปที่สิ่งเร้าทันที เช่น ตั้งใจจะใส่รองเท้า แต่มัวนั่งดูการ์ตูนในโทรทัศน์เพลินจนลืมใส่รองเท้าอีกข้างดังนั้นแล้วก่อนที่จะให้ลูกทำอะไร คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะปิด หรือเก็บสิ่งที่อาจทำให้ลูกหันไปสนใจเสียก่อน เพื่อให้เขามีสมาธิและทำสิ่งที่ต้องทำได้เร็วขึ้น4. ให้รางวัลเล็กๆ เมื่อลูกทำได้ดีหรือทำทันเวลา
ช่วงแรกของการฝึกให้ลูกทำอะไรสำเร็จด้วยตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีให้รางวัลเมื่อลูกทำสิ่งที่ควรทำได้ทันเวลา เช่น แต่งตัวเสร็จพอดีกับเวลาที่คุณแม่เตรียมอาหารเช้า ก็จะได้ขนมเพิ่มเป็นรางวัล แล้วค่อยๆ เปลี่ยนไปฝึกอะไรที่ยากขึ้นต่อไป เพราะนอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้ลูกทำต่อไปแล้ว ยังทำให้เขามีกำลังใจที่ดี มั่นใจในตัวเอง ไปจนถึงพัฒนาการด้านต่างๆ ก็ดีตามไปด้วยอ้างอิงtodaysparentfatherly