ดาวโจนส์ปิดบวก 124.75 จุด ได้แรงหนุนหุ้นเทคฯ หลังเงินเฟ้อสูงเกินคาด-ลดความหวังเฟดลดดอกเบี้ย 0.50%
ดาวโจนส์ปิดบวก 124.75 จุด ได้แรงหนุนหุ้นเทคฯ หลังเงินเฟ้อสูงเกินคาด-ลดความหวังเฟดลดดอกเบี้ย 0.50%
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -12 ก.ย. 67 7:50: น.
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกในวันพุธ (11 ก.ย.) โดยดาวโจนส์ปิดเพิ่มขึ้น 124.75 จุด หลังได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ช่วยชดเชยความผิดหวังของนักลงทุนที่มีต่อรายงานข้อมูลเงินเฟ้อ ซึ่งบดบังความหวังที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในสัปดาห์หน้า
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้น 124.75 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 40,861.71 จุด ดัชนี S&P 500 ปิดเพิ่มขึ้น 58.61 จุด หรือ 1.07% ปิดที่ 5,554.13 จุด และดัชนีแนสแดค ปิดเพิ่มขึ้น 369.65 จุด หรือ 2.17% ปิดที่ 17,395.53 จุด
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวนในดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุดที่ 3.25% ตามด้วยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยปรับตัวขึ้น 1.3% ด้านดัชนีหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงมากที่สุด โดยลดลง 0.93% ตามด้วยด้วยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวลง 0.88%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้น Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ที่เพิ่มขึ้น 8% จากรายงานของ Semafor ที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอนุญาตให้ Nvidia สามารถส่งออกชิปขั้นสูงไปยังซาอุดีอาระเบียได้
บรรยากาศของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังได้รับแรงหนุนจากผลการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างนางคามาลา แฮร์ริสตัวแทนจากพรรคเดโมแครต และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน
ก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐาน ไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน เพิ่มขึ้น 0.3% มากกว่าคาดการณ์ที่ 0.2% ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนปรับคาดการณ์แนวโน้มที่เฟดจะลดดอกเบี้ยใหม่ โดยข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า บรรดานักลงทุนปรับเพิ่มโอกาสเป็น 85% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% เพิ่มขึ้นจากระดับ 66% ในวันอังคาร และปรับลดโอกาสลงเหลือ 15% จาก 34% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50%
ขณะที่หุ้นกลุ่มการเงินและธนาคารที่คำนวณในดัชนี S&P 500 ลดช่วงลบจากเมื่อวันก่อน ปิดร่วงลง 0.39% โดยหุ้น American Express ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ที่ 3.57% หลังผู้บริหารด้านการเงินของบริษัทกล่าวว่า ธุรกิจสินเชื่อมีความแข็งแกร่งและการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังมีเสถียรภาพ
ขณะที่หุ้นของธนาคารรายใหญ่บางรายของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยฟื้นตัวจากการร่วงลงในช่วงต้นของการซื้อขาย โดยหุ้น Goldman Sachs ปิดเพิ่มขึ้น 0.9% ในขณะที่ JPMorgan เพิ่มขึ้น 0.8% ซึ่งหุ้นกลุ่มธนาคารได้รับผลกระทบเมื่อวันอังคาร หลังธนาคารรายใหญ่ออกคำเตือนถึงการลดลงของรายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์ การฟื้นตัวของวาณิชธนกิจที่ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ และผลกระทบต่อรายได้จากดอกเบี้ยหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด
หลังการดีเบตประธานาธิบดีสหรัฐฯ สิ้นสุดลง และเหลือเวลาอีก 8 สัปดาห์ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 5 พ.ย.นี้ พบว่าแฮร์ริสเป็นตัวเต็งที่จะคว้าชัยชนะ โดยแพลตฟอร์ม PredictItซึ่งเป็นเว็บไซต์พนันทายผลการเมือง เผยว่า อัตราต่อรองที่แฮร์ริสจะชนะนั้น เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 57 เซนต์ จาก 53 เซนต์ ขณะที่อัตราต่อรองของทรัมป์อยู่ที่ 48 เซนต์ ลดลงจาก 52 เซนต์ก่อนการดีเบต จากสาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้หุ้นที่คาดว่าจะทำปรับตัวขึ้นภายใต้การบริหารของทรัมป์ ต่างปรับตัวลดลง โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลและบล็อคเชนปรับตัวลดลง ขณะที่หุ้น Trump Media & Technology Group ร่วงลง 10.5%
ในขณะเดียวกัน หุ้นบริษัทผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งถูกมองว่าได้รับประโยชน์หากแฮร์ริสคว้าชัย ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยหุ้น First Solar พุ่งทะยานขึ้น 15.2% หุ้น Sunrun พุ่งขึ้น 11.3% และหุ้น SolarEdge Technologies พุ่งขึ้น 8.5%
ที่มา Reuters
รายงาน โดย สิริพงศ์ สิริชุมศรี เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ