หน้าผา หนี้เสีย SM กลุ่มบ้าน 1H/67 แตะ 1.43 แสนล้าน โต 11.7% คาดไหลเป็น NPL เพิ่ม
SM กลุ่มบ้าน ครึ่งปีแรก 2567 ทะยาน 1.43 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% จับตากลุ่มบ้านหลังที่ 2-3 ค้างชำระสัดส่วนสูง 19% อนาคตส่อไหล NPL เพิ่ม พร้อมเผยเทรนด์ใหม่คนทิ้งหนี้บ้าน หันจ่ายหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลแทน ชี้เสริมสภาพคล่อง ช่วงรายได้ไม่พอรายจ่าย
วันที่ 20 กันยายน 2567 นายเผด็จ เจริญศิวกรณ์ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยในงาน “กรุงเทพจตุรทิศ : Property เจอหนี้ 10 ปี อสังหาฯไทยกลับไปไม่เหมือนเดิม” ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตไม่เกิน 5% โดยไตรมาส 2 ปี 2567 ขยายตัว 2.3% ส่วนหนี้ครัวเรือนแตะระดับ 90.8% ของ GDP
ขณะที่ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบอินไซด์ที่น่าสนใจ คือ หนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยคนไทยอยู่ที่ 606,378 บาท เพิ่มขึ้น 8.4% (yoy) โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 46.4% หนี้เพิ่มมากกว่ารายได้
กลุ่มเปราะบางรายจ่ายทะยาน 138% ของรายได้ หนี้เพื่อบริโภคโต
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีค่าใช้จ่ายสูง 138% ของรายได้ แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายทั่วไป 113.2% และค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ 25% สะท้อนรายได้ไม่ไม่พอรายจ่าย
ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2567 หนี้คงค้างสะสมเมื่อเทียบแบบรายปี โต 1.3% (yoy) หลัก ๆ การเติบโตมาจากหนี้เพื่อการบริโภค อาทิ หนี้บัตรเครดิต มูลค่า 5.53 แสนล้านบาท เติบโต 2.2% และหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคล มูลค่า 2.6 ล้านล้านบาท เติบโต 2.5% ส่วนหนี้จากสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลค่า 5 ล้านล้านบาท เติบโต 3.5%
SM บ้านขยายตัว 11.7% สวนทางสินเชื่อบุคคลลดลง
ข้อมูลช่วง 6 เดือนแรก พบว่า กลุ่มค้างชำระหนี้มากกว่า 30 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน หรือ SM มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ที่น่าสนใจคือพบการเติบโตการค้างจ่ายหนี้ใน 3 กลุ่ม ได้แก่
1.กลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัย มูลค่า 143,152 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% (yoy)
2.กลุ่มสินเชื่อรถยนต์ มูลค่า 210,947 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% (yoy)
3.สินเชื่อบัตรเครดิต มูลค่า 11,592 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% (yoy)
สวนทางกับสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีกลุ่ม SM มูลค่า 84,928 ล้านบาท ลดลง 1.4% (yoy) และลดลง 48.4% (qoq)
“สิ่งนี้บอกถึงพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป ปกติคนจะยอมผิดนัดชำระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลก่อน จึงตามมาด้วยบัตรเครดิต รถ และบ้าน เป็นลำดับสุดท้าย แต่วันนี้กลับด้านกัน คนต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลกับเครดิตการ์ดไว้เสริมสภาพคล่อง เพราะรายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย”
กลุ่มซื้อบ้านหลังที่ 2-3 หนี้ SM-NPL เริ่มขยายตัว ส่วนมากเป็นสินเชื่อที่เปิดช่วงเกิดโควิด
สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย ช่วงปีแรก 2567 มีคน 2.8 ล้านรายมีสินเชื่อบ้าน แบ่งเป็น บ้าน 1 หลัง สัดส่วน 82.7% และบ้านหลังที่ 2-3 สัดส่วน 16.1% ที่เหลือเป็นกลุ่มมากกว่า 4 หลังขึ้นไป
ทั้งนี้ สัดส่วน 92% ยังเป็นกลุ่มคุณภาพชำระหนี้ได้ดี แต่อีก 8% เป็นกลุ่มเริ่มค้างชำระ (SM) และกลุ่มหนี้เสีย (NPL)
“จากที่เราเห็น กลุ่มบ้านหลังที่ 2-3 เริ่มมีปัญหาเข้าสู่กลุ่ม SM ประมาณ 19.3% และเป็น NPL 19.4% สะท้อนว่าคนกำลังวิกฤต”
ที่น่าสนใจ คือ บัญชีที่เป็น SM ในปี 2566 เริ่มค้างชำระ 1 เดือน (SM) ครั้งแรกจำนวน 18,755 บัญชี ส่วนใหญ่ประมาณ 12,577 บัญชี เป็นการเปิดบัญชีระหว่างปี 2563-2566 หรือช่วงเกิดโควิดเป็นต้นมา
“สินเชื่อบ้านที่เปิดหลังโควิด ผิดนัดชำระหนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ ถามว่าเขามีเจตนาในการผิดนัดชำระอย่างมีนัยยะสำคัญไหม คงไม่ใช่ เพราะวิกฤตและโควิดทำให้เขาเป็นอย่างนี้”
ส่วน NPL ในอดีตถือว่าน้อยมาก แต่ปัจจุบันกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 30%
ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านในอนาคต SM น่าจะหดตัวลง แต่การหดตัวลง และกลายเป็น NPL แทน ซึ่งเทรนด์ NPL บ้านเป็นขาขึ้น แม้ว่าในไตรมาสต่อไปจะใกล้เคียงกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่คงต้องดูต่อไปว่าจะมีอะไรที่สามารถช่วยคนกลุ่มนี้ได้หรือไม่
อสังหาปี 67 ยังท้าทายสูง
ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยกลางปี 2567 และแนวโน้มปี 2567 ในภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยในครึ่งปีแรก 2567 การเปิดตัวโครงการใหม่มีการเปิดตัว จำนวนโครงการลดลง มูลค่าโครงการลดลง ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น แต่จำนวนหน่วยขายลดลง
ส่วนอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่ระดับ 60-65% จากยอดการขออนุมัติสินเชื่อในไตรมาส 1/2567 ต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2566 โดยเฉพาะบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท
ในปี 2567 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงเข้มงวดปล่อยสินเชื่อบ้าน เนื่องจาก ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และสัดส่วน NPL ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังคงอยู่ในสัดส่วนที่สูง เมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคลประเภทอื่น ๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในตลาดโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่มีระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทต่อหน่วย
ส่วนปัจจัยที่ยังคงมีผลกระทบต่อภาคอสังหาฯ มีดังนี้
- ภาวะเศรษฐกิจไม่พื้นตัวตามคาด
- อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง
- ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น
- ผลกระทบภาวะหนี้ครัวเรือน
- กระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค