เปิดโผหุ้นลุ้นอานิสงส์น้ำท่วม ซื้อก.ย. ขาย พ.ย. เก็งผลตอบแทน 5%
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงจากผลกระทบที่เกิดจากพายุยังคงปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายจังหวัดที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากจากสถานการณ์นี้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบไปด้วย
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ดังกล่าวเริ่มดีขึ้น สิ่งที่มักตามมาเสมอ คือการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย รวมไปถึงการซื้อข้าวของอุปโภค บริโภค ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยประเด็นนี้ยังเกี่ยวเนื่องไปถึงบริษัทจดทะเบียนที่มีธุรกิจดังกล่าวอีกด้วย
โดยบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ มอง SET จะเคลื่อนไหว Sideway Up แต่เริ่มมี Upside จำกัดในช่วงสั้น ทั้งนี้คาดเม็ดเงินลงทุนไหลจะเข้าในกลุ่ม Defensive และหุ้นที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว
โดยนักลงทุนที่ต้องการหุ้นเก็งกำไรซึ่งได้อานิสงส์บวกจากสถานการณ์น้ำท่วม แนะนำ HMPRO, GLOBAL, CPALL, BJC, DCC และ TASCO ซึ่งสถิติปี 2553-2566 (เฉพาะปีที่เกิดน้ำท่วมในภาวะ La Nina ยกเว้นปี 2563 ซึ่งเผชิญวิกฤต COVID-19) พบว่าหากซื้อลงทุนช่วงครึ่งหลัง ก.ย. และขายต้น พ.ย. คาดหวังจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 5.0%
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)แนะนำ“ทยอยซื้อ” บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 11.30 บาท สำหรับปี 2567 พายุยางิทำให้ภาคเหนือของไทยฝนตกหนักน้ำท่วมในหลายจังหวัดฝ่ายคาดว่ายอดขายอุปกรณ์ทำความสะอาดและเฟอร์นิเจอร์ของ HMPRO จะเพิ่มขึ้นในระยะสั้นเพียงไตรมาส 3-4 เท่านั้น และน่าจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้รวมอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนในระยะยาว การฟื้นตัวของ CCI ในอนาคตจากการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องคาดจะส่งผลดีต่อยอดขายของ HMPRO ในระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำ“ซื้อ” บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL พร้อมให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 12.00 บาท โดย same store sales (SSS) ของ HMPRO ในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสนี้อ่อนแอ และ หดตัวลงในระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ ถึงสูง จาก -2% ในไตรมาส 1/67 และ -7.3% ในไตรมาส 2/67 โดย SSS YTD น่าจะหดตัวลงในระดับเลขตัวเดียวกลาง ๆ อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมน่าจะดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก 1. ภาวะตลาดดีหลังจากที่ตั้งรัฐบาลใหม่ และ 2. อุปสงค์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหลังน้ำท่วม ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรจะลดลงในไตรมาสที่สาม และจะฟื้นตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์แนะนำ “Outperform”บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 80.00 บาท โดยคาดว่ากำไรช่วงครึ่งปีหลัง 2567 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ ขณะที่ไตรมาส 3/67 คาดกำไรจะเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และจากไตรมาสก่อน แรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากธุรกิจ CVS และ CPAXT ส่วนไตรมาส 4/67 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2567 จากเข้าสู่ High Season อีกทั้ง valuation น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PER 67F ระดับ 25 เท่า (-2SD)
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ”บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC 32.00 บาท และเลือกเป็นหุ้นเด่นกลุ่มคู่กับ CPALL โดยชอบ BJC ที่ 1. คาดกำไรช่วงครึ่งปีหลัง 2567 ฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน, จากช่วงครึ่งปีแรก ตามยอดขายจะเร่งขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ SSSG ฟื้นในขณะที่ GPM จะดีขึ้นด้วย 2. ได้ประโยชน์อันดับต้น ๆ จากนโยบาย Digital wallet ของรัฐบาลใหม่ และ 2. Valuation ยังถูก ราคาหุ้นถูกซื้อขายบน PER ปี 24F เพียง20x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง -1.5SD
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์แนะนำ “NEUTRAL”บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค จำกัด (มหาชน) หรือ DCC เนื่องจากไม่คิดว่าผลการดำเนินงานจะฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 1.80 บาท คาดว่าประมาณการกำไรปี 2567 ของบล.อินโนเวสท์ เอกซ์จะมี downside เล็กน้อย เนื่องจากคาดว่าปริมาณขายจะลดลงตามฤดูกาลในไตรมาส 3/67 ที่เป็นช่วงหน้าฝน และไตรมาส 4/67 ที่มีวันหยุดยาว
นอกจากนี้ยังคาดว่าราคา LNG ที่เพิ่มขึ้น 48% ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาจะส่งผลทำให้ต้นทุนก๊าซของ DCC เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2567 คาดว่า DCC จะคงอัตราการใช้กำลังการผลิตไว้ที่ระดับ 70-75% ตลอดทั้งปี 2567 โดยกลยุทธ์ในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต และเน้นขายกระเบื้องพอร์ซเลน โดยเฉพาะกระเบื้องพรีเมียมขนาดใหญ่ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่ากระเบื้องขนาดปกติ อย่างไรก็ตาม ตลาดระดับล่างยังคงเป็นเป้าหมายหลัก แต่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO พร้อมให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2567 ใหม่ที่ 19.70 บาท โดยเบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 3/67 ที่ระดับ 500-600 ล้านบาท เติบโตทั้งจากไตรมาสก่อน และจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และเป็นจุดสูงสุดของปี หลังได้แรงหนุนจาก 1. ปริมาณขายยางมะตอยรวมที่คาดฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ 2.8-3.0 แสนตัน จาก 2.3 แสนตันในไตรมาส 2/67และ 2.6 แสนตันในไตรมาส 3/66 หลังการเบิกจ่ายงบประมาณทำได้ต่อเนื่องและสูงกว่าปีก่อน
และ 2. คาดอัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวกลับมาที่ระดับ10.0–12.0% ตามสัดส่วนการขายยางมะตอยในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ หากมองไปช่วงไตรมาส 4/67 คาดกำไรปกติจะลดลงจากไตรมาสก่อน ตามฤดูกาล แต่ยังสามารถเติบโตจากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อนได้ต่อเนื่องตามปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวหลังคาดการอนุมัติงบประมาณฯ ไม่ล่าช้าเหมือนปีก่อน