เปิด 7 ข้อเรียกร้อง ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายถึงนายกฯ อังคณาหวังอุ๊งอิ๊งคืนความเป็นธรรม
ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย ยื่น 7 ข้อเรียกร้องถึงนายกฯคนใหม่ ‘อังคณา’ หวัง ‘อุ๊งอิ๊ง’ คืนความเป็นธรรม เหยื่อเห็นพ้อง พ.ร.บ.อุ้มหาย ใช้แล้วกว่า 1 ปี แต่หลายคดีกลับไม่คืบหน้า
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่ห้องประชุมสำนักงานกลางคริสเตียน ราชเทวี กทม. ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ร่วมกับ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ องค์กร Protection International และมูลนิธิ forum Asia จัดงานแถลงข่าวเนื่องในวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล โดยปีนี้จัดภายใต้ชื่อ “Faces of the Victims: A Long Way to Justice” ใบหน้าของเหยื่อ : เส้นทางที่ยาวไกลสู่ความยุติธรรม ทวงถามความคืบหน้าและยื่นข้อเรียกร้องต่อการแก้ปัญหาคนหายของรัฐไทย หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เป็นเวลาปีกว่า
โดยมี นางอังคณา นีละไพจิตร ส.ว.และอดีตสมาชิกคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยถูกบังคับ (WGEID) ซึ่งเป็นภรรยาของ นายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ถูกบังคับสูญหาย, Shui Meng นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นภรรยาของ นายสมบัด สมพอน ผู้นำภาคประชาสังคมลาวที่ถูกบังคับสูญหายในปี 2012, น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนสตรี ซึ่งเป็นภรรยาของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่, นายสีละ จะแฮ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนเผ่าลาหู่ และญาติของเหยื่อจากการบังคับสูญหายชาติพันธ์ลาหู่ ร่วมงาน
น.ส.พิณนภาเปิดเผยว่า หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ ได้เข้าประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งและได้สอบถามว่าคดีของบิลลี่สามารถใช้ พ.ร.บ.นี้มาสืบสวนหาผู้กระทำความผิดได้ด้วยหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ตอบว่า “ไม่ได้” เพราะคดีของบิลลี่เกิดก่อนที่จะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้ หากจะให้คดีของบิลลี่เข้าสู่การสอบสวนของ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะต้องมีหลักฐานใหม่ขึ้นมาพิสูจน์
น.ส.พิณนภากล่าวว่า ที่ผ่านมาครอบครัวได้ดำเนินการทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว ไม่รู้จะหาหลักฐานใหม่อะไรมาให้เจ้าหน้าที่อีก ทั้งที่ในความเป็นจริงบิลลี่ยังเป็นบุคคลสูญหายและคดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์อยู่เลย คดีของบิลลี่ยังไม่สิ้นสุด พ.ร.บ.ฉบับนี้จึงควรที่จะทำหน้าที่ให้กับครอบครัวของผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายโดยไม่มีเงื่อนไขของเวลาเข้ามาเป็นข้อจำกัดให้ครอบครัวเข้าถึงความยุติธรรม
นายสีละกล่าวว่า พ.ร.บ.อุ้มหาย มีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยหนึ่งในหน้าที่ของคณะกรรรมการชุดนี้คือจะต้องตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทรมาน การทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งรับและติดตามตรวจสอบข้อร้องเรียนต่างๆ ด้วย แต่ตนยังไม่เคยเห็นคณะกรรมการชุดนี้มาลงพื้นที่หรือเข้ามาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้สูญหาย หรือติดตามแก้ไขปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว อยากให้คณะกรรมการชุดนี้ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริงให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
นายสีละระบุว่า ที่ผ่านมามีพี่น้องชาติพันธ์ลาหู่ถูกอุ้มหายและถูกซ้อมทรมานเป็นจำนวนมาก และที่ตนเรียกร้องความเป็นธรรมมาโดยตลอดคือกรณีของพี่น้องชาติพันธ์ลาหู่ไม่ต่ำกว่า 20 คนที่ถูกทำให้สูญหาย และมากว่า 50 คน ที่ถูกซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งหนึ่งในนั้นมี จะฟะ จะแฮ หลานชายของตนที่มีอายุเพียงแค่ 14 ปี ด้วย
“ผมเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดตั้งแต่ยังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมเคยทำหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่ง กสม.ได้มีหนังสือส่งต่อไปที่รัฐสภา และรัฐสภาได้มีหนังสือไปถึงกระทรวงกลาโหม กองทัพบก ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเยียวยาเหยื่อ แต่ก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม
ผมมีความหวังว่าหลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้พี่น้องชาติพันธ์ลาหู่ที่ถูกบังคับให้สูญหายจะได้รับความเป็นธรรม แต่ก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้น จึงอยากเรียกร้องให้คณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำความจริงให้ปรากฏด้วย” นายสีละกล่าว
ด้าน Shui Meng กล่าวว่า ผ่านมากว่า 10 ปีที่นายสมบัดถูกบังคับให้สูญหายที่หน้าป้อมตำรวจที่เวียงจันทน์ โดยไม่มีข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายสมบัดเลย ความหวังที่จะได้พบเขาอีกครั้งยิ่งห่างไกลออกไป และความกลัวที่จะไม่มีวันได้รู้ความจริงและความยุติธรรมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะภรรยาและเหยื่อ จะไม่ยอมแพ้ต่อความสิ้นหวัง ไม่ว่าสถานการณ์จะดูสิ้นหวังเพียงใด จะต้องค้นหาความจริงต่อไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย
ขณะที่นางอังคณาระบุว่า คดีสมชายผ่านมากว่า 20 ปี โดยไม่มีความก้าวหน้า เพราะรัฐไม่มีเจตจำนงทางการเมืองในการเปิดเผยความจริง และนำคนผิดมาลงโทษ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.อุ้มหาย รวมถึงการให้สัตยาบันอนุสัญญา แต่ยังไม่เห็นความพยายามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตามหาตัวสมชาย กรรมการตาม พ.ร.บ.ที่ตั้งขึ้นก็ไม่เคยรับฟังครอบครัวทั้งที่กฎหมายระบุให้สืบสวนจนทราบที่อยู่และชะตากรรม และรู้ตัวผู้กระทำผิด ในขณะที่ครอบครัวคนหายต่างถูกคุกคามมาโดยตลอด
นางอังคณากล่าวว่า ไม่นานนี้ขณะจัดงานรำลึก 20 ปี สมชาย นีละไพจิตร ยังมีคนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มาสอดแนม ตามถ่ายภาพครอบครัว ยังไม่นับรวมการด้อยค่า และคุกคามทางออนไลน์
“สมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มหายในรัฐบาลทักษิณ ปีนี้ลูกสาวคุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี โดยคุณทักษิณเองก็ยังมีบทบาททางการเมือง อยากทราบว่าลูกสาวคุณทักษิณในฐานะนายกรัฐมนตรี จะคืนความเป็นธรรมให้ครอบครัวคนถูกอุ้มหายอย่างไร อย่างน้อยบอกความจริง และนำคนผิดมาลงโทษก็ยังดี อุ๊งอิ๊งรักพ่อแค่ไหน ลูกๆ คนหายก็รักพ่อไม่ต่างกัน ดังนั้น คืนความยุติธรรมและการเปิดเผยความจริงจึงจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุดให้แก่ครอบครัว” นางอังคณากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ครอบครัวของผู้ถูกบังคับให้สูญหายได้ยื่นข้อเรียกร้องผ่านการส่งจดหมายฉบับใหญ่เพื่อติดตามความยุติธรรมให้กับผู้สูญหายและครอบครัวให้กับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีการติดแสตมป์หน้าซองเป็นรูปของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย พร้อมทั้งร่วมกันอ่านข้อเรียกร้องโดยรายละเอียดดังนี้
ในท่ามกลางความยินดีกับการที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ทำให้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ สหประชาชาติมีผลบังคับใช้
ในโอกาสวันแห่งการรำลึกถึงผู้ถูกบังคับสูญหายสากล 2567 เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยเปิดเผยความจริงและคืนความเป็นธรรมให้ผู้สูญหายทุกคน เราเน้นย้ำความกังวลและห่วงใยในการดำเนินการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำให้บุคคลสูญหาย การยุติการงดเว้นโทษ และคืนความยุติธรรมครอบครัว ดังนี้
1.เราเน้นย้ำสิทธิที่จะทราบความจริง เนื่องจากการบังคับบุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง รัฐมีหน้าที่ต้องสืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้สูญหาย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ
2.รัฐบาลต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี และมีผลบังคับใช้ ต้องมีความจริงใจในการตามหาตัวผู้สูญหาย และคืนพวกเขาสู่ครอบครัว ในการค้นหาตัวผู้สูญหายต้องเป็นไปตามหลักการชี้แนะในการค้นหาผู้สูญหายของคณะกรรมการสหประชาชาติ คือการหาตัวบุคคล ไม่ใช่การหาศพ หรือเพราะการค้นหาตัวบุคคล จะทำให้เราทราบเรื่องราวของผู้ถูกบังคับสูญหาย และรู้ตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง
3.เราขอเน้นย้ำสิ่งที่รัฐไม่อาจละเลยได้คือการรับประกันความปลอดภัยของครอบครัว ในกระบวนการร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเมื่อการบังคับสูญหายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล และมีอำนาจในหน้าที่การงาน การคุกคามต่อครอบครัวจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ รัฐต้องประเมินความเสี่ยง และออกแบบการดูแลความปลอดภัยร่วมกับครอบครัว และข้อจำกัดเรื่องงบประมาณต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการยุติการคุ้มครองอีกต่อไป
4.รัฐบาลต้องให้ครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยในกระบวนการหาตัวผู้สูญหาย เพื่อความโปร่งใส และยุติธรรม การตัดสิทธิของครอบครัวในการมีส่วนร่วมทำให้การค้นหาตัวผู้สูญหายไม่รอบด้าน อีกทั้งยังอาจมีการปกปิดความจริงที่เกิดขึ้น
5.ข้อเรียกร้องต่อมาตรา 13 เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยบังคับใช้มาตรา 13 อย่างเข้มงวด ป้องกันการส่งกลับ (non-refoulement) ซึ่งระบุว่าห้ามมิให้มีการส่งกลับบุคคลไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงว่าจะถูกบังคับให้สูญหายหรือถูกทรมาน
6.ที่สำคัญที่สุดคือการขจัดทัศนคติเชิงลบต่อครอบครัว การสร้างภาพให้ผู้สูญหายเป็นคนไม่ดี ทำให้ครอบครัวต้องเผชิญกับการตีตราจากสังคม ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงและเด็กให้มีชีวิตอย่างหวาดกลัว และไม่มีความมั่นใจในความปลอดภัย
7.เราขอเน้นย้ำว่า เราจะไม่หยุดส่งเสียงจนกว่าความจริงและความยุติธรรมจะปรากฏ และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัว
ในโอกาสวันรำลึกเหยื่อการบังคับสูญหายสากล เราขอแสดงความยินดีอย่างจริงใจในโอกาสที่ประเทศไทยมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย และอนุสัญญาการบังคับสูญหาย สหประชาชาติมีผลบังคับใช้ เรายืนยันการให้ความร่วมมือกับรัฐในการค้นหาความจริงและความยุติธรรม
เราอยากบอกกับรัฐว่าในฐานะครอบครัว ซึ่งส่วนมากคือผู้หญิงและเด็ก เราถูกทำให้อยู่กับความหวาดกลัว ถูกทำให้สูญเสียอัตตลักษณ์ ถูกตีตรา และเพศยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของเรา
เจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่รู้ว่าในแต่ละปีแม่ๆ หลายคนตายจากไปโดยไม่ทราบความจริงว่าลูกๆ ของพวกเธอหายไปไหน ในฐานะครอบครัว เราขอบคุณมิตรภาพและกำลังใจจากผู้คนร่วมสังคม เราเชื่อมั่นว่าการต่อสู้ของผู้หญิงจะสร้างความตระหนักแก่สังคมถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจมีผู้ใดพรากไปได้
และเราอยากบอกกับรัฐว่า แม้จะล้มเหลว สิ้นหวัง หวาดกลัว และเจ็บปวด แต่ผู้หญิงในฐานะครอบครัวก็ไม่เคยสูญสิ้นความหวัง เรายังคงความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกบังคับสูญหายทุกคน และสักวันความจริงจะปรากฏ และผู้สูญหายจะกลับคืนสู่ครอบครัวซึ่งเป็นที่รักของพวกเขา
ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย
30 สิงหาคม 2567
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิด 7 ข้อเรียกร้อง ครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหายถึงนายกฯ อังคณาหวังอุ๊งอิ๊งคืนความเป็นธรรม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th