เมื่อได้ศึกษาอดีตของเราในแสนปีก่อน ทำให้พบว่า มนุษย์โบราณนั้นแข็งแกร่งเพียงใด
‘The Human Evolution’ ความสามารถด้านกีฬาของเรามีรากฐานที่ลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ด้านวิวัฒนาการของเรา ซึ่งเผยให้เห็นว่าบรรพบุรุษของมนุษยชาตินั้นแข็งแกร่งเพียงใด
การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกลับมาอีกครั้ง ณ กรุงปารีสในปี 2024 นักกีฬาแต่ละคนได้แสดงความสามารถที่น่าทึ่งที่สุดของมนุษย์ทั้งในด้านความแข็งแรง ความเร็ว ความคล่องตัว ไหวพริบ และความแม่นยำในกีฬาประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่การขว้างหอก ว่ายน้ำ ไปจนถึงวิ่ง 500 เมตร ทั้งหมดนี้ถูกฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาก่อนที่เราทั้งหมดจะเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ เสียอีก
แต่บรรพบุรุษของเรานั้นแข็งแกร่งแค่ไหน? นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามหาคำตอบในสาขาวิชาที่ชื่อว่า ชีววิทยาโบราณด้านกีฬาของมนุษย์เป็นหนึ่งการวิจัยที่มุ่งเน้นในการสำรวจศักยภาพสูงสุดของร่างกาย ทั้งการเผาผลาญ ชีวกลศาสตร์ กายวิภาค และสรีรวิทยา เพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
และนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า เราทั้งหมดมีความเป็นนักกีฬามากกว่าที่คิด
ในช่วงหลายปีก่อน นักโบราณคดี Annemieke Milks ได้วางแผนที่จะทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธโบราณอย่างหนึ่ง มันคือหอกที่ได้ชื่อว่าเป็นหอกที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งถูกสร้างโดย ‘นีแอนเดอร์ธัล’ เมื่อ 300,000 ปีก่อน โดยมีความยาวประมาณ 2.1 เมตร และมีลักษณะคล้ายไม้กวาดขนาดใหญ่ที่มีปลายแหลม
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ค้นพบหอกชิ้นนี้ในเมือง Schöningen ประเทศเยอรมนี มันก็ถูกวางอยู่ข้าง ๆ ซากม้าถึง 35 ตัว หลักฐานดังกล่างชี้ให้เห็นว่าชาว ‘นีแอนเดอร์ธัล’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการใช้อาวุธดังกล่าว แต่พวกเขาทำได้อย่างไร? หรือชัดเจนกว่านั้น ‘พวกเขาขว้างหอกโบราณนี้ได้เร็วและไกลแค่ไหน?’
“ปัญหาหลักก็คือการพยายาม(ศึกษา)ไปให้ไกลกว่าการขาดทักษะในการขว้างโดยสิ้นเชิง” Milks กล่าวถึงการศึกษาก่อนหน้าที่ได้ทดสอบหอกชิ้นนี้กับนักขว้างที่ไม่มีประสบการณ์ ซึ่งบางครั้งก็รวมถึงนักวิจัยเองด้วย และพวกเขาก็สรุปว่าหอกเคลื่อนที่ได้เพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น “ฉันก็เลยเลิกคิ้ว” เธอเล่า
Milks ต้องการหาคำตอบจึงได้จ้างช่างไม้ให้ทำเลียนแบบหอกชิ้นนี้ และเพื่อให้มีความถูกต้องมากขึ้น ทีมวิจัยได้เชิญผู้ขว้างหอกที่มีประสบการณ์มาแทนที่จะเป็นคนทั่วไปเช่นนักกีฬาขว้างหอก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเรียกได้ว่า ‘ผิดคาด’ ไปจากความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยม
นักวิชาการจำนวนมาในอดีตเชื่อว่าหอกของนีแอนเดอร์ธัลนั้นหนักเกินไปที่จะขว้าง ดังนั้นพวกเขาเชื่อว่าน่าจะเป็นการล่าสัตว์ในระยะใกล้มากกว่าหรือไม่ก็เป็นการแทงไปตรง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวสูง (เหยื่อรู้ตัวแล้วหนีไปก่อน) ท้ายที่สุดก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นีแอนเดอร์ธัลสูญพันธุ์ไปในที่สุด
แต่ผลที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปี 2018 นักกีฬาขว้างหอก 6 คนได้แสดงให้เห็นว่า อาวุธโบราณนี้สามารถพุ่งไปด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง! และยังไปได้ไกลกว่า 25 เมตร
“เมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ คุณจะเห็นภาพที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง” Milks กล่าว “หอกนั้นมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม พวกมันบินได้!”
ตั้งแต่นั้นมา นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยมองมนุษย์โบราณในแบบเดิมอีกเลย สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายกว่าปัจจุบัน (อุปกรณ์อำนวยความสะดวกน้อยกว่า) ทำให้บรรพบุรุษของเราอยู่ในโหมดเอาตัวรอดซึ่งผลักดันศักยภาพของร่างกายไปถึงขีดสุด
แนวทางการวิจัยใหมนี้มี “ศักยภาพมหาศาล ในแง่ของการค้นคว้าและสำรวจการเดินทางแห่งวิวัฒนาการของเรา” Danny Longman นักสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยลัฟโบโรในสหราชอาณาจักร กล่าว
เมื่อประมาณทศวรรษที่แล้ว Jay Stock ศาสตราจารย์ด้านมานุษวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (ในขณะนั้น) ได้เริ่มวิเคราะห์นักกีฬาปัจจุบันโดยการ CT-Scan กระดูกของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อระบุลักษณะที่แตกต่างออกมาเมื่อมีการออกกำลัง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกระดูกโบราณ
ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพง่าย ๆ ว่าในอดีตผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างไร พวกเขาวิ่ง ขว้าง หรือลากมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าการกระทำซ้ำ ๆ อย่างหนักหน่วงเช่นการออกกำลังเพื่อผลักดันขีดจำกัดของตัวเองของนักกีฬานั้นจะทำให้คุณสมบัติของกระดูกอย่าง ความหนาแน่น หรือรูปร่างเปลี่ยนแปลง
เมื่อเราเคลื่อนไหวในแบบใดแบบหนึ่งเป็นประจำ กระดูกจะแข็งแรงขึ้นเพื่อต่อต้านแรงกด รูปแบบเหล่านี้สามารถสังเกตได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมเฉพาะที่ทำ แน่นอนว่าในปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายที่ช่วยทุ่นแรง ซึ่งหากว่ากันตามตรงเราในปัจจุบันอาจถูกมองว่าเป็นคนขี้เกียจสำหรับคนโบราณ แต่กับนักกีฬาแล้วไม่ใช่แบบนั้น
“หากพวกเขาได้รับการฝึกฝนกีฬาชนิดเดียวกัน และฝึกซ้อมมาเป็นเวลานานโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะมีรูปแบบกิจกรรมเดิม ๆ” Stock กล่าว
ทีมวิจัยของ Stock ได้ข้อมูลความแตกต่างทางโครงกระดูกอย่างสม่ำเสมอจากนักกีฬาหลายประเภทเช่น นักว่ายน้ำ นักวิ่ง นักคริกเก็ต และนักกีฬาฮอกกี้ระดับมหาวิทยาลัย จากนั้นพวกเขาก็นำมันไปเปรียบเทียบกับฟอสซิล ผลลัพธ์ที่ได้นั่นน่าประหลาดใจ
ในบทความที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Human Evolution ปี 2013 ระบุว่ากระดูกของนักว่ายน้ำมีความคล้ายคลึงกับกระดูกของชาวเกาะอันดามันในช่วงปลายศตวรรที่ 19 ซึ่งพายเรือและว่ายน้ำเพื่อหาอาหารกินเป็นประจำ
ขณะเดียวกันกระดูกหน้าแข้งของ โฮโม เซเปียนส์ และ นีแอนเดอร์ธัล ที่มีอายุระหว่าง 40,000 ปีถึง 120,000 ปีก็ดูแข็งแกร่งกว่านักกีฬาวิ่งระยะไกลที่วิ่งสัปดาห์ละ 128 ถึง 160 กิโลเมตรตั้งแต่วัยรุ่นเสียอีก กล่าวอีกอย่าง พวกเขาแข็งแกร่งกว่าเราหลายเท่า เนื่องจากต้องเดินทางไปทั่วทุกแห่งหนเพื่อเอาชีวิตรอด
หรือแม้แต่การทำงานของผู้หญิงชาวไร่เมื่อ 2,000 ปีถึง 7,000 ปีก่อนในยุโรปกล่าวก็หนักหนาสาหัสพอ ๆ กับการฝึกของนักกีฬาหญิงชั้นนำปัจจุบัน โดยงานวิจัยที่รายงานไว้ใน Science Advances ปี 2017 ระบุว่ากระดูกหน้าแข้งของชาวนานในยุคหินใหม่ มีความคล้ายคลึงกับผู้ที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาในปัจจุบัน
ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เดินไปไหนมาไหนไกลมากนัก แต่ความแตกต่างสุดยอดกลับอยู่ที่แขน
“การค้นพบที่สำคัญก้คือ เมื่อคุณมองไปที่(กระดูก)แขนของพวกเธอ คนเหล่านั้นแข็งแรงยิ่งกว่านักพายเรือด้วยซ้ำ” Alison Murray นักมานุยษวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย กล่าว
ทั้งที่นักพายเรือปัจจุบันฝึกซ้อมมากถึง 21 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยออกแรงพายมากกว่าน้ำหนักตัวเองถึง 6 เท่า แต่สตรีชาวไร่กลับมีแขนส่วนบนที่แข็งแรงกว่า ซึ่งน่าจะมาจากการปลูกกับเก็บเกี่ยวพืชผล บดเมล็ด และการปั้นหม้อที่ “มีความเข้มข้นต่ำ แต่ทำกิจกรรมนั้นซ้ำ ๆ กัน” Murray บอก
อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชื่นชมมนุษย์โบราณก็คือ ‘สภาพจิตใจ’ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ต้องเอาตัวรอดตลอดเวลา และความไม่แน่นอนของทรัพยากรอาจทำให้เกิดความเครียดในระดับสูงได้ แต่เราก็เห็นหลักฐานแล้วว่าพวกเขาผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้แน่นอน แต่พวกเขาทำได้อย่างไร?
สำหรับนักกีฬาปัจจุบันนั้นเมื่อผลักดันร่างกายไปจนสุดขีดจำกัดแล้ว ก็ต้องการที่จะก้าวข้ามมันไปอีกขั้นหนึ่งนั้นต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูงหลายเท่า ต่างจากการพัฒนาร่างกายในตอนแรก ในระหว่างทางนั้นสร้างความเครียดและความเหนื่อยล้าทางจิตใจเช่นเดียวกัน เพื่อทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และปริมาณสำรองของกล้ามเนื้อกับไขมันของนักกีฬาเหล่านี้ตลอดความพยายามในการก้าวข้ามขีดจำกัด
“สิ่งนี้อาจบอกอะไรกับเราบางอย่างเกี่ยวกับสรีรวิทยาและต่อมไร้ท่อของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนานแล้ว” Murray กล่าว “นี่เป็นคำถามประเภทที่ฉันไม่เคยติดจะใช้แค่กระดูกตอบเพียงอย่างเดียว”
ทั้ง Murray และ Longman ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำลายและเลือดของนักวิ่งในการแข่งขันที่มีระยะทางมากกว่าการวิ่งมาราธอน 3-6 เท่า และในสภาพอากาศที่รุนแรง การแข่งขันดังกล่าวอยู่ในสเปนและป่าดงดิบของเปรู รวมไปถึงเทือกเขาหิมาลัยของเนปาลและอาร์กติกของฟินแลนด์ โดยทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล
ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นเบาะแสที่อาจเป็นอีกหนึ่งในความลับว่ามนุษย์โบราณเอาตัวรอดอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความกดดันรุนแรง
“ร่างกายของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะจัดสรรพลังงานอย่างไร” Stock กล่าว “สำหรับผมแล้ว นั่นน่าสนใจมากจริง ๆ เพราะเป็นหน้าต่างสู่การเอาตัวรอด” และอาจช่วยให้นักกีฬาปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง
ที่มา
https://globalsportmatters.com/…/as-humans-evolved…/
https://www.smithsonianmag.com/…/five-ways-humans…/
https://www.discovermagazine.com/…/how-strong-were…
https://www.smithsonianmag.com/…/five-ways-humans…/
Photo : TRJavelin - Own work, CC BY-SA 3.0, commons.wikimedia.org