โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อได้ศึกษาอดีตของเราในแสนปีก่อน ทำให้พบว่า มนุษย์โบราณนั้นแข็งแกร่งเพียงใด

Environman

อัพเดต 07 ส.ค. 2567 เวลา 06.06 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2567 เวลา 12.00 น.

‘The Human Evolution’ ความสามารถด้านกีฬาของเรามีรากฐานที่ลึกซึ้งในประวัติศาสตร์ด้านวิวัฒนาการของเรา ซึ่งเผยให้เห็นว่าบรรพบุรุษของมนุษยชาตินั้นแข็งแกร่งเพียงใด

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกลับมาอีกครั้ง ณ กรุงปารีสในปี 2024 นักกีฬาแต่ละคนได้แสดงความสามารถที่น่าทึ่งที่สุดของมนุษย์ทั้งในด้านความแข็งแรง ความเร็ว ความคล่องตัว ไหวพริบ และความแม่นยำในกีฬาประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่การขว้างหอก ว่ายน้ำ ไปจนถึงวิ่ง 500 เมตร ทั้งหมดนี้ถูกฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาก่อนที่เราทั้งหมดจะเป็น ‘โฮโม เซเปียนส์’ เสียอีก

แต่บรรพบุรุษของเรานั้นแข็งแกร่งแค่ไหน? นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามหาคำตอบในสาขาวิชาที่ชื่อว่า ชีววิทยาโบราณด้านกีฬาของมนุษย์เป็นหนึ่งการวิจัยที่มุ่งเน้นในการสำรวจศักยภาพสูงสุดของร่างกาย ทั้งการเผาผลาญ ชีวกลศาสตร์ กายวิภาค และสรีรวิทยา เพื่อเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น

และนักวิทยาศาสตร์ก็พบว่า เราทั้งหมดมีความเป็นนักกีฬามากกว่าที่คิด

#ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน

ในช่วงหลายปีก่อน นักโบราณคดี Annemieke Milks ได้วางแผนที่จะทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธโบราณอย่างหนึ่ง มันคือหอกที่ได้ชื่อว่าเป็นหอกที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งถูกสร้างโดย ‘นีแอนเดอร์ธัล’ เมื่อ 300,000 ปีก่อน โดยมีความยาวประมาณ 2.1 เมตร และมีลักษณะคล้ายไม้กวาดขนาดใหญ่ที่มีปลายแหลม

สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ค้นพบหอกชิ้นนี้ในเมือง Schöningen ประเทศเยอรมนี มันก็ถูกวางอยู่ข้าง ๆ ซากม้าถึง 35 ตัว หลักฐานดังกล่างชี้ให้เห็นว่าชาว ‘นีแอนเดอร์ธัล’ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการใช้อาวุธดังกล่าว แต่พวกเขาทำได้อย่างไร? หรือชัดเจนกว่านั้น ‘พวกเขาขว้างหอกโบราณนี้ได้เร็วและไกลแค่ไหน?’

“ปัญหาหลักก็คือการพยายาม(ศึกษา)ไปให้ไกลกว่าการขาดทักษะในการขว้างโดยสิ้นเชิง” Milks กล่าวถึงการศึกษาก่อนหน้าที่ได้ทดสอบหอกชิ้นนี้กับนักขว้างที่ไม่มีประสบการณ์ ซึ่งบางครั้งก็รวมถึงนักวิจัยเองด้วย และพวกเขาก็สรุปว่าหอกเคลื่อนที่ได้เพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น “ฉันก็เลยเลิกคิ้ว” เธอเล่า

Milks ต้องการหาคำตอบจึงได้จ้างช่างไม้ให้ทำเลียนแบบหอกชิ้นนี้ และเพื่อให้มีความถูกต้องมากขึ้น ทีมวิจัยได้เชิญผู้ขว้างหอกที่มีประสบการณ์มาแทนที่จะเป็นคนทั่วไปเช่นนักกีฬาขว้างหอก ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเรียกได้ว่า ‘ผิดคาด’ ไปจากความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยม

นักวิชาการจำนวนมาในอดีตเชื่อว่าหอกของนีแอนเดอร์ธัลนั้นหนักเกินไปที่จะขว้าง ดังนั้นพวกเขาเชื่อว่าน่าจะเป็นการล่าสัตว์ในระยะใกล้มากกว่าหรือไม่ก็เป็นการแทงไปตรง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวสูง (เหยื่อรู้ตัวแล้วหนีไปก่อน) ท้ายที่สุดก็อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นีแอนเดอร์ธัลสูญพันธุ์ไปในที่สุด

แต่ผลที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปี 2018 นักกีฬาขว้างหอก 6 คนได้แสดงให้เห็นว่า อาวุธโบราณนี้สามารถพุ่งไปด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง! และยังไปได้ไกลกว่า 25 เมตร

“เมื่ออยู่ในมือของผู้เชี่ยวชาญ คุณจะเห็นภาพที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง” Milks กล่าว “หอกนั้นมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม พวกมันบินได้!”

ตั้งแต่นั้นมา นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่เคยมองมนุษย์โบราณในแบบเดิมอีกเลย สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายกว่าปัจจุบัน (อุปกรณ์อำนวยความสะดวกน้อยกว่า) ทำให้บรรพบุรุษของเราอยู่ในโหมดเอาตัวรอดซึ่งผลักดันศักยภาพของร่างกายไปถึงขีดสุด

แนวทางการวิจัยใหมนี้มี “ศักยภาพมหาศาล ในแง่ของการค้นคว้าและสำรวจการเดินทางแห่งวิวัฒนาการของเรา” Danny Longman นักสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยลัฟโบโรในสหราชอาณาจักร กล่าว

#กระดูกที่เคลื่อนไหว

เมื่อประมาณทศวรรษที่แล้ว Jay Stock ศาสตราจารย์ด้านมานุษวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ (ในขณะนั้น) ได้เริ่มวิเคราะห์นักกีฬาปัจจุบันโดยการ CT-Scan กระดูกของกลุ่มตัวอย่าง เพื่อระบุลักษณะที่แตกต่างออกมาเมื่อมีการออกกำลัง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับกระดูกโบราณ

ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นภาพง่าย ๆ ว่าในอดีตผู้คนใช้ชีวิตกันอย่างไร พวกเขาวิ่ง ขว้าง หรือลากมากแค่ไหนเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าการกระทำซ้ำ ๆ อย่างหนักหน่วงเช่นการออกกำลังเพื่อผลักดันขีดจำกัดของตัวเองของนักกีฬานั้นจะทำให้คุณสมบัติของกระดูกอย่าง ความหนาแน่น หรือรูปร่างเปลี่ยนแปลง

เมื่อเราเคลื่อนไหวในแบบใดแบบหนึ่งเป็นประจำ กระดูกจะแข็งแรงขึ้นเพื่อต่อต้านแรงกด รูปแบบเหล่านี้สามารถสังเกตได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมเฉพาะที่ทำ แน่นอนว่าในปัจจุบันมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมายที่ช่วยทุ่นแรง ซึ่งหากว่ากันตามตรงเราในปัจจุบันอาจถูกมองว่าเป็นคนขี้เกียจสำหรับคนโบราณ แต่กับนักกีฬาแล้วไม่ใช่แบบนั้น

“หากพวกเขาได้รับการฝึกฝนกีฬาชนิดเดียวกัน และฝึกซ้อมมาเป็นเวลานานโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะมีรูปแบบกิจกรรมเดิม ๆ” Stock กล่าว

ทีมวิจัยของ Stock ได้ข้อมูลความแตกต่างทางโครงกระดูกอย่างสม่ำเสมอจากนักกีฬาหลายประเภทเช่น นักว่ายน้ำ นักวิ่ง นักคริกเก็ต และนักกีฬาฮอกกี้ระดับมหาวิทยาลัย จากนั้นพวกเขาก็นำมันไปเปรียบเทียบกับฟอสซิล ผลลัพธ์ที่ได้นั่นน่าประหลาดใจ

ในบทความที่เผยแพร่ในวารสาร Journal of Human Evolution ปี 2013 ระบุว่ากระดูกของนักว่ายน้ำมีความคล้ายคลึงกับกระดูกของชาวเกาะอันดามันในช่วงปลายศตวรรที่ 19 ซึ่งพายเรือและว่ายน้ำเพื่อหาอาหารกินเป็นประจำ

ขณะเดียวกันกระดูกหน้าแข้งของ โฮโม เซเปียนส์ และ นีแอนเดอร์ธัล ที่มีอายุระหว่าง 40,000 ปีถึง 120,000 ปีก็ดูแข็งแกร่งกว่านักกีฬาวิ่งระยะไกลที่วิ่งสัปดาห์ละ 128 ถึง 160 กิโลเมตรตั้งแต่วัยรุ่นเสียอีก กล่าวอีกอย่าง พวกเขาแข็งแกร่งกว่าเราหลายเท่า เนื่องจากต้องเดินทางไปทั่วทุกแห่งหนเพื่อเอาชีวิตรอด

หรือแม้แต่การทำงานของผู้หญิงชาวไร่เมื่อ 2,000 ปีถึง 7,000 ปีก่อนในยุโรปกล่าวก็หนักหนาสาหัสพอ ๆ กับการฝึกของนักกีฬาหญิงชั้นนำปัจจุบัน โดยงานวิจัยที่รายงานไว้ใน Science Advances ปี 2017 ระบุว่ากระดูกหน้าแข้งของชาวนานในยุคหินใหม่ มีความคล้ายคลึงกับผู้ที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาในปัจจุบัน

ซึ่งอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้เดินไปไหนมาไหนไกลมากนัก แต่ความแตกต่างสุดยอดกลับอยู่ที่แขน

“การค้นพบที่สำคัญก้คือ เมื่อคุณมองไปที่(กระดูก)แขนของพวกเธอ คนเหล่านั้นแข็งแรงยิ่งกว่านักพายเรือด้วยซ้ำ” Alison Murray นักมานุยษวิทยาจากมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย กล่าว

ทั้งที่นักพายเรือปัจจุบันฝึกซ้อมมากถึง 21 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยออกแรงพายมากกว่าน้ำหนักตัวเองถึง 6 เท่า แต่สตรีชาวไร่กลับมีแขนส่วนบนที่แข็งแรงกว่า ซึ่งน่าจะมาจากการปลูกกับเก็บเกี่ยวพืชผล บดเมล็ด และการปั้นหม้อที่ “มีความเข้มข้นต่ำ แต่ทำกิจกรรมนั้นซ้ำ ๆ กัน” Murray บอก

#ก้าวไปสู่ขีดจำกัด

อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชื่นชมมนุษย์โบราณก็คือ ‘สภาพจิตใจ’ เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ต้องเอาตัวรอดตลอดเวลา และความไม่แน่นอนของทรัพยากรอาจทำให้เกิดความเครียดในระดับสูงได้ แต่เราก็เห็นหลักฐานแล้วว่าพวกเขาผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้แน่นอน แต่พวกเขาทำได้อย่างไร?

สำหรับนักกีฬาปัจจุบันนั้นเมื่อผลักดันร่างกายไปจนสุดขีดจำกัดแล้ว ก็ต้องการที่จะก้าวข้ามมันไปอีกขั้นหนึ่งนั้นต้องใช้ความพยายามและความอดทนสูงหลายเท่า ต่างจากการพัฒนาร่างกายในตอนแรก ในระหว่างทางนั้นสร้างความเครียดและความเหนื่อยล้าทางจิตใจเช่นเดียวกัน เพื่อทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน

ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และปริมาณสำรองของกล้ามเนื้อกับไขมันของนักกีฬาเหล่านี้ตลอดความพยายามในการก้าวข้ามขีดจำกัด

“สิ่งนี้อาจบอกอะไรกับเราบางอย่างเกี่ยวกับสรีรวิทยาและต่อมไร้ท่อของบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนานแล้ว” Murray กล่าว “นี่เป็นคำถามประเภทที่ฉันไม่เคยติดจะใช้แค่กระดูกตอบเพียงอย่างเดียว”

ทั้ง Murray และ Longman ได้ทำการเก็บตัวอย่างน้ำลายและเลือดของนักวิ่งในการแข่งขันที่มีระยะทางมากกว่าการวิ่งมาราธอน 3-6 เท่า และในสภาพอากาศที่รุนแรง การแข่งขันดังกล่าวอยู่ในสเปนและป่าดงดิบของเปรู รวมไปถึงเทือกเขาหิมาลัยของเนปาลและอาร์กติกของฟินแลนด์ โดยทั้งหมดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล

ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นเบาะแสที่อาจเป็นอีกหนึ่งในความลับว่ามนุษย์โบราณเอาตัวรอดอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความกดดันรุนแรง

“ร่างกายของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะจัดสรรพลังงานอย่างไร” Stock กล่าว “สำหรับผมแล้ว นั่นน่าสนใจมากจริง ๆ เพราะเป็นหน้าต่างสู่การเอาตัวรอด” และอาจช่วยให้นักกีฬาปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง

ที่มา

https://globalsportmatters.com/…/as-humans-evolved…/

https://www.smithsonianmag.com/…/five-ways-humans…/

https://www.discovermagazine.com/…/how-strong-were…

https://www.smithsonianmag.com/…/five-ways-humans…/

Photo : TRJavelin - Own work, CC BY-SA 3.0, commons.wikimedia.org

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...