รายได้ท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท “หืดขึ้นคอ” สวนทางจำนวนนทท.เกินเป้า
เป้า “รายได้ท่องเที่ยว 67” เม็ดเงิน 3 ล้านล้านบาทยัง “หืดขึ้นคอ” แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเกินเป้าเหตุติดกับดักเศรษฐกิจ-สินค้าท่องเที่ยวเกลื่อนตลาด ททท. จัดเส้นทาง 365 วันคนรักกาแฟ - “เที่ยวในที่ใช่ ทำกิจกรรมที่ชอบ” พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองชายแดน แก้เกมกับดักค่าใช้จ่ายต่อคนต่อหัวลดฮวบ
นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2567 ไว้กว่า 3 ล้านล้านบาท โดยการตลาดในประเทศแบ่งเค้กเป้ารายได้การท่องเที่ยวในประเทศมา 1.08 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 200 ล้านคน/ครั้ง
“วันนี้ในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวเรามั่นใจว่าไปได้เกิน 200 ล้านคน/ครั้งแน่นอน แต่ “รายได้” ยังห่างจากเป้าที่ตั้งไว้เยอะ จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาแม้ว่าคนไทยจะเที่ยวเยอะแต่ควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายยากมาก 2 เราเจอกับดักเรื่องของสินค้าที่เกลื่อนตลาด “ไปที่ไหนก็เห็นเหมือนกันหมด” ขาดเรื่องเล่า ขาดสตอรี่ ขาดความแตกต่าง ส่งผลให้ รายได้ท่องเที่ยว ยังหืดขึ้นคออยู่”
หากย้อนดูสถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกรกฎาคม 2567 จะพบว่า ไทยมีรายได้ 581,986 ล้านบาท เติบโต 12.44% จำนวนนักท่องเที่ยว160,495 ,823คน-ครั้ง เติบโต 8.8% OR 73.00 เติบโต 4.0%
ขณะที่ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวคนไทยต่อคนต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อทริป ส่วนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 54,800 บาทต่อคนต่อทริป ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน
ปักธง 2568 ปีแห่งการท่องเที่ยววางเป้ารายได้ 3.4 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวตลาดในประเทศปี 2568 มีรายได้รวม 1.17 ล้านล้านบาทจำนวนท่องเที่ยว 205 ล้านคนครั้ง และตลาดต่างประเทศรายได้ 2.23 ล้านล้านบาทจำนวนท่องเที่ยว 39 ล้านคน
“รัฐบาลต้องการเพิ่มตัวเลขการท่องเที่ยวอย่างน้อย 5% แต่ต้องยอมรับว่าหลังโควิดเป็นต้นมาแหล่งท่องเที่ยวหลายๆแห่งของเรามีปัญหา นักท่องเที่ยวถูกฆาตกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมในเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นในปีแห่งการท่องเที่ยวรัฐบาลจะเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยว และนำไปสู่ความแข็งแรงในเรื่องของความปลอดภัยต่างๆด้วย”
โดยจะขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “IGNITE THAILAND” ที่จะถูกขยี้ในปี 2568 โดยตั้งเป้าให้เป็น “ปีท่องเที่ยว” ผ่านการวางรากฐาน 5 หมวดได้แก่
- คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีทุกย่างก้าว
- must do in Thailand ผ่านสินค้าทางการท่องเที่ยว เช่นอาหารไทย วัฒนธรรมไทย ผ้าไทย โชว์ไทยหรือมวยไทย
- เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว กระตุ้นการเดินทางโดยการนำ Activity เด่นๆของแต่ละภูมิภาคเป็นตัวกระตุ้นในการเพิ่มวันพักค้างและเพิ่มค่าใช้จ่ายในพื้นที่
- Hub of ASEAN สนับสนุนการจัดคาราวานเส้นทางเชื่อมโยงไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน ผลักดันบริษัทนำเที่ยวให้เสนอขายเส้นทางเชื่อมโยงสู่อาเซียนทางรถไฟและรถยนต์โดยเฉพาะเมืองชายแดน
- World Class event hub ส่งเสริมต่อยอดในช่วงที่มีการจัดกิจกรรม World Class event ในพื้นที่เพิ่มการพักค้างและกระจายตัวไปสู่จังหวัดข้างเคียง ในพื้นที่เพิ่มการพักค้างและกระจายตัวไปสู่จังหวัดข้างเคียงนำ เสนอข้อมูลข่าวสารเช่นร้านอาหารสินค้าเพื่อเพิ่มการใช้จ่าย
“สิ่งสำคัญคือถ้าเม็ดเงินจะลงไปถึงเมืองท่องเที่ยวสิ่งแรกไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเยอะ แต่เป็นโลจิสติกส์จะต้องถึง 2 ห้องพักต้องพอและ 3 แหล่งท่องเที่ยวต้องมี Event ตามมาด้วย งบประมาณ เพราะฉะนั้นเราเลือกจังหวัดที่มีสนามบินทำโปรเจกต์ “12 เมืองต้องห้ามพลาด” ก่อนจะขยายไปยัง“เมืองน่าเที่ยว” ซึ่งตีโจทย์ของเมืองรองและชายแดน เนื่องจากเทรนด์ท่องเที่ยวปัจจุบันคนว่างปุ๊บขับรถเที่ยว ส่งผลให้การท่องเที่ยวชายแดนคึกคักมากขึ้น
นอกจากนี้ เรายังเจอปัญหาเรื่องของกับดักของค่าใช้จ่ายต่อคนต่อหัวของนักท่องเที่ยว เราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ตอนนี้โชคดีที่กาแฟไทยกำลังดังเราจัดเส้นทาง 365 วันคนรักกาแฟ แต่อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดเรื่องของการ“ช้อปปิ้ง” ก็ยังคงมีความยั่งยืนอยู่ในตัวเรานำเสนอกิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวใน Concept “เที่ยวในที่ใช่ ทำกิจกรรมที่ชอบ” เข้ามาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนต่อหัวให้มากขึ้น”
เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยนคน GEN ใหม่เที่ยวตามอินฟลูที่จริงใจ
ขณะที่นางสาวกนกกุล ช้างพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาด บริษัท คลูก เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Social Media เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ GEN Z ที่หันมาค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวผ่าน Tiktok มากขึ้น
ขณะเดียวกันก็เกิดวัฒนธรรมการแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวซึ่งข้อมูลวิจัยของ “คลูก” ในช่วงต้นปี 2567 พบว่า นักท่องเที่ยวไทยกว่า 96% จะแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านโลกโซเชียลมีเดียเมื่อเดินทางท่องเที่ยว
โดย Social Media ที่นักท่องเที่ยวไทยใช้ค้นหาแลกเปลี่ยนข้อมูลและแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวหลัก ๆ ยังคงเป็น Facebook 89% ตามมาด้วย YouTube และ Tiktok ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและลงมาก็คือ Instagram
“เราพบว่าบนโลกออนไลน์เสียงของ “Influencer” หรือ “Creator” ที่รีวิวและแชร์ประสบการณ์จนเป็นวัฒนธรรมใหม่และเอฟเฟคมากกับการซื้อกิจกรรมท่องเที่ยว จาก Research ของเราพบว่านักท่องเที่ยวไทยมากกว่า 90% จะตัดสินใจซื้อกิจการท่องเที่ยวจากออนไลน์ว้อยซ์ หรือการรีวิวของ Content creatorที่เขาเชื่อถือ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเบอร์ใหญ่หรือPopular แต่เป็น Influencer ที่ทำ Content ที่จริงใจน่าเชื่อถือก็จะตัดสินใจซื้อตาม”