โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รายได้ท่องเที่ยว 3 ล้านล้านบาท “หืดขึ้นคอ” สวนทางจำนวนนทท.เกินเป้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ส.ค. 2567 เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2567 เวลา 03.05 น.

เป้า “รายได้ท่องเที่ยว 67” เม็ดเงิน 3 ล้านล้านบาทยัง “หืดขึ้นคอ” แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเกินเป้าเหตุติดกับดักเศรษฐกิจ-สินค้าท่องเที่ยวเกลื่อนตลาด ททท. จัดเส้นทาง 365 วันคนรักกาแฟ - “เที่ยวในที่ใช่ ทำกิจกรรมที่ชอบ” พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองชายแดน แก้เกมกับดักค่าใช้จ่ายต่อคนต่อหัวลดฮวบ

นางสาวสมฤดี จิตรจง รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2567 ไว้กว่า 3 ล้านล้านบาท โดยการตลาดในประเทศแบ่งเค้กเป้ารายได้การท่องเที่ยวในประเทศมา 1.08 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยว 200 ล้านคน/ครั้ง

“วันนี้ในแง่ของจำนวนนักท่องเที่ยวเรามั่นใจว่าไปได้เกิน 200 ล้านคน/ครั้งแน่นอน แต่ “รายได้” ยังห่างจากเป้าที่ตั้งไว้เยอะ จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาแม้ว่าคนไทยจะเที่ยวเยอะแต่ควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายยากมาก 2 เราเจอกับดักเรื่องของสินค้าที่เกลื่อนตลาด “ไปที่ไหนก็เห็นเหมือนกันหมด” ขาดเรื่องเล่า ขาดสตอรี่ ขาดความแตกต่าง ส่งผลให้ รายได้ท่องเที่ยว ยังหืดขึ้นคออยู่”

หากย้อนดูสถานการณ์ท่องเที่ยวในประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนกรกฎาคม 2567 จะพบว่า ไทยมีรายได้ 581,986 ล้านบาท เติบโต 12.44% จำนวนนักท่องเที่ยว160,495 ,823คน-ครั้ง เติบโต 8.8% OR 73.00 เติบโต 4.0%

ขณะที่ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวคนไทยต่อคนต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อคนต่อทริป ส่วนค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 54,800 บาทต่อคนต่อทริป ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน

ปักธง 2568 ปีแห่งการท่องเที่ยววางเป้ารายได้ 3.4 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าหมายการท่องเที่ยวตลาดในประเทศปี 2568 มีรายได้รวม 1.17 ล้านล้านบาทจำนวนท่องเที่ยว 205 ล้านคนครั้ง และตลาดต่างประเทศรายได้ 2.23 ล้านล้านบาทจำนวนท่องเที่ยว 39 ล้านคน

“รัฐบาลต้องการเพิ่มตัวเลขการท่องเที่ยวอย่างน้อย 5% แต่ต้องยอมรับว่าหลังโควิดเป็นต้นมาแหล่งท่องเที่ยวหลายๆแห่งของเรามีปัญหา นักท่องเที่ยวถูกฆาตกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พร้อมในเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นในปีแห่งการท่องเที่ยวรัฐบาลจะเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยว และนำไปสู่ความแข็งแรงในเรื่องของความปลอดภัยต่างๆด้วย”

โดยจะขับเคลื่อนผ่านนโยบาย “IGNITE THAILAND” ที่จะถูกขยี้ในปี 2568 โดยตั้งเป้าให้เป็น “ปีท่องเที่ยว” ผ่านการวางรากฐาน 5 หมวดได้แก่

  • คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีทุกย่างก้าว
  • must do in Thailand ผ่านสินค้าทางการท่องเที่ยว เช่นอาหารไทย วัฒนธรรมไทย ผ้าไทย โชว์ไทยหรือมวยไทย
  • เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว กระตุ้นการเดินทางโดยการนำ Activity เด่นๆของแต่ละภูมิภาคเป็นตัวกระตุ้นในการเพิ่มวันพักค้างและเพิ่มค่าใช้จ่ายในพื้นที่
  • Hub of ASEAN สนับสนุนการจัดคาราวานเส้นทางเชื่อมโยงไปยังประเทศกลุ่มอาเซียน ผลักดันบริษัทนำเที่ยวให้เสนอขายเส้นทางเชื่อมโยงสู่อาเซียนทางรถไฟและรถยนต์โดยเฉพาะเมืองชายแดน
  • World Class event hub ส่งเสริมต่อยอดในช่วงที่มีการจัดกิจกรรม World Class event ในพื้นที่เพิ่มการพักค้างและกระจายตัวไปสู่จังหวัดข้างเคียง ในพื้นที่เพิ่มการพักค้างและกระจายตัวไปสู่จังหวัดข้างเคียงนำ เสนอข้อมูลข่าวสารเช่นร้านอาหารสินค้าเพื่อเพิ่มการใช้จ่าย

“สิ่งสำคัญคือถ้าเม็ดเงินจะลงไปถึงเมืองท่องเที่ยวสิ่งแรกไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวเยอะ แต่เป็นโลจิสติกส์จะต้องถึง 2 ห้องพักต้องพอและ 3 แหล่งท่องเที่ยวต้องมี Event ตามมาด้วย งบประมาณ เพราะฉะนั้นเราเลือกจังหวัดที่มีสนามบินทำโปรเจกต์ “12 เมืองต้องห้ามพลาด” ก่อนจะขยายไปยัง“เมืองน่าเที่ยว” ซึ่งตีโจทย์ของเมืองรองและชายแดน เนื่องจากเทรนด์ท่องเที่ยวปัจจุบันคนว่างปุ๊บขับรถเที่ยว ส่งผลให้การท่องเที่ยวชายแดนคึกคักมากขึ้น

นอกจากนี้ เรายังเจอปัญหาเรื่องของกับดักของค่าใช้จ่ายต่อคนต่อหัวของนักท่องเที่ยว เราอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ ตอนนี้โชคดีที่กาแฟไทยกำลังดังเราจัดเส้นทาง 365 วันคนรักกาแฟ แต่อย่างไรก็ตามท้ายที่สุดเรื่องของการ“ช้อปปิ้ง” ก็ยังคงมีความยั่งยืนอยู่ในตัวเรานำเสนอกิจกรรมการเดินทางท่องเที่ยวใน Concept “เที่ยวในที่ใช่ ทำกิจกรรมที่ชอบ” เข้ามาช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคนต่อหัวให้มากขึ้น”

เทรนด์ท่องเที่ยวเปลี่ยนคน GEN ใหม่เที่ยวตามอินฟลูที่จริงใจ

ขณะที่นางสาวกนกกุล ช้างพันธ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายตลาด บริษัท คลูก เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน Social Media เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ และส่งผลต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ GEN Z ที่หันมาค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวผ่าน Tiktok มากขึ้น

ขณะเดียวกันก็เกิดวัฒนธรรมการแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวซึ่งข้อมูลวิจัยของ “คลูก” ในช่วงต้นปี 2567 พบว่า นักท่องเที่ยวไทยกว่า 96% จะแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านโลกโซเชียลมีเดียเมื่อเดินทางท่องเที่ยว

โดย Social Media ที่นักท่องเที่ยวไทยใช้ค้นหาแลกเปลี่ยนข้อมูลและแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวหลัก ๆ ยังคงเป็น Facebook 89% ตามมาด้วย YouTube และ Tiktok ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและลงมาก็คือ Instagram

“เราพบว่าบนโลกออนไลน์เสียงของ “Influencer” หรือ “Creator” ที่รีวิวและแชร์ประสบการณ์จนเป็นวัฒนธรรมใหม่และเอฟเฟคมากกับการซื้อกิจกรรมท่องเที่ยว จาก Research ของเราพบว่านักท่องเที่ยวไทยมากกว่า 90% จะตัดสินใจซื้อกิจการท่องเที่ยวจากออนไลน์ว้อยซ์ หรือการรีวิวของ Content creatorที่เขาเชื่อถือ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเบอร์ใหญ่หรือPopular แต่เป็น Influencer ที่ทำ Content ที่จริงใจน่าเชื่อถือก็จะตัดสินใจซื้อตาม”

📌 อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...