อโยธยา-อยุธยา พื้นที่เดียวกัน—แยกไม่ได้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
การติดตามกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดี บริเวณที่คาดว่าเป็นเมืองอโยธยาของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2567 จากรายงานข่าวเบื้องต้นพบว่ามีบางอย่างเข้าใจต่างกัน
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนมีดังนี้
(1.) อโยธยากับอยุธยาเป็นเมืองสืบเนื่องอยู่บนพื้นที่เดียวกัน แยกไม่ได้ (2.) อโยธยาเป็นเมืองเก่าของอยุธยา (3.) อยุธยาเป็นเมืองใหม่ของอโยธยา (4.) ความต่างกันมีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ ก. ศูนย์กลางอำนาจอยู่คนละบริเวณ (แต่พื้นที่เดียวกัน) ข. ชื่อเมืองในพิธีกรรมหรือชื่อเมืองทางราชการไม่เหมือนกัน (แต่พื้นที่เดียวกัน)
การขุดค้นทางโบราณคดี เป็นวิธีดีที่สุดอย่างหนึ่งของการหาอายุของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของการกำหนดอายุเมืองอโยธยา
วัดพนัญเชิง (อโยธยา) กำหนดอายุได้แม่นยำด้วยการขุดค้นทางโบราณคดีและมีผลใกล้เคียงข้อมูลในพงศาวดาร ทำให้น่าเชื่อถือมากกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ได้หมายถึงเมืองอโยธยามีอายุตามความเก่าแก่ของวัดพนัญเชิงเท่านั้น เพราะ
(1.) เมืองอโยธยามีก่อนวัดพนัญเชิง (2.) พื้นที่วัดพนัญเชิงเป็นชุมชนเศรษฐีจีน จึงพบเครื่องถ้วยมีค่า (เศรษฐีจีนไม่ใช่ชาวบ้านดั้งเดิม) (3.) ชาวบ้านดั้งเดิมของอโยธยามีทั่วไป แต่ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยมีค่าอย่างเศรษฐีจีน ถึงขุดค้นไปก็ไม่พบหลักฐานแบบชุมชนเศรษฐีจีน
ข้อมูลเหล่านี้ ผมรวบรวมไว้ในหนังสืออยุธยามาจากไหน? ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2567) จะคัดบางตอนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ดังต่อไปนี้
กำเนิดอโยธยา
จากการค้าและศาสนา-การเมือง
เมืองอโยธยามีกำเนิดและมีพัฒนาการเจริญเติบโตก้าวหน้า อันเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางการค้าและทางศาสนา-การเมือง
1.การค้า ก่อน พ.ศ. 1500 (โดยประมาณ) การค้าในอ่าวไทยต้องผ่าน “คนกลาง” คือ มลายู-จาม (“ศรีวิชัย”)
ต่อมาหลัง พ.ศ. 1500 จีนต่อสำเภาออกค้าขายเอง กระทั่งเข้าถึงอ่าวไทยโดยไม่ผ่าน “คนกลาง” จึงกระตุ้นให้เกิดบ้านเมืองรุ่นใหม่หลายแห่ง รวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะการเกิดของเมืองอโยธยา
คุณลักษณะของสําเภาจีน นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่ามีระวางบรรทุกสูง และโดยเปรียบเทียบแล้วแข็งแรงกว่าสําเภาชนิดอื่นที่ใช้กันในทะเลจีนและมหาสมุทรอินเดียในช่วงนั้น (จากหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 43-47)
ผลก็คือทําให้สินค้าที่กินระวางบรรทุกสูงสามารถส่งไปยังแดนไกลได้มากขึ้น แม้ว่าการค้าสินค้าฟุ่มเฟือยยังมีความสําคัญในการค้าสืบมา แต่สินค้าที่กินระวางบรรทุกก็เข้ามามีสัดส่วนในการค้าทางทะเลเพิ่มมากขึ้นตามลําดับ
ในดินแดนที่เป็นประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตของป่าที่สําคัญแห่งหนึ่งมาก่อนแล้ว ก็สามารถป้อนของป่าแก่การค้าทางทะเลได้หลากหลายชนิดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่กินระวางบรรทุก เช่น ไม้ฝาง, หนังสัตว์, อาหาร, ผลเร่ว เป็นต้น
ฉะนั้น บ้านเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลเกิดการปรับตัวเพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีจีน และสําเภาจีนเริ่มมีบทบาท ส่งผลให้รัฐรุ่นเก่า เช่น ที่อู่ทองลดความสําคัญ แล้วเกิดศูนย์กลางแห่งใหม่บริเวณแม่น้ำท่าจีน
ศาสนา-การเมือง ก่อนหน้านั้นบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือศาสนาแบบทวารวดี
ครั้นหลัง พ.ศ. 1500 ศาสนาพุทธเถรวาทแบบลังกาเป็นที่นิยมและมีอำนาจมากขึ้น เพราะเกื้อกูลอุดหนุนลักษณะการค้าใหม่ โดยเฉพาะการค้าจีน ชนชั้นนำรุ่นใหม่
ของบ้านเมืองต่างๆ นับถือมากขึ้นในศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา (ยกย่องรามเกียรติ์) พร้อมกับการขยายตัวของการค้าทางบก
ช่วงเวลาเดียวกันนี้ภาษาไท-ไตเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ปัจจัยสําคัญที่สุดน่าจะเป็นการค้าภายใน เนื่องจากพวกไท-ไตตั้งภูมิลําเนาในหุบเขาขนาดเล็กมาก่อน เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงผลิตอาหารไม่พอ ต้องพึ่งพิงการค้าทางไกลเข้ามาช่วยในการดํารงชีพ ฉะนั้นจึงน่าจะมีบทบาทมากในการค้าภายในซึ่งเฟื่องฟูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และทําให้ภาษาไท-ไตกลายเป็นภาษากลาง อย่างน้อยก็ในการค้าภายในประชาชนที่มีชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในที่ราบลุ่ม หรือบนที่สูง พอจะเข้าใจภาษาไท-ไตได้ในระดับหนึ่ง (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2549)
ความเป็นเมืองของอโยธยา น่าจะมี 2 สมัย คือ สมัยแรก กับ สมัยหลัง
1.สมัยแรก อโยธยาไม่มีคูน้ำคันดินเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 ราวหลัง พ.ศ. 1600 เป็นชุมชนขนาดใหญ่บนเส้นทางการค้าของดินแดนภายใน มีขึ้นจากการขยายลงมาของเมืองอู่ตะเภา (วัฒนธรรมทวารวดี อ. หนองแซง จ. สระบุรี) ซึ่งอยู่ต่อเนื่องพื้นที่อยุธยา (ด้านทิศเหนือ) และจากการรวมตัวกันของหลายๆ ชุมชนหมู่บ้านบนที่ราบลุ่มบริเวณรอบๆ
[หลักฐานจากพงศาวดารเหนือ และงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอมฯ (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547) ตรวจสอบพบว่า เมือง อโยธยามีแล้วเมื่อ พ.ศ. 1632]
วัง ทำด้วยไม้ เหมือนคุ้มหลวง, เรือนจันทน์
วัด แยกเป็นสถูปเจดีย์กับโบสถ์วิหารการเปรียญและกุฏิสงฆ์ สถูปเจดีย์ ทำด้วยอิฐ แต่ถูกสร้างใหม่ครอบ ทำด้วยไม้ที่ย่อยสลายหมดแล้ว
อโยธยามิได้กำเนิดในพริบตาเดียวหรือชั่วข้ามปี แต่ต้องใช้เวลาก่อตัวแล้วมีพัฒนาการนับร้อยๆ ปีก่อนเป็นเมืองมีคูน้ำคันดิน
2.สมัยหลัง เมืองอโยธยามีคูน้ำคันดินเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ราวหลัง พ.ศ. 1700 แรกมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ผังเมืองแบบเดียวกันและคราวเดียวกันกับเมืองสุพรรณภูมิ จ. สุพรรณบุรี)
ทั้งนี้สืบเนื่องจากการค้ากับจีนขยายตัวกว้างขวางมากกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีการเดินเรือสมุทรมีสูงขึ้น ขนาดของเรือใหญ่ขึ้น บรรทุกสินค้ามากขึ้น บ้านเมืองมั่งคั่งขึ้น ทำให้กษัตริย์มีทรัพยากรมากพอในการเกณฑ์แรงงานสร้างคูน้ำกำแพงเมือง
อโยธยามีชุมชนขนาดใหญ่ระดับชุมชนเมือง แต่การขุดค้นทางโบราณคดีหาชุมชนชาวบ้านทั่วไปน่าจะไม่พบ หรือพบลำบากมาก เพราะสภาพวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านไม่เอื้อให้เหลือหลักฐานเพื่อนักโบราณคดีขุดพบ
ในไทยมีประสบการณ์ไม่มากพอต่อการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาวิถีชุมชนชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการขุดค้นหลุมศพ (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) และขุดค้นโบราณสถานวัดวังเพื่อการบูรณะเท่านั้น
ส่วนหลักฐานที่นักโบราณคดีขุดพบ “บางแห่ง” เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำ หรือเศรษฐีมีทรัพย์ จึงพบภาชนะหลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องถ้วยจีน (ซึ่งชาวบ้านทั่วไปไม่มีใช้)
ชนชั้นต่างระดับ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยอโยธยาเป็นไปตามชนชั้นทางสังคมที่มีต่างระดับ ดังนี้
1.ชนชั้นนำ และเครือญาติชนชั้นนำ มีภาชนะหลากหลายทั้งที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีต่ำในประเทศ และผลิตด้วยเทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศ เช่น จีน, เวียดนาม, กัมพูชา เป็นต้น
2.ชาวบ้านทั่วไป อยู่เรือนเครื่องผูก มีพื้นฟากไม้ไผ่ โดยมุงหลังคาด้วยจากและหญ้าคา ไม่มีภาชนะผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน
ภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันผลิตในชุมชนซึ่งมีเทคโนโลยีต่ำ มีหม้อดินเป็นหลักใช้หุงหรือนึ่ง ส่วนภาชนะอย่างอื่นจากธรรมชาติ ได้แก่ กระบอกไผ่, ใบไม้ (เช่น ใบตอง ฯลฯ), กาบกล้วย ฯลฯ
ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้จากการขุดค้นของนักโบราณคดีไทย ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดการมีชุมชนทั่วไปสมัยก่อนๆ ดังนี้
[หนึ่ง] ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดเป็นสิ่งของได้จากหลุมศพชนชั้นนำและเครือญาติตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี ซึ่งไม่ใช่สมบัติของชาวบ้าน
[สอง] ชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปไม่ฝังศพ เมื่อมีคนตายก็เอาศพไปวางสถานที่จัดไว้ให้แร้งกากินตามความเชื่อทางศาสนาผี และไม่พบเศษภาชนะเครื่องมือเครื่องใช้ (ตามกรอบคิดกระแสหลัก)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อโยธยา-อยุธยา พื้นที่เดียวกัน—แยกไม่ได้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th