โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อโยธยา-อยุธยา พื้นที่เดียวกัน—แยกไม่ได้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 ส.ค. 2567 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2567 เวลา 11.09 น.

การติดตามกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดี บริเวณที่คาดว่าเป็นเมืองอโยธยาของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม 2567 จากรายงานข่าวเบื้องต้นพบว่ามีบางอย่างเข้าใจต่างกัน

สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อนมีดังนี้

(1.) อโยธยากับอยุธยาเป็นเมืองสืบเนื่องอยู่บนพื้นที่เดียวกัน แยกไม่ได้ (2.) อโยธยาเป็นเมืองเก่าของอยุธยา (3.) อยุธยาเป็นเมืองใหม่ของอโยธยา (4.) ความต่างกันมีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ ก. ศูนย์กลางอำนาจอยู่คนละบริเวณ (แต่พื้นที่เดียวกัน) ข. ชื่อเมืองในพิธีกรรมหรือชื่อเมืองทางราชการไม่เหมือนกัน (แต่พื้นที่เดียวกัน)

การขุดค้นทางโบราณคดี เป็นวิธีดีที่สุดอย่างหนึ่งของการหาอายุของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของการกำหนดอายุเมืองอโยธยา

วัดพนัญเชิง (อโยธยา) กำหนดอายุได้แม่นยำด้วยการขุดค้นทางโบราณคดีและมีผลใกล้เคียงข้อมูลในพงศาวดาร ทำให้น่าเชื่อถือมากกว่าแต่ก่อน แต่ไม่ได้หมายถึงเมืองอโยธยามีอายุตามความเก่าแก่ของวัดพนัญเชิงเท่านั้น เพราะ

(1.) เมืองอโยธยามีก่อนวัดพนัญเชิง (2.) พื้นที่วัดพนัญเชิงเป็นชุมชนเศรษฐีจีน จึงพบเครื่องถ้วยมีค่า (เศรษฐีจีนไม่ใช่ชาวบ้านดั้งเดิม) (3.) ชาวบ้านดั้งเดิมของอโยธยามีทั่วไป แต่ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยมีค่าอย่างเศรษฐีจีน ถึงขุดค้นไปก็ไม่พบหลักฐานแบบชุมชนเศรษฐีจีน

ข้อมูลเหล่านี้ ผมรวบรวมไว้ในหนังสืออยุธยามาจากไหน? ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2567) จะคัดบางตอนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ดังต่อไปนี้

กำเนิดอโยธยา
จากการค้าและศาสนา-การเมือง

เมืองอโยธยามีกำเนิดและมีพัฒนาการเจริญเติบโตก้าวหน้า อันเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางการค้าและทางศาสนา-การเมือง

1.การค้า ก่อน พ.ศ. 1500 (โดยประมาณ) การค้าในอ่าวไทยต้องผ่าน “คนกลาง” คือ มลายู-จาม (“ศรีวิชัย”)

ต่อมาหลัง พ.ศ. 1500 จีนต่อสำเภาออกค้าขายเอง กระทั่งเข้าถึงอ่าวไทยโดยไม่ผ่าน “คนกลาง” จึงกระตุ้นให้เกิดบ้านเมืองรุ่นใหม่หลายแห่ง รวมทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะการเกิดของเมืองอโยธยา

คุณลักษณะของสําเภาจีน นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายว่ามีระวางบรรทุกสูง และโดยเปรียบเทียบแล้วแข็งแรงกว่าสําเภาชนิดอื่นที่ใช้กันในทะเลจีนและมหาสมุทรอินเดียในช่วงนั้น (จากหนังสือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติ “ซ่อม” ฉบับเก่า “สร้าง” ฉบับใหม่ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 43-47)

ผลก็คือทําให้สินค้าที่กินระวางบรรทุกสูงสามารถส่งไปยังแดนไกลได้มากขึ้น แม้ว่าการค้าสินค้าฟุ่มเฟือยยังมีความสําคัญในการค้าสืบมา แต่สินค้าที่กินระวางบรรทุกก็เข้ามามีสัดส่วนในการค้าทางทะเลเพิ่มมากขึ้นตามลําดับ

ในดินแดนที่เป็นประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตของป่าที่สําคัญแห่งหนึ่งมาก่อนแล้ว ก็สามารถป้อนของป่าแก่การค้าทางทะเลได้หลากหลายชนิดมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่กินระวางบรรทุก เช่น ไม้ฝาง, หนังสัตว์, อาหาร, ผลเร่ว เป็นต้น

ฉะนั้น บ้านเมืองที่อยู่ใกล้ทะเลเกิดการปรับตัวเพื่อสนองความต้องการของตลาดที่มีจีน และสําเภาจีนเริ่มมีบทบาท ส่งผลให้รัฐรุ่นเก่า เช่น ที่อู่ทองลดความสําคัญ แล้วเกิดศูนย์กลางแห่งใหม่บริเวณแม่น้ำท่าจีน

ศาสนา-การเมือง ก่อนหน้านั้นบ้านเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา นับถือศาสนาแบบทวารวดี

ครั้นหลัง พ.ศ. 1500 ศาสนาพุทธเถรวาทแบบลังกาเป็นที่นิยมและมีอำนาจมากขึ้น เพราะเกื้อกูลอุดหนุนลักษณะการค้าใหม่ โดยเฉพาะการค้าจีน ชนชั้นนำรุ่นใหม่
ของบ้านเมืองต่างๆ นับถือมากขึ้นในศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา (ยกย่องรามเกียรติ์) พร้อมกับการขยายตัวของการค้าทางบก

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ภาษาไท-ไตเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ปัจจัยสําคัญที่สุดน่าจะเป็นการค้าภายใน เนื่องจากพวกไท-ไตตั้งภูมิลําเนาในหุบเขาขนาดเล็กมาก่อน เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นจึงผลิตอาหารไม่พอ ต้องพึ่งพิงการค้าทางไกลเข้ามาช่วยในการดํารงชีพ ฉะนั้นจึงน่าจะมีบทบาทมากในการค้าภายในซึ่งเฟื่องฟูเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และทําให้ภาษาไท-ไตกลายเป็นภาษากลาง อย่างน้อยก็ในการค้าภายในประชาชนที่มีชาติพันธุ์อันหลากหลาย ทั้งที่อยู่ในที่ราบลุ่ม หรือบนที่สูง พอจะเข้าใจภาษาไท-ไตได้ในระดับหนึ่ง (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2549)

ความเป็นเมืองของอโยธยา น่าจะมี 2 สมัย คือ สมัยแรก กับ สมัยหลัง

1.สมัยแรก อโยธยาไม่มีคูน้ำคันดินเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 ราวหลัง พ.ศ. 1600 เป็นชุมชนขนาดใหญ่บนเส้นทางการค้าของดินแดนภายใน มีขึ้นจากการขยายลงมาของเมืองอู่ตะเภา (วัฒนธรรมทวารวดี อ. หนองแซง จ. สระบุรี) ซึ่งอยู่ต่อเนื่องพื้นที่อยุธยา (ด้านทิศเหนือ) และจากการรวมตัวกันของหลายๆ ชุมชนหมู่บ้านบนที่ราบลุ่มบริเวณรอบๆ

[หลักฐานจากพงศาวดารเหนือ และงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอมฯ (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547) ตรวจสอบพบว่า เมือง อโยธยามีแล้วเมื่อ พ.ศ. 1632]

วัง ทำด้วยไม้ เหมือนคุ้มหลวง, เรือนจันทน์

วัด แยกเป็นสถูปเจดีย์กับโบสถ์วิหารการเปรียญและกุฏิสงฆ์ สถูปเจดีย์ ทำด้วยอิฐ แต่ถูกสร้างใหม่ครอบ ทำด้วยไม้ที่ย่อยสลายหมดแล้ว

อโยธยามิได้กำเนิดในพริบตาเดียวหรือชั่วข้ามปี แต่ต้องใช้เวลาก่อตัวแล้วมีพัฒนาการนับร้อยๆ ปีก่อนเป็นเมืองมีคูน้ำคันดิน

2.สมัยหลัง เมืองอโยธยามีคูน้ำคันดินเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ราวหลัง พ.ศ. 1700 แรกมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ผังเมืองแบบเดียวกันและคราวเดียวกันกับเมืองสุพรรณภูมิ จ. สุพรรณบุรี)

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการค้ากับจีนขยายตัวกว้างขวางมากกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีการเดินเรือสมุทรมีสูงขึ้น ขนาดของเรือใหญ่ขึ้น บรรทุกสินค้ามากขึ้น บ้านเมืองมั่งคั่งขึ้น ทำให้กษัตริย์มีทรัพยากรมากพอในการเกณฑ์แรงงานสร้างคูน้ำกำแพงเมือง

อโยธยามีชุมชนขนาดใหญ่ระดับชุมชนเมือง แต่การขุดค้นทางโบราณคดีหาชุมชนชาวบ้านทั่วไปน่าจะไม่พบ หรือพบลำบากมาก เพราะสภาพวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านไม่เอื้อให้เหลือหลักฐานเพื่อนักโบราณคดีขุดพบ

ในไทยมีประสบการณ์ไม่มากพอต่อการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาวิถีชุมชนชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการขุดค้นหลุมศพ (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) และขุดค้นโบราณสถานวัดวังเพื่อการบูรณะเท่านั้น

ส่วนหลักฐานที่นักโบราณคดีขุดพบ “บางแห่ง” เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำ หรือเศรษฐีมีทรัพย์ จึงพบภาชนะหลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องถ้วยจีน (ซึ่งชาวบ้านทั่วไปไม่มีใช้)

ชนชั้นต่างระดับ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยอโยธยาเป็นไปตามชนชั้นทางสังคมที่มีต่างระดับ ดังนี้

1.ชนชั้นนำ และเครือญาติชนชั้นนำ มีภาชนะหลากหลายทั้งที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีต่ำในประเทศ และผลิตด้วยเทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศ เช่น จีน, เวียดนาม, กัมพูชา เป็นต้น

2.ชาวบ้านทั่วไป อยู่เรือนเครื่องผูก มีพื้นฟากไม้ไผ่ โดยมุงหลังคาด้วยจากและหญ้าคา ไม่มีภาชนะผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน

ภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันผลิตในชุมชนซึ่งมีเทคโนโลยีต่ำ มีหม้อดินเป็นหลักใช้หุงหรือนึ่ง ส่วนภาชนะอย่างอื่นจากธรรมชาติ ได้แก่ กระบอกไผ่, ใบไม้ (เช่น ใบตอง ฯลฯ), กาบกล้วย ฯลฯ

ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้จากการขุดค้นของนักโบราณคดีไทย ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดการมีชุมชนทั่วไปสมัยก่อนๆ ดังนี้

[หนึ่ง] ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีส่วนมากหรือเกือบทั้งหมดเป็นสิ่งของได้จากหลุมศพชนชั้นนำและเครือญาติตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี ซึ่งไม่ใช่สมบัติของชาวบ้าน

[สอง] ชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปไม่ฝังศพ เมื่อมีคนตายก็เอาศพไปวางสถานที่จัดไว้ให้แร้งกากินตามความเชื่อทางศาสนาผี และไม่พบเศษภาชนะเครื่องมือเครื่องใช้ (ตามกรอบคิดกระแสหลัก)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อโยธยา-อยุธยา พื้นที่เดียวกัน—แยกไม่ได้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...