โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ราชาปราชญ์ และระบอบการเมืองการปกครอง ของเพลโต

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.29 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2567 เวลา 02.29 น.

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

ราชาปราชญ์

และระบอบการเมืองการปกครอง

ของเพลโต

“เพลโต” (Plato) หนึ่งในสามเสาหลักแห่งปรัชญากรีก ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “ระบอบการเมืองการปกครอง” (Political Regimes) จำนวนทั้งหมด 5 แบบ เอาไว้ในหนังสือ “Republic”

ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่าง “โสกราตีส” (Socrates) ผู้เป็นอาจารย์ของเพลโตกับผู้คนต่างๆ เกี่ยวกับ “ความยุติธรรม” (Justice) และ “รัฐที่ดีที่สุดในอุดมคติ” (Ideal State)

เนื้อความเกี่ยวกับระบอบการปกครองปรากฏอยู่ในบทที่ 8 หลังจากที่บทก่อนหน้านี้เขาอธิบายความคิดทางการเมืองมาแล้วหลายแง่มุม แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่เรื่องของ “วิญญาณ 3 ส่วนของมนุษย์” (The Tripartite Soul) อันเป็นที่รู้จักกันในนาม “ทฤษฎีเรื่องวิญญาณ” (Theory of Soul)

ซึ่งเพลโตนำแนวคิดนี้มาเชื่อมโยงไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐที่มีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วย 3 ส่วนเช่นกัน

วิญญาณของมนุษย์ตามความคิดของเพลโตคือ

(1) ภาคตัณหา (appetitive part) ในภาษากรีกคือ eros

(2) ภาคน้ำใจ (spirited part) ในภาษากรีกคือ thymos

และ (3) ภาคเหตุผล (rational part) ในภาษากรีกเรียกว่า logos

ทั้งสามส่วนนี้ต่างก็เป็นองค์ประกอบของมนุษย์เหมือนกัน แต่ต่างบทบาทหน้าที่และมีลำดับชั้นที่ต้องควบคุมกันให้อยู่ในร่องในรอย

ภาคตัณหาคือเรื่องปากท้อง กิน นอน เพศสัมพันธ์ เป็นความกระหายอยาก (desire) ความปรารถนาตามสัญชาตญาณของร่างกายซึ่งต้องการเติมเต็ม เช่น หิวก็ต้องกินอาหาร เป็นต้น

ในขณะที่ภาคน้ำใจเป็นส่วนของความกล้าหาญ ความเข้มแข็งทรหดอดทน เป็นอารมณ์อันแรงกล้าในทางดี (passion) เป็นส่วนที่เหนือกว่าภาคตัณหา แต่ด้อยกว่าภาคเหตุผลในทางตรรกะ ภูมิปัญญา และความรู้

ดังนั้น ภาคน้ำใจต้องควบคุมภาคตัณหา แต่ในขณะเดียวกันก็อยู่ภายใต้การควบคุมของภาคเหตุผล

เหมือนคนหิวก็ต้องใช้เหตุผลพิจารณาว่าจะกินอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่ว่าสักแต่กิน

หรือนักมวยซึ่งมีทั้งฝีไม้ลายมือและจิตใจที่เข้มแข็งก็ใช่ว่าจะไปต่อยตีกับใครก็ได้ แต่ต้องใช้สมองไตร่ตรองว่าจะสู้เมื่อไหร่และสู้อย่างไร

หากวิญญาณของมนุษย์อยู่ภายใต้ระเบียบดังกล่าวนี้ชีวิตย่อมดีงามและสมดุล

เพลโตคิดว่ารัฐก็มีโครงสร้างแบบนี้เช่นกัน ประกอบไปด้วยคน 3 ชนชั้นซึ่งมีจำนวนไม่เท่ากัน และมีลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่

(1) คนทั่วไปในสังคม เช่น คนงาน คนทำการผลิต แรงงาน ช่างฝีมือ เกษตรกร เป็นต้น คนพวกนี้มีจำนวนมาก เป็นคนส่วนใหญ่ในรัฐ

(2) พวกนักรบหรือทหาร ซึ่งมีจำนวนน้อยลงมา

และ (3) พวกผู้ปกครอง อันมีจำนวนน้อยที่สุด

ในบรรดาผู้ปกครองเหล่านี้ คนที่ได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาอย่างถูกต้องเป็นเวลายาวนานจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน และเป็นสิ่งดีงามถาวรไม่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เฉพาะหน้าหรือผลประโยชน์ชั่วคราว

ความรู้ในการปกครองที่ถูกต้องคือภูมิปัญญาอันเป็นทักษะพิเศษซึ่งไม่มีอยู่ในคนทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการศึกษา

ผู้ปกครองเช่นนี้มีความรู้ที่เพียบพร้อมทั้งปรัชญา คณิตศาสตร์ การใช้เหตุผล ความแข็งแรงของร่างกาย และสิ่งอื่นๆ ที่สำคัญสำหรับการปกครอง

ผู้ปกครองที่แท้จริงต้องสามารถแยกแยะระหว่าง “ความคิดเห็น” (opinion) กับ “ความรู้” (knowledge) ได้

โดยเพลโตยก “อุปมานิทัศน์เรื่องถ้ำ” (Allegory of the Cave) ขึ้นมาในบทที่ 7 เพื่อแสดงว่า “ความเป็นจริง” (reality) ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ”สิ่งที่ปรากฏ” (appearance)

เหมือนนักโทษในถ้ำที่เห็นเพียงแต่เงามาทั้งชีวิต ย่อมไม่รู้ว่าความจริงแล้วเงาเป็นเพียงของปลอมที่เลียนแบบมาจากของจริงต้นตอ

ผู้ปกครองที่ดีจึงต้องสามารถเข้าถึงความจริงแท้ได้ ไม่ใช่หลงติดอยู่เพียงแค่เงา แล้วทึกทักไปเองว่าเงาคือความจริง

(ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความชื่อ “อุปมาเรื่องถ้ำของเพลโต” ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_787203 )

เพลโตเรียกผู้ปกครองเช่นนี้ว่า “ราชาปราชญ์” (Philosopher-King) เป็นผู้ปกครองที่เหมาะสมและดีที่สุดในอุดมคติ

แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการเมืองที่ดีที่สุดในทัศนะของเพลโต นั่นคือ “อภิชนาธิปไตย” (Aristocracy) ซึ่งเป็นการปกครองของคนกลุ่มน้อยที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ และมีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติ

เมื่อราชาปราชญ์เป็นคนใดคนหนึ่งในกลุ่มของผู้มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเหมาะสม อีกทั้งยังใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือก ไม่ใช่โดยการส่งต่อสืบทอดทายาท ดังนั้น จึงเป็นระบอบอภิชนาธิปไตย ไม่ใช่ราชาธิปไตย

เพลโตคิดว่าอภิชนาธิปไตยสามารถเสื่อมถอยไปสู่ระบอบอื่นได้ โดยเปลี่ยนไปสู่ “วีรชนาธิปไตย” (Timocracy) อันเป็นการปกครองของพวกนักรบหรือทหาร ซึ่งเขาคิดว่าเป็นระบอบที่ดีรองลงมา

การถดถอยนี้เป็นไปตามที่แนวคิดเรื่องวิญญาณสามส่วนที่ภาคเหตุผลอยู่บนสุด

เมื่อเทียบกับรัฐแล้วราชาปราชญ์ก็คือภาคเหตุผลเป็นผู้ปกครองซึ่งคอยควบคุมส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อยู่ในตำแหน่งแห่งหนที่ถูกต้อง และทำให้ร่างกายสมดุลดำเนินไปในทิศทางที่ดี

พอขยับลงมาจากภาคเหตุผลแล้วจึงเป็นภาคน้ำใจซึ่งเมื่อเทียบกับรัฐแล้วก็คือกองทัพ เป็นระบอบที่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับเกียรติยศและความกล้าหาญ มีความเข้มแข็งแต่ก็ไม่ได้มีเหตุผลที่ดีที่สุด

ต่อมาเมื่อพวกนักรบถอยห่างจากเกียรติมาสู่ความเพลิดเพลินทางกาย เริ่มสะสมทรัพย์สินเงินทอง และติดใจรสชาติของความมั่งคั่ง ระบอบวีรชนาธิปไตยจะเสื่อมลงและขยับถอยลงมาสู่ระบอบ “คณาธิปไตย” (Oligarchy) ที่อำนาจปกครองตกอยู่ในมือของกลุ่มคนรวย สนใจแต่ความมั่งมี เต็มไปด้วยความโลภ และกระหายอำนาจเพื่อกอบโกยผลประโยชน์

ดังนั้น จึงเป็นระบอบที่แย่ เมื่อเกิดสภาพการณ์เช่นนี้นานเข้า ท้ายที่สุดก็อยู่ไม่ได้ เกิดการแย่งชิงอำนาจมาอยู่ในมือคนจนซึ่งมีจำนวนมากกว่า และเสื่อมถอยไปสู่ระบอบคนจนเป็นใหญ่ และทำอะไรตามใจโดยไร้ขอบเขต

ซึ่งเพลโตเรียกว่า “ประชาธิปไตย” (Democracy)

อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบที่ดีและผู้คนเทิดทูนอย่างมากในปัจจุบัน กลับมีความหมายที่ติดลบอย่างยิ่งตามนิยามของเพลโต

เขามองว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เรียกร้องต้องการความเท่าเทียมให้กับสิ่งที่ไม่เท่าเทียม

เช่น คนจนได้อำนาจเท่ากับคนรวย ปฏิบัติต่อสิ่งที่ไม่เหมือนกันให้เหมือนกัน เช่น พ่อทำตัวเหมือนลูก ครูเท่ากับศิษย์ และให้เสรีภาพกับสิ่งที่ไม่ควรมี แม้กระทั่งสัตว์ก็ยังได้รับการปฏิบัติเท่ากับคน

นอกจากนี้ยังเห็นว่าคนทั่วไปไม่ได้มีความรู้ความสามารถและสติปัญญาที่ควรเป็นผู้ปกครองแต่ก็ยังได้อำนาจมาปกครอง

เขายกอุปมาเปรียบเทียบขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งในบทก่อนหน้านี้คือ “อุปมาเรื่องรัฐนาวา” ซึ่งอยู่ในบทที่ 6 เพื่อโจมตีระบอบประชาธิปไตยที่เขาจงเกลียดจงชัง และสนับสนุนระบอบอภิชนาธิปไตยภายใต้การปกครองของราชาปราชญ์

(ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง “อุปมาเรื่องรัฐนาวาของเพลโต” ทางลิงก์ https://www.matichonweekly.com/column/article_739649)

ประชาธิปไตยจะทำให้สังคมเสื่อมทรามเละเทะ เกิดวิกฤตและความขัดแย้งขึ้น เปิดโอกาสให้พวก “ผึ้งตัวผู้” หรือ “กาฝาก” (drones) ฉกฉวยโอกาสในการเข้ามาคลี่คลายวิกฤต และสวมบทเป็นฮีโร่คืนความสงบสุขให้กับสังคม โดยเข้ามาประสานประโยชน์ ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง

แต่ท้ายที่สุดก็เสพติดอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว ซ้ำยังหวาดระแวงผู้คน จนทำให้ต้องกำจัดศัตรูทางการเมืองไปเรื่อยๆ

คนมีความสามารถที่ท้วงติงจะถูกขจัดให้พ้นทาง รัฐจึงสูญเสียสิ่งที่ดีที่สุดแทนที่จะรักษาเอาไว้

เพลโตเรียกระบอบนี้ว่า “ทรราชย์” (Tyranny) ซึ่งหาความดีไม่ได้เลย เป็นระบอบที่แย่ที่สุด และเป็นจุดตกต่ำที่สุดของสังคม

เพลโตเป็นนักปราชญ์ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตยและสนับสนุนอำนาจของชนชั้นนำ

ปัจจุบันนี้ความคิดทางการเมืองของเขาแทบไม่ได้รับการยอมรับ

ซ้ำยังถูกรังเกียจว่านำไปสู่สิ่งที่ชั่วร้ายยิ่งกว่า คือการเป็น “เผด็จการอำนาจนิยมแบบเบ็ดเสร็จ” (Totalitarianism) ของพวกอภิสิทธิ์ชน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาความคิดของเขาไว้ก็ไม่สูญเปล่า ซ้ำยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักคิดสายประชาธิปไตยสำหรับทบทวนข้อบกพร่องของทฤษฎี ตลอดจนอุดช่องว่าง และหาทางปรับปรุงพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้ในอนาคต

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ราชาปราชญ์ และระบอบการเมืองการปกครอง ของเพลโต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...