โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยพาณิชย์ เผย อุตสาหกรรมก่อสร้างมาแรง

AEC10NEWs

อัพเดต 10 ก.ย 2567 เวลา 16.53 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2567 เวลา 09.53 น. • AEC10NEWS

การก่อสร้างภาครัฐปี 2024 มีแนวโน้มฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังของปีสำหรับปี 2025 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2024

อย่างไรก็ดี การประกาศใช้งบประมาณในเดือนพฤษภาคม 2024 ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมเร่งตัว โดยคาดว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวขึ้น สำหรับปี 2025 หากการจัดทำงบประมาณประจำปี 2025 ยังสามารถดำเนินการได้ทัน Timeline และประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2024 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนัก และมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทัน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว 3%YOY นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม เป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น และมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น

การก่อสร้างภาคเอกชนในปี2025 มีแนวโน้มขยายตัว1% การก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการระดับราคาปานกลางลงมา อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหันมาเปิดโครงการระดับราคาปานกลาง-บนมากขึ้น ซึ่งต้นทุน ค่าก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการ สำหรับอุปทานพื้นที่ค้าปลีก และพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตารางเมตรในปี 2024 รวมถึงในปี 2025-2027 อุปทานพื้นที่ค้าปลีก และอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

ในระยะข้างหน้า ยังต้องจับตาข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีการกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดการลดการปล่อย GHG ไปจนถึงรายงานผลการดำเนินการลดการปล่อย GHG จะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มากขึ้นในระยะข้างหน้า

Industry overview

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในไทยมีผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ซึ่งมีความสามารถในการรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ และมีความซับซ้อน รวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้รับเหมาช่วงจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และมีความสามารถในการรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงการขนาดกลางและเล็ก ที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก โดยสามารถจำแนกผู้รับเหมาก่อสร้างได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน 2) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาคเอกชนเป็นหลัก เช่น อาคาร ที่อยู่อาศัย โรงงาน 3) กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่น ๆ เช่น งานฐานราก งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานโครงสร้าง งานตกแต่ง งานวางระบบท่อ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร และ 4) กลุ่มที่รับงานที่ปรึกษา บริหาร และควบคุมงานก่อสร้าง

รูปที่ 1 : บริษัทจดทะเบียน หมวดธุรกิจบริการรัับเหมาก่อสร้าง

ในระยะที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มที่รับงานโครงการภาครัฐเป็นหลักเผชิญความท้าทายจากทั้งความล่าช้าในการประมูลงานใหม่ และการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น มูลค่าภาคก่อสร้างในไทยโดยรวมอยู่ที่ราวปีละ 1.4 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้ สัดส่วนกว่า 57% เป็นการก่อสร้างภาครัฐ และอีก 43% เป็นการก่อสร้างภาคเอกชน โดยผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จำนวน 19 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของมูลค่าภาคก่อสร้างโดยรวม ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดอีกราว 85% กระจายไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดกิจกรรมการก่อสร้างที่หลากหลาย อีกทั้ง ยังก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังผู้เล่นใน Supply chain ของภาคก่อสร้างที่เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ เช่น ธุรกิจผลิตและค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ธุรกิจที่ปรึกษาและกำกับการก่อสร้าง

ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กลุ่มที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลัก โดยเป็นผลมาจากความล่าช้าในการเปิดประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ ๆ รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะเหล็ก และปูนซีเมนต์ ไปจนถึงต้นทุนแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคากลางในการเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐยังเป็นไปอย่างจำกัด รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณยังเป็นไปได้อย่างล่าช้า เป็นเหตุให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กลุ่มที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กที่เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในปี 2023 มีผู้รับเหมาก่อสร้างปิดกิจการจำนวน 2,306 ราย เพิ่มขึ้น 7% อย่างต่อเนื่องจากปี 2022 ที่การปิดกิจการเพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การจัดตั้งกิจการใหม่ในปี 2023 หดตัวลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2022

Industry outlook and trend

การก่อสร้างภาครัฐปี2024 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีหลังงบประมาณประจำปี2024 ประกาศใช้สำหรับปี2025 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2024 เนื่องจากเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2024 อยู่ในระดับต่ำกว่าปีปกติมาก อย่างไรก็ดี การประกาศใช้งบประมาณประจำปี 2024 ในเดือนพฤษภาคม 2024 ได้ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมเร่งตัวขึ้น และฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่การจัดทำงบประมาณประจำปีมีความล่าช้าเช่นเดียวกัน โดย SCB EIC คาดว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ซึ่งเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ

สำหรับปี 2025 หากการจัดทำงบประมาณประจำปี 2025 ยังสามารถดำเนินการได้ทัน Timeline และประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2024 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนัก และมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทัน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัว 3%YOY ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักมีโอกาสเข้าประมูลโครงการก่อสร้างภายใต้งบประมาณประจำปี 2025 นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคม ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการที่สามารถเปิดประมูลในปี 2024 และ 2025 เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงขอนแก่น-หนองคาย มอเตอร์เวย์สาย 9 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในปี 2025 เป็นต้นไป นับเป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในการเข้าประมูลโครงการ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้น และมีสภาพคล่องที่ดีขึ้นกว่าปี 2024

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคมที่กำลังดำเนินการศึกษา และอยู่ระหว่างการขออนุมัติดำเนินโครงการ เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงต่าง ๆ รถไฟฟ้าสายใหม่และส่วนต่อขยายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินก่อสร้างจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในระยะปานกลางอีกด้วย

มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2025 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 1% โดยโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป การก่อสร้างภาคเอกชนในส่วนของการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ และราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะโครงการกลุ่มระดับราคาปานกลางลงมา อย่างไรก็ดี ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยหันมาเปิดโครงการกลุ่มระดับราคาปานกลาง-บนมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าโครงการที่อยู่อาศัเปิดตัวใหม่ปรับตัวสูงขึ้น โดยนอกจากจะมาจากราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว อีกส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มระดับราคาปานกลาง-บน ซึ่งจะช่วยหนุนให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชน ที่มาจากการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย แม้จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่จะลดลงก็ตาม

ในส่วนของการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขยายโครงการพื้นที่ค้าปลีก และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในทำเลย่านธุรกิจ และย่านท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่สำนักงานให้เช่าเกรด A ส่งผลให้อุปทานพื้นที่ค้าปลีก และอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกราว
1 ล้านตารางเมตรในปี 2024 แตะระดับ 19.1 ล้านตารางเมตร อีกทั้ง เมื่อพิจารณาแผนการเปิดโครงการของผู้ประกอบการ
SCB EIC ประเมินว่า ในปี 2025-2027 อุปทานพื้นที่ค้าปลีก และอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลำดับ เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

Competitive landscape

ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นกลุ่มที่มีความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งสามารถเข้าประมูลงานได้อย่างหลากหลาย สามารถควบคุมต้นทุน และปรับกลยุทธ์รับเทรนด์การก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ยังคงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ในการก่อสร้างสูง รวมถึงมีศักยภาพในดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ
และเอกชน (PPP) อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการเปิดประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ ๆ ยังเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ทั้งในปี 2024 และระยะต่อไป ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีความยืดหยุ่นในการปรับกลยุทธ์องค์กรให้สามารถปรับการรับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐและเอกชนได้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นกลุ่มที่สามารถรักษารายได้ และสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้ง การแข่งขันที่รุนแรงในการเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้าง ยังส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นกลุ่มที่มีการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งสามารถเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างได้อย่างหลากหลาย

นอกจากนี้ ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ยังรวมถึงกลุ่มที่สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างในการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ และอาคารขนาดใหญ่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการที่อยู่อาศัย โครงการมิกซ์ยูส พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน โรงงาน ตั้งแต่ระดับโครงการอสังหาริมทรัพย์ และอาคารประหยัดพลังงาน ไปจนถึงระดับโครงการที่ขอรับมาตรฐานด้านความยั่งยืน เช่น Global Real Estate Sustainability Benchmark (GRESB), Leadership in Energy & Environmental Design (LEED) และอาคารเขียวตามมาตรฐาน Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability (TREES)

สำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กกลุ่มที่มีศักยภาพในการแข่งขัน จะเป็นกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่สามารถดำเนินโครงการก่อสร้าง และส่งมอบงานให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งนอกจากจะสามารถเบิกจ่ายค่างวดงานได้ตามกำหนด สามารถรักษารายได้และสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจได้แล้ว ยังจะรักษาความสามารถในการเป็นผู้รับเหมาช่วงจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง จากการที่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มีทางเลือกในการว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กได้อย่างหลากหลายอีกด้วย ทั้งนี้แม้ราคาวัสดุก่อสร้างสำคัญ เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ จะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 2024 และลดลงอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง แต่ราคาก็ยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต อีกทั้ง ยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ราคาพลังงาน อัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับต้นทุนแรงงานยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปตามการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงสูง จะเป็นกลุ่มที่มุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์การเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างแบบแข่งขันด้านราคา ที่อาจเผชิญภาวะขาดทุนจากการดำเนินโครงการก่อสร้าง ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีความสามารถในการควบคุมต้นทุน ด้วยการบริหารจัดการทำสัญญาสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้าได้อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้ และมีการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ทดแทนแรงงานพื้นฐานได้จะเป็นกลุ่มที่ยังสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์ ESG เป็นแรงกดดันให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องปรับกลยุทธ์ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ที่ภาคอาคารและการก่อสร้างมีการปล่อย Greenhouse Gas (GHG) ในสัดส่วนที่สูงราว 40% ของการปล่อย GHG โดยรวม โดยในส่วนของภาคก่อสร้างนั้น มีการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อย GHG ในกระบวนการผลิตระดับสูง รวมถึงมีการใช้พลังงาน ทั้งในพื้นที่ก่อสร้าง อาคารสำนักงาน และการขนส่งวัสดุก่อสร้าง อีกทั้ง ยังมีการปล่อยฝุ่น เสียง น้ำเสีย ของเสีย และขยะจากงานก่อสร้างอีกด้วย ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่มีการใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปูนซีเมนต์ ไฮดรอลิก วัสดุก่อสร้างที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิล รวมถึงมีการปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการลดของเสียและขยะจากงานก่อสร้าง ใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง อย่าง Building Information Modeling (BIM) เทคโนโลยีก่อสร้างสำเร็จรูป (Precast, Prefabrication และ Modular) และอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ลดการก่อมลภาวะ ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กเริ่มปรับปรุงกระบวนการก่อสร้าง อย่างการลดของเสียและขยะจากงานก่อสร้างแล้ว ในระยะข้างหน้า ยังต้องจับตาข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่สามารถสร้างความร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตและผู้ค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มีการลงทุนนำเทคโนโลยีก่อสร้างที่ลดการก่อมลภาวะมาใช้ ตลอดจนมีการกำหนดเป้าหมาย และตัวชี้วัดการลดการปล่อย GHG ไปจนถึงรายงานผลการดำเนินการลดการปล่อย GHG จะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันการเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ได้มากขึ้นในอนาคต

ภาคผนวก

ภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน หมวดธุุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้้าง

บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/construction-industry-outlook-090924

ผู้เขียนบทวิเคราะห์

กัญญารัตน์ กาญจนวิสุทธิ์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : SCB EIC เผย เอสเอ็มอีไทยปรับตัวเน้นความยั่งยืนมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...