“Family Charter” คัมภีร์ล้างอาถรรพ์ทายาทธุรกิจรุ่น 3
กูรูชี้ Family Business ไทย “ธรรมนูญครอบครัว” หรือ ยังสำคัญ เป็นโรดแมปยึดใจสมาชิกครอบครัวพร้อมส่งไม้ต่อธุรกิจอย่างยั่งยืน ในงานสัมมนา The Successor : Sustaining Family Legacy สานต่อธุรกิจครอบครัว หัวข้อ “ล้างอาถรรพ์ทายาทธุรกิจ รุ่นที่ 3 ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567
[caption id="attachment_135520" align="aligncenter" width="1024"]
พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)[/caption]
ธุรกิจครอบครัว 3 รุ่น ยังคงเป็นอาถรรพ์ธุรกิจครอบครัวไทย ที่หลายครอบครัวไม่สามารถก้าวผ่านได้ “พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกับดักธุรกิจครอบครัวว่า
ปัญหาที่เจอมากที่สุดของธุรกิจครอบครัว หรือแม้แต่คนที่มีทรัพย์ที่ถือร่วมกันในรูปแบบ“กงสี” ร่วมกับพี่น้องคือ“การไม่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง” ด้วยบริบทสังคมไทยหลาย ๆ บ้านไม่เคยมีการพูดคุยกัน และหลายครอบครัวปล่อยให้การทำธุรกิจเป็นไปตามธรรมชาติ
ประเด็นต่อมาคือ ธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ไม่มีการจัดการเป็นระบบ “กสิกรไทย” ดูแลลูกค้า Private Banking ซึ่งมีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไปกว่า 1.5 หมื่นราย สิ่งที่พบคือ ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ มีความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการเป็นทรัพย์สินและเราเป็นเจ้าของ
“หลาย ๆ บ้านจะรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ เวลามีปัญหาจะลงมือจัดการหลาย ๆ เรื่อง เมื่อมีลูกหลานก็เอาเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวแต่ไม่ได้ดูความสามารถของลูกหลาน ทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ขณะที่หลาย ๆ ครอบครัวไม่มี“แผนสืบทอดธุรกิจ” รองรับในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นพ่อ-แม่ที่รันธุรกิจเกิดเสียชีวิต
สุดท้ายคือเรื่องของ “ทัศนคติ” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าสมาชิกในครอบครัวเปิดใจ พ่อแม่เรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ จากลูกได้ ลูก ๆ เองก็สามารถเรียนรู้การทำงานและค่านิยมครอบครัวจากพ่อแม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก”
อีกประเด็นสำคัญคือ ทัศนคติลูกชายคนโตต้องได้ทุกอย่าง ลูกสาวกับลูกชายได้ทรัพย์สินไม่เท่ากัน แต่ปัจจุบันแนวคิดการทำธุรกิจครอบครัวในประเทศจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นธุรกิจครอบครัวไทยเองอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่าในการทำธุรกิจจะเอาคนที่มาก่อนหรือคนที่เก่ง จะเลือกมืออาชีพหรือสายเลือด
และอีกหนึ่งมายเซ็ตที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวไปไม่รอดคือ “พ่อแม่สร้างมาเราจะปล่อยให้ล้มไม่ได้” แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าธุรกิจหลายอย่างถึงจุดที่จะล้มหายตายจากไป เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนตัวเอง การปรับหรือการยอมรับว่ามันจะต้องจากไป กลายเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวจะต้องทำใจยอมรับให้ได้และมองว่ายังมีอะไรในมือที่สามารถทำได้อีก
อย่างไรก็ตาม “ธรรมนูญครอบครัว” ยังสำคัญ แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ไม่ต่างกัน ทุกครอบครัวจะต้องมีกติกาที่ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ครอบครัวทะเลาะกันมากที่สุดคือความรู้สึกไม่ยุติธรรม ซึ่งจะข้ามผ่านไปได้คือก็ต้องมีกติกาที่ตกลงร่วมกัน
“ความยากง่ายขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว แต่ละบ้านอาจจะมีทรัพย์สินที่เยอะแยะซับซ้อน บางบ้านอาจจะมีจำนวนคนมากจำนวนคนน้อย แต่ท้ายที่สุดก็จะกลับมาที่การวางกติกาซึ่งทุกครอบครัวจำเป็นต้องมี บางครอบครัวไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกันบางบ้านมีความสุขในการมีอิสระในการตัดสินใจ
และสิ่งที่ลดความขัดแย้งได้มากที่สุดคือคนในครอบครัว “อิ่มท้อง” สมาชิกในครอบครัวต้องสามารถดูแลสมาชิกครอบครัวย่อยของเขาได้ เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนในการเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวซึ่งหลาย ๆ บ้านใช้มาตรฐานบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหลักประกันที่แน่นอนว่าเขาจะมีรายได้ที่ตอบโจทย์ระดับหนึ่ง
แต่หลาย ๆ บ้านยังใช้ระบบเดิมคือ ให้ค่าตอบแทนน้อย เพราะฉะนั้น“กงสี” ต้องเข้ามาช่วยซัพพอร์ตสวัสดิการ เช่น ค่าเล่าเรียนลูกหลาน มีบ้านให้อยู่ เพื่อทำให้เขาสามารถดูแลครอบครัวของได้ปกติสุข”
นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการจัดการทรัพย์สิน เช่นในอดีต ปู่ย่าตายายซื้อที่ดินตรงไหนก็กำไรเพราะไม่มีต้นทุน แต่วันนี้ที่ดินที่กงสีถืออยู่ไม่ได้มีแค่มูลค่าอย่างเดียวแต่มีค่าใช้จ่ายด้วย ถ้าไม่สามารถทำให้ทรัพย์สินสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรืออื่น ๆ นั่นหมายความว่าเงินกงสีหรือทรัพย์สินที่มีอยู่กำลังลดลงเรื่อย ๆ
ดังนั้นการจัดการทรัพย์สินยิ่งทำเร็วยิ่งได้ประโยชน์ แต่หลาย ๆ บ้านจะมาคิดเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต และอาจนำมาซึ่งปัญหาการฟ้องร้องมรดกหรือพี่น้องทะเลาะกัน เพราะไม่เคยมีกติกาเรื่องเหล่านี้มาก่อน
“ธุรกิจครอบครัวมีสองคำคือคำว่า“ธุรกิจ” และคำว่า “ครอบครัว” การที่จะทำธุรกิจครอบครัวอยู่รอดไปได้ รวมไปถึงการถือทรัพย์สินกงสี คือการรักษาคุณค่าของความเป็นครอบครัวเอาไว้ ทำอย่างไรให้พี่น้องยอมรับกัน ในขณะเดียวกันยังสามารถทำให้ธุรกิจให้เติบโต หรืออย่างน้อยที่สุดยังสามารถเก็บรักษามันไว้และสามารถส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่เราทำได้เรื่องแรกก็คือ เรื่องของการตระหนักรู้ ถ้าเรายังปล่อยให้การจัดการทรัพย์สินของครอบครัว หรือธุรกิจไปตามธรรมชาติ วันนี้เราจะต้องลุกขึ้นมาฝืนมันและลงมือทำ สอง สร้างบรรยากาศใหม่ว่า ต่อไปนี้ใครก็ตามในบ้านที่พูดเรื่องของการจัดการทรัพย์สินขึ้นมาไม่ใช่ “งก” แต่เป็นการ“ดูแลผลประโยชน์” ของคนในครอบครัว เมื่อทุกคนมีโอกาสได้พูดมันคือการวางแผนร่วมกันในครอบครัว”
[caption id="attachment_135521" align="aligncenter" width="750"]
เปรมฤดี เทพหัสดิน ณ อยุธยา Vice President - Family Office and Wealth Planning Advisor บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)[/caption]
ขณะที่ “เปรมฤดี เทพหัสดิน ณ อยุธยา” Vice President - Family Office and Wealth Planning Advisor บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในกลุ่ม Private Banking นั้นมักเจอกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่สูง และกลุ่มลูกค้าที่ดูแลธุรกิจครอบครัว หรือกลุ่มที่ต้องการส่งต่อธุรกิจ ด้วยสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 50 ล้านบาท
ซึ่งปัญหาภายในครอบครัวที่พบบ่อยคือ การจัดสรรความเป็นเจ้าของ ต้องมีความยุติธรรมและเท่าเทียม ต้องมีการสื่อสารภายใน คนทำงานจะต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าคนไม่ทำงานหรือไม่รวมถึงสวัสดิการในการใช้ชีวิตต้องมีความชัดเจน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการบริหารคนนอก เช่น ลูกสะใภ้ ลูกเขย หากครอบครัวไหนยังไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามา ควรตั้งกฎกติกาในการบริหารจัดการล่วงหน้าก่อนที่จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ลงรอยที่อาจกลายเป็นปัญหาโลกแตกในภายหลัง ดังนั้น “ธรรมนูญครอบครัว” จึงมีความสำคัญอย่างมาก
“ธรรมนูญครอบครัว ดูเป็นคำที่สวยหรูแต่แท้จริงเป็นเรื่องของกฎ กติกา มารยาท ในการอยู่ร่วมกัน จึงต้องหาจุดศูนย์กลาง เช่น การกำหนดใครคือคนในครอบครัว กำหนดสิทธิ์ กำหนดหน้าที่ ว่าใครควรทำอะไรตรงไหนบ้าง หากมีบุคคลที่ 3 เข้ามาแล้วเกิดปัญหา ต้องมีที่ปรึกษาที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาในกรณีที่ทะเลาะกัน การมอบสวัสดิการให้คนในครอบครัวต้องมีความชัดเจน คนทำงานควรจะได้รับโบนัสพิเศษจากกงสี หรือลูกหลานต้องได้ค่าเทอมค่าเล่าเรียน สิ่งเหล่านี้ต้องมีการจัดสรรเพื่อการอยู่ร่วมกันได้”
เปรมฤดี กล่าวปิดท้ายว่า ทุกครอบครัวมีความวุ่นวายแตกต่างกัน มีความอ่อนไหวไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญคือต้องตกลงร่วมกัน การสื่อสารที่ชัดเจน จะช่วยให้การบริหารธุรกิจ หรือการบริหารครอบครัว เป็นไปอย่างราบรื่น
“ธุรกิจครอบครัวหรือสินทรัพย์ครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ต้องมีโครงสร้างทางกฎหมายที่ดีและเหมาะสมกับคนในครอบครัว อาจจะต้องมีเอกสารทางกฎหมาย สัญญาผู้ถือหุ้น หรือพินัยกรรม เพื่อให้มีความโปร่งใส หรือหากมีทรัพย์สินมาก การจัดสรรธุรกิจแบบไหนที่จะทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจได้ ทั้งหมดคือการวางแผนในครอบครัว ด้วยกฎกติกาที่ทุกคนยอมรับ”