โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“Family Charter” คัมภีร์ล้างอาถรรพ์ทายาทธุรกิจรุ่น 3

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 ต.ค. 2567 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2567 เวลา 04.20 น.

กูรูชี้ Family Business ไทย “ธรรมนูญครอบครัว” หรือ ยังสำคัญ เป็นโรดแมปยึดใจสมาชิกครอบครัวพร้อมส่งไม้ต่อธุรกิจอย่างยั่งยืน ในงานสัมมนา The Successor : Sustaining Family Legacy สานต่อธุรกิจครอบครัว หัวข้อ “ล้างอาถรรพ์ทายาทธุรกิจ รุ่นที่ 3 ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567

[caption id="attachment_135520" align="aligncenter" width="1024"]

พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)[/caption]

ธุรกิจครอบครัว 3 รุ่น ยังคงเป็นอาถรรพ์ธุรกิจครอบครัวไทย ที่หลายครอบครัวไม่สามารถก้าวผ่านได้ “พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกับดักธุรกิจครอบครัวว่า

ปัญหาที่เจอมากที่สุดของธุรกิจครอบครัว หรือแม้แต่คนที่มีทรัพย์ที่ถือร่วมกันในรูปแบบ“กงสี” ร่วมกับพี่น้องคือ“การไม่สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง” ด้วยบริบทสังคมไทยหลาย ๆ บ้านไม่เคยมีการพูดคุยกัน และหลายครอบครัวปล่อยให้การทำธุรกิจเป็นไปตามธรรมชาติ

ประเด็นต่อมาคือ ธุรกิจครอบครัว ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ไม่มีการจัดการเป็นระบบ “กสิกรไทย” ดูแลลูกค้า Private Banking ซึ่งมีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทขึ้นไปกว่า 1.5 หมื่นราย สิ่งที่พบคือ ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ มีความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการเป็นทรัพย์สินและเราเป็นเจ้าของ

“หลาย ๆ บ้านจะรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ เวลามีปัญหาจะลงมือจัดการหลาย ๆ เรื่อง เมื่อมีลูกหลานก็เอาเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวแต่ไม่ได้ดูความสามารถของลูกหลาน ทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ขณะที่หลาย ๆ ครอบครัวไม่มี“แผนสืบทอดธุรกิจ” รองรับในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นพ่อ-แม่ที่รันธุรกิจเกิดเสียชีวิต

สุดท้ายคือเรื่องของ “ทัศนคติ” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าสมาชิกในครอบครัวเปิดใจ พ่อแม่เรียนรู้แนวคิดใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ จากลูกได้ ลูก ๆ เองก็สามารถเรียนรู้การทำงานและค่านิยมครอบครัวจากพ่อแม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก”

อีกประเด็นสำคัญคือ ทัศนคติลูกชายคนโตต้องได้ทุกอย่าง ลูกสาวกับลูกชายได้ทรัพย์สินไม่เท่ากัน แต่ปัจจุบันแนวคิดการทำธุรกิจครอบครัวในประเทศจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นธุรกิจครอบครัวไทยเองอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่าในการทำธุรกิจจะเอาคนที่มาก่อนหรือคนที่เก่ง จะเลือกมืออาชีพหรือสายเลือด

และอีกหนึ่งมายเซ็ตที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวไปไม่รอดคือ “พ่อแม่สร้างมาเราจะปล่อยให้ล้มไม่ได้” แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าธุรกิจหลายอย่างถึงจุดที่จะล้มหายตายจากไป เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนตัวเอง การปรับหรือการยอมรับว่ามันจะต้องจากไป กลายเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวจะต้องทำใจยอมรับให้ได้และมองว่ายังมีอะไรในมือที่สามารถทำได้อีก

อย่างไรก็ตาม “ธรรมนูญครอบครัว” ยังสำคัญ แม้แต่ธุรกิจขนาดเล็กก็ไม่ต่างกัน ทุกครอบครัวจะต้องมีกติกาที่ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ครอบครัวทะเลาะกันมากที่สุดคือความรู้สึกไม่ยุติธรรม ซึ่งจะข้ามผ่านไปได้คือก็ต้องมีกติกาที่ตกลงร่วมกัน

“ความยากง่ายขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว แต่ละบ้านอาจจะมีทรัพย์สินที่เยอะแยะซับซ้อน บางบ้านอาจจะมีจำนวนคนมากจำนวนคนน้อย แต่ท้ายที่สุดก็จะกลับมาที่การวางกติกาซึ่งทุกครอบครัวจำเป็นต้องมี บางครอบครัวไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องอยู่ร่วมกันบางบ้านมีความสุขในการมีอิสระในการตัดสินใจ

และสิ่งที่ลดความขัดแย้งได้มากที่สุดคือคนในครอบครัว “อิ่มท้อง” สมาชิกในครอบครัวต้องสามารถดูแลสมาชิกครอบครัวย่อยของเขาได้ เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนในการเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวซึ่งหลาย ๆ บ้านใช้มาตรฐานบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหลักประกันที่แน่นอนว่าเขาจะมีรายได้ที่ตอบโจทย์ระดับหนึ่ง

แต่หลาย ๆ บ้านยังใช้ระบบเดิมคือ ให้ค่าตอบแทนน้อย เพราะฉะนั้น“กงสี” ต้องเข้ามาช่วยซัพพอร์ตสวัสดิการ เช่น ค่าเล่าเรียนลูกหลาน มีบ้านให้อยู่ เพื่อทำให้เขาสามารถดูแลครอบครัวของได้ปกติสุข”

นอกจากนี้ธุรกิจครอบครัวไทยยังขาดความตระหนักรู้ในการจัดการทรัพย์สิน เช่นในอดีต ปู่ย่าตายายซื้อที่ดินตรงไหนก็กำไรเพราะไม่มีต้นทุน แต่วันนี้ที่ดินที่กงสีถืออยู่ไม่ได้มีแค่มูลค่าอย่างเดียวแต่มีค่าใช้จ่ายด้วย ถ้าไม่สามารถทำให้ทรัพย์สินสร้างผลตอบแทนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่มี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษี หรืออื่น ๆ นั่นหมายความว่าเงินกงสีหรือทรัพย์สินที่มีอยู่กำลังลดลงเรื่อย ๆ

ดังนั้นการจัดการทรัพย์สินยิ่งทำเร็วยิ่งได้ประโยชน์ แต่หลาย ๆ บ้านจะมาคิดเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งเสียชีวิต และอาจนำมาซึ่งปัญหาการฟ้องร้องมรดกหรือพี่น้องทะเลาะกัน เพราะไม่เคยมีกติกาเรื่องเหล่านี้มาก่อน

ธุรกิจครอบครัวมีสองคำคือคำว่า“ธุรกิจ” และคำว่า “ครอบครัว” การที่จะทำธุรกิจครอบครัวอยู่รอดไปได้ รวมไปถึงการถือทรัพย์สินกงสี คือการรักษาคุณค่าของความเป็นครอบครัวเอาไว้ ทำอย่างไรให้พี่น้องยอมรับกัน ในขณะเดียวกันยังสามารถทำให้ธุรกิจให้เติบโต หรืออย่างน้อยที่สุดยังสามารถเก็บรักษามันไว้และสามารถส่งต่อไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่เราทำได้เรื่องแรกก็คือ เรื่องของการตระหนักรู้ ถ้าเรายังปล่อยให้การจัดการทรัพย์สินของครอบครัว หรือธุรกิจไปตามธรรมชาติ วันนี้เราจะต้องลุกขึ้นมาฝืนมันและลงมือทำ สอง สร้างบรรยากาศใหม่ว่า ต่อไปนี้ใครก็ตามในบ้านที่พูดเรื่องของการจัดการทรัพย์สินขึ้นมาไม่ใช่ “งก” แต่เป็นการ“ดูแลผลประโยชน์” ของคนในครอบครัว เมื่อทุกคนมีโอกาสได้พูดมันคือการวางแผนร่วมกันในครอบครัว”

[caption id="attachment_135521" align="aligncenter" width="750"]

เปรมฤดี เทพหัสดิน ณ อยุธยา Vice President - Family Office and Wealth Planning Advisor บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)[/caption]

ขณะที่ “เปรมฤดี เทพหัสดิน ณ อยุธยา” Vice President - Family Office and Wealth Planning Advisor บล.เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในกลุ่ม Private Banking นั้นมักเจอกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่สูง และกลุ่มลูกค้าที่ดูแลธุรกิจครอบครัว หรือกลุ่มที่ต้องการส่งต่อธุรกิจ ด้วยสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแลกว่า 50 ล้านบาท

ซึ่งปัญหาภายในครอบครัวที่พบบ่อยคือ การจัดสรรความเป็นเจ้าของ ต้องมีความยุติธรรมและเท่าเทียม ต้องมีการสื่อสารภายใน คนทำงานจะต้องได้ผลตอบแทนมากกว่าคนไม่ทำงานหรือไม่รวมถึงสวัสดิการในการใช้ชีวิตต้องมีความชัดเจน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการบริหารคนนอก เช่น ลูกสะใภ้ ลูกเขย หากครอบครัวไหนยังไม่มีบุคคลที่ 3 เข้ามา ควรตั้งกฎกติกาในการบริหารจัดการล่วงหน้าก่อนที่จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่ม เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ลงรอยที่อาจกลายเป็นปัญหาโลกแตกในภายหลัง ดังนั้น “ธรรมนูญครอบครัว” จึงมีความสำคัญอย่างมาก

ธรรมนูญครอบครัว ดูเป็นคำที่สวยหรูแต่แท้จริงเป็นเรื่องของกฎ กติกา มารยาท ในการอยู่ร่วมกัน จึงต้องหาจุดศูนย์กลาง เช่น การกำหนดใครคือคนในครอบครัว กำหนดสิทธิ์ กำหนดหน้าที่ ว่าใครควรทำอะไรตรงไหนบ้าง หากมีบุคคลที่ 3 เข้ามาแล้วเกิดปัญหา ต้องมีที่ปรึกษาที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาในกรณีที่ทะเลาะกัน การมอบสวัสดิการให้คนในครอบครัวต้องมีความชัดเจน คนทำงานควรจะได้รับโบนัสพิเศษจากกงสี หรือลูกหลานต้องได้ค่าเทอมค่าเล่าเรียน สิ่งเหล่านี้ต้องมีการจัดสรรเพื่อการอยู่ร่วมกันได้”

เปรมฤดี กล่าวปิดท้ายว่า ทุกครอบครัวมีความวุ่นวายแตกต่างกัน มีความอ่อนไหวไม่เหมือนกัน สิ่งที่สำคัญคือต้องตกลงร่วมกัน การสื่อสารที่ชัดเจน จะช่วยให้การบริหารธุรกิจ หรือการบริหารครอบครัว เป็นไปอย่างราบรื่น

“ธุรกิจครอบครัวหรือสินทรัพย์ครอบครัวมีส่วนเกี่ยวข้องกัน ต้องมีโครงสร้างทางกฎหมายที่ดีและเหมาะสมกับคนในครอบครัว อาจจะต้องมีเอกสารทางกฎหมาย สัญญาผู้ถือหุ้น หรือพินัยกรรม เพื่อให้มีความโปร่งใส หรือหากมีทรัพย์สินมาก การจัดสรรธุรกิจแบบไหนที่จะทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงยั่งยืน และเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจได้ ทั้งหมดคือการวางแผนในครอบครัว ด้วยกฎกติกาที่ทุกคนยอมรับ”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...