เปิด อัตราดอกเบี้ย เงินกู้แบงก์ แบงก์ไหนลดเท่าไหร่?
หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติลด อัตราดอกเบี้ย นโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จาก 2.50% เป็น2.25% ต่อปี เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2567 ธนาคารพาณิชย์และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ทยอยปรับดอกเบี้ยลดลงตามมา โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับลดลงเฉพาะเงินกู้
ออมสินประกาศลดแบงก์แรก
เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 ธนาคารออมสิน เป็นธนาคารแรกที่ประกาศลดดอกเบี้ย หลังมติกนง. โดยลดดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินกู้ที่มีระยะเวลา (MLR) ลดลงเหลือ 6.900% ต่อปี และดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลงเหลือ 6.745% ต่อปี
ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (MRR) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือน ตามคำขอของ อดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ไปก่อนหน้านี้ เดิมจะครบกำหนดในวันที่ 31 ตุลาคม 2567 ก็จะถูกใช้อัตรา 6.595% ต่อปีต่อไป มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก จะยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ในอัตราเดิม
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)
ธอส. ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา(MLR) ลดลงเหลือ 6.250% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้เบิกเกินบัญชี (MOR) ลดลงเหลือ 6.400% ต่อปี
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ต่อปี ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะครบกำหนดมาตรการในวันที่ 31 ตุลาคม 2567 นี้เช่นกันก็จะใช้อัตรา 6.545% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ธอส. ตรึงดอกเบี้ยไว้ในอัตราเดิม
แบงก์พาณิชย์ลด MOR ลง 0.25% ส่วน MLR และ MRR ลดลง 0.12 – 0.125%
เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ธนาคารกสิกรไทย เป็น แบงก์พาณิชย์แรกที่ประกาศลดดอกเบี้ยในรอบนี้ โดยลดดอกเบี้ย MOR 0.25% ส่วนดอกเบี้ย MLR และ MRR ลดลง 0.12% ซึ่งอัตราใหม่คือ
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ปรับลด 0.12% จาก 7.27% เป็น 7.15%
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ปรับลด 0.25% จาก 7.59% เป็น 7.34%
อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ปรับลด 0.12% จาก 7.30% เป็น 7.18%
ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่มีการปรับลดแต่อย่างใด โดยให้มีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป
เช่นเดียวกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ปรับลด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.575% เป็น 7.325% ต่อปี หรือลดลง 0.25%
ส่วน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.30% เป็น 7.175% ต่อปี ลดลง 0.125% และ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) จากปัจจุบันอยู่ที่ 7.05% เป็น 6.925% ต่อปี ลดลง 0.125% % มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป
ด้าน ธนาคารกรุงไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ย MOR จากปัจจุบัน 7.520% ต่อปี เป็น 7.270% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย MLR ปรับลดลงจากปัจจุบัน 7.050% ต่อปี เป็น 6.925% ต่อปี
อัตราดอกเบี้ย MRR ปรับลดลงจากปัจจุบัน 7.570% ต่อปี เป็น 7.445% ต่อปี
โดยให้มีผลในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป ขณะนี้ยังไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากแต่อย่างใด
ส่วนทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ลดอัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.25% ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ย MLR และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.125% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดีธนาคารพาณิชย์ใหญ่ขยายระยะเวลาสำหรับโครงการช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่จะหมดวันที่ 15 พ.ย. 2567 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567โดยหนึ่งในมาตรการจะมีการลดดอกเบี้ยให้ด้วย
ธนาคารกรุงเทพ ลดทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก มีผล 24 ตุลาคม 67
ธนาคารกรุงเทพ ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR ลง 0.20% เป็น 6.90% ต่อปี
ส่วนอัตราดอกเบี้ย MOR ลดลง 0.20% เป็น 7.35% ต่อปี
และอัตราดอกเบี้ย MRR ลดลง 0.05% เป็น 7.00% ต่อปี
ซึ่งก่อนหน้านี้ ธนาคารกรุงเทพลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ไปแล้ว 0.25% ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาภาระหนี้และต้นทุนทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ
ในส่วนเงินฝากลูกค้าบุคคลธรรมดา อัตราดอกเบี้ยเงินฝากสะสมทรัพย์ เป็น 0.25 – 0.30% ต่อปี เงินฝากประจำ 3 เดือน เป็น 1.00% ต่อปี เงินฝากประจำ 6 เดือน เป็น 1.10% ต่อปี เงินฝากประจำ 12 เดือน เป็น 1.45% ต่อปี เงินฝากประจำ 24 เดือน เป็น 1.70% ต่อปี และเงินฝากประจำ 36 เดือน เป็น 1.75% ต่อปี ส่วนเงินฝากสะสมทรัพย์ e-Saving วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท 1.50% ต่อปี และวงเงินส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท 0.45% ต่อปี
KResearch มอง ลดภาระลูกหนี้ได้ 1,300 ลบ.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลไกการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ปรับผ่อนคลายลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาสู่ตลาดสินเชื่อ โดยคาดว่าสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อธุรกิจที่น่าจะได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก่อนสิ้นปี 2567 จะอยู่ที่ประมาณ 40.9% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบแบงก์ไทย
ขณะที่ผลจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขาเดียวของธนาคารพาณิชย์ในรอบนี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้รายย่อยและภาคธุรกิจปรับลดลงเกือบ 1,300 ล้านบาท (คำนวณผลของภาระดอกเบี้ยที่จะปรับลดลงเฉพาะช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2567 โดยยังไม่ได้นับรวมสินเชื่อส่วนที่จะเข้าสู่ช่วงการปรับอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า)
แม้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงในรอบนี้ อาจไม่มีผลทำให้ค่างวดผ่อนของลูกหนี้ในแต่ละเดือนเปลี่ยนแปลง แต่ลูกหนี้จะได้รับอานิสงส์ในด้านอื่น