โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธรรมะ

ผี พราหมณ์ พุทธ : การเมืองเรื่องกินเจ / คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 ต.ค. 2564 เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 11.36 น.

 

 

การเมืองเรื่องกินเจ

 

ผมเป็นลูกหลานฮกเกี้ยนฝั่งอันดามัน ซึ่งมีงานประเพณีสำคัญคือ กินเจ หรือที่บ้านเราเรียกอย่างตรงตัวว่า “เจี๊ยะฉ่าย” (แปลว่ากินผัก โดยเลี่ยงคำว่า “เจ” ซึ่งมักมีความหมายทางพุทธศาสนา) ในเดือนเก้า

แต่ผมไม่ได้กินเจมาหลายปี ทั้งที่สมัยเด็กๆ วนเวียนอยู่กับ “อ๊าม” หรือศาลเจ้าเป็นประจำ

ที่เลิกกินไปก็เพราะคิดอะไรในความ “คับแคบ” ของตัวเองครับ เป็นต้นว่า ไม่ชอบเรื่องการทรงเจ้าซึ่งเป็นส่วนที่แตกต่างกับเทศกาลกินเจของที่อื่นๆ ไปเห็นว่าเป็นความงมงาย แถมยังไม่ชอบท่าทีของคนกินเจบางคนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนกินเนื้อ และไม่ชอบการยึดมั่นใน “รูปแบบ” เช่น ทำไมต้องใส่ชุดขาวกินเจ (ไปคิดในทำนองเหมือนเครื่องแบบปฏิบัติธรรม) อะไรแบบนี้

ปรากฏว่าปีนี้ผมกลับมาเจี๊ยะฉ่ายอีกครั้ง แถมใส่ชุดขาวด้วยนะครับ ขาดแต่การไปร่วมพิธีกรรม เพราะใน กทม.ไม่ได้มีรูปแบบพิธีอย่างที่บ้านของผม แต่ก็มีแวบไปศาลเจ้าเทพเช็งจุ้ยจ้อซู (โจวซือก๋ง) ตลาดน้อย ซึ่งเป็นศาลของชาวฮกเกี้ยนเพื่อไป “ป่ายกิ่วหองไต่เต่/กิ่วอ๋องไต่เต่” ไหว้เทพเจ้าประธานงานกินเจ

เทพกลุ่มนี้มาจากคติเดิมของเต๋าคือการนับถือดวงดาวทั้งเก้าซึ่งเป็นที่มาของสรรพสิ่ง ต่อมาพุทธศาสนาแปลงให้เป็นคติพุทธโดยถือเป็นพระพุทธะและพระโพธิสัตว์ทั้งเก้า

คนฮกเกี้ยนยังเรียกตามคติเดิมว่า “กิ่วหองไต่เต่หรือกิ่วอ๋องไต่เต่” “นพราชาธิราช”

แต่คนแต้จิ๋วซึ่งรับคติทางพุทธศาสนามากกว่า เรียกเป็น “เก้าอ้วงฮุดโจ้ว” “นพราชาพุทธะ”

มีผู้ให้ข้อมูลว่า คนแต้จิ๋วนิยมเรียกเทพใหญ่ๆ ของศาสนาเต๋าว่า ฮุดโจ้ว เช่น “เฮียงบู๊ซัวฮุดโจ้ว” หรือเจ้าพ่อเสือที่คนไทยรู้จัก

 

ที่ผมกลับมากินเจ จริงๆ เป็นเหตุผล “เชิงการเมือง” ครับ

เพราะเมื่อได้ทราบอะไรบางอย่างเบื้องหลังงานเจี๊ยะฉ่าย ผมจึงต้องการจะเชื่อมโยงตนเองกับบรรพชนในกระแสธารแห่งความทรงจำและความทุกข์ยาก

รวมทั้ง “เจี๊ยะฉ่ายอธิษฐานมุ่งหมายขจัดเภทภัย” ด้วย

จึงกลายเป็นที่มาของบทความวันนี้

ซึ่งขอออกตัวว่าผมไม่ใช่ผู้รู้ แต่ประมวลจากคำบอกเล่าและความทรงจำ

มีผิดพลาดใดขอท่านได้โปรดชี้แนะด้วย

 

พิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบบ้านเราหรือที่ปฏิบัติในกลุ่มคนฮกเกี้ยนโพ้นทะเล แตกต่างกันกับทางกรุงเทพฯ หรือจีนกลุ่มอื่นบ้าง

โดยสรุป คือมีลักษณะพิธีทางศาสนาเต๋าและพื้นบ้านมากกว่าพุทธศาสนา เช่น มีการขึ้นเสา “เต็งโก” หรือโกเต้ง เสานี้แขวนประทีปเก้าดวงเอาไว้ และดวงประทีปจะค่อยๆ ถูกยกขึ้นจนสูงสุดในวันที่เก้า

นักวิชาการบางท่านว่านอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของงานว่ามีพระกิ่วหองมาประทับอยู่ ยังเป็นสัญลักษณ์ของดวงดาวที่คอยนำทางคนฮกเกี้ยนที่อพยพจากบ้านเกิดมายัง “หนานหยาง” (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

ยังมีพิธีส่งทหารพระมารักษาการณ์ (ป้างเอี๋ย) การเลี้ยงทหารพระ (โข้กุ้น) พิธีเลือกเถ้าเก้หลอจู้หรือกรรมการผู้ดำเนินงานในปีถัดไป การแสดงอภินิหารของกี่ต๋องหรือเจ้าทรง เช่น ลุยไฟ (โกยโห้ย) การอ่านรายนามผู้ร่วมพิธี การเสด็จออกโปรดประชาชน (อิ้วเก้ง)

และที่สำคัญอาจมีพิธี “ลับ” ที่ผมยังไม่ทราบอีกมาก

ปีนี้เพื่อนชาวภูเก็ตหลายคนตกใจเมื่อเห็นภาพถ่ายการนำเอาป้ายชื่อกิ่วหองไต่เต่ของเก่าของศาลเจ้าโจวซือก๋งออกมาตั้งให้คนเห็น

เพราะธรรมเนียมที่ยังปฏิบัติในงานกินเจของกลุ่มคนฮกเกี้ยนนั้น ศาลเจ้าที่จัดพิธีกินเจจะต้องสร้างปะรำพิธีหรือห้องที่เป็นเหมือนตำหนักของพระนพราชาธิราช ในปะรำนั้นไม่อนุญาตให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด โดยมีม่านกั้นไว้ ผู้บูชาจะสามารถปักธูปเฉพาะกระถางด้านนอก แต่ป้ายพระนาม (อย่างเดียวกับที่โจวซือก๋ง) และกระถางธูปอีกอันเขาจะเก็บไว้ด้านในไม่ให้คนเห็น ส่วนภายในนั้นเกิดอะไรขึ้นหรือคุยอะไรกันก็ห้ามนำมาบอกคนภายนอก

ห้องนี้สำคัญมากๆ ครับ นี่คือหลักฐาน “การเมือง” ของพิธีกินเจอย่างหนึ่ง เพราะพิธีกินเจนั้น นอกจากจะเป็นพิธีไหว้ดวงดาวของศาสนาเต๋าที่แพร่หลายมากและพุทธศาสนาก็ไปแปลงให้เป็นคติพุทธแล้ว

สำหรับบรรพชนของเราเป็นการสร้างพิธี “ฉากหน้า” สำหรับกิจกรรมทางการเมืองด้วย

 

ที่มาของพิธีกินเจ/เจี๊ยะฉ่ายนอกเหนือจากคติทางศาสนา สิ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำคนฮกเกี้ยนและคนจีนใต้กลุ่มอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลไป คือในปลายสมัยหมิงต่อชิง ราชนิกูลหมิงคือ โล้วอ๋อง (เป็นอ๋องคนที่เก้า) หนีภัยจากพวกเช็ง (ชิง) มาพึ่งแม่ทัพเจิ้งเฉิงกงซึ่งดูแลมณฑลฮกเกี้ยนและเมืองชายฝั่งทะเล ได้เสียชีวิตลงที่เกาะกิมหมึนในมณฑลนั้น ซึ่งเท่ากับหมิงได้สูญสิ้นผู้สืบราชบัลลังก์ รวมทั้งยังมีการฆ่าพี่น้องอั้งยี่เก้าคนผู้ต่อต้านชิงในมณฑลฮกเกี้ยน รวมทั้งการทำลายวัดเส้าหลินใต้ซึ่งเป็นที่ซ่องสุมกบฏ

เรื่องนี้ก่อให้เกิดความสะเทือนใจและโศกเศร้าแก่ผู้คนมาก พิธีกรรมกินเจหรือเจี๊ยะฉ่ายจึงมีการ “ไว้ทุกข์” เป็นองค์ประกอบสำคัญ

อั้งยี่เป็นขบวนการต่อต้านราชวงศ์ชิงโดยตั้งเป็นสมาคมลับฟ้าดิน กิจกรรมของอั้งยี่ยังคงสืบทอดมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย แน่นอนว่า การกราบไหว้ดวงวิญญาณอั้งยี่ทั้งเก้าในสมัยชิงอย่างเปิดเผยย่อมจะกระทำไม่ได้ เพราะจะโดนลงโทษอย่างรุนแรงจากราชสำนัก ด้วยเหตุนี้ พิธีกินเจเดือนเก้าและการไหว้นพราชาทั้งเก้าองค์จึงมีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวของพี่น้องอั้งยี่และเป็นเหตุให้ต้องกระทำอะไร “ลับๆ” แฝงเร้นไปด้วย

พิธีการไปเชิญองค์กิ่วหองที่ทะเลและการไปส่งกลับที่ทะเล ผมคิดว่าคงมีนัยถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นี้เช่นกัน เพราะนอกจากชาวบ้านเชื่อว่าทะเลและแม่น้ำเป็นเส้นทางของวิญญาณแล้ว ก็คงเกี่ยวกับการที่อั้งยี่ทั้งเก้าคนถูกฆ่าตัดหัวโยนลงทะเลในตอนนั้น

 

ขณะที่จีนกลุ่มอื่นมีภาพวาดหรือรูปเคารพนพราชาพุทธะ/นพราชาธิราชให้กราบไหว้อย่างเปิดเผย แต่ศาลเจ้าในกลุ่มคนฮกเกี้ยนภาคใต้กลับมีเพียงป้ายนามหรือกระถางรูปที่ปกปิดซ่อนเร้นไว้ภายในห้องหรือตำหนักในเท่านั้น ถ้ามีเทวรูปหรือกิมสิ้น (มีผู้ให้ข้อมูลว่า มีบางอ๊ามในภูเก็ตมีอยู่แต่ก็น้อยมาก) ก็ซ่อนไว้ภายในห้องนั้นอยู่ดี ไม่ให้คนภายนอกเห็น

จากกฎเกณฑ์ปกปิดเข้มงวด ห้องประทับหรือปะรำของกิ่วหองไต่เต่จึงอาจเป็นห้องสำหรับการประชุมลับสำหรับกลุ่มสนับสนุนอั้งยี่ ในการ “ล้มชิงกู้หมิง” ด้วยก็เป็นได้

ส่วนการสวมชุดขาวในพิธีกินเจหรือเจี๊ยะฉ่าย ก็ไม่ได้สวมในความหมายของความบริสุทธิ์สะอาดตามความคิดแบบพุทธศาสนาเท่านั้น

แต่เพราะมันเป็นชุด “ไว้ทุกข์” ในวัฒนธรรมจีนอยู่แล้ว ที่จังหวัดภูเก็ตนอกจากสวมชุดขาวยังมีการ “โพกผ้า” ในชุดของพิธีเจี๊ยะฉ่าย ซึ่งแสดงถึงการไว้ทุกข์และเกี่ยวข้องกับกลุ่มสมาคมลับ

อีกทั้งการกินเจ-เจี๊ยะฉ่ายหรือการกินมังสวิรัติอาจมิได้หมายถึงความบริสุทธิ์เท่านั้น ในวัฒนธรรมจีน การกินอาหารไร้รสหรือกินแต่สิ่งเรียบง่าย ก็อาจแสดงถึงความทุกข์ได้เช่นกัน

เพราะตามมโนคติแบบขงจื่อ อาหารในช่วงไว้ทุกข์ไม่ควรมีรสชาติหรือประณีต

มิตรสหายผู้ชำนาญภาษาจีนยังบอกผมอีกว่า บรรดาคำกลอนจีน (ตุ้ยเหลียน) ที่ติดตั้งในศาลเจ้าช่วงกินเจ มักเป็น “รหัสลับ” ของสมาคมอั้งยี่ที่มีความหมายแฝงนัยอยู่

ดังนั้น เมื่อหมดเทศกาลแล้ว ศาลเจ้าหลายแห่งจึงต้องเปลี่ยนตุ้ยเหลียนมาใช้แบบปกติเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตได้ กลายเป็นธรรมเนียมสืบมา

 

แม้ปัจจุบันหมิง-ชิงจะปลาสนาการไปหมดแล้ว ความแค้นทั้งหลายก็จบสิ้นไปด้วย แต่ผมคิดว่าร่องรอยความทรงจำของบรรพชนไม่ควรถูกลืม และความหมายของสัญญะต่างๆ ในพิธีก็แจ่มชัดขึ้นเมื่อถอดแว่นของศาสนาออกไปบ้าง

ด้วยเหตุนี้การกลับมาเจี๊ยะฉ่ายของผมจึงเป็นความพยายามจะคืนความหมายเช่นนี้ให้กับตัวเอง ในฐานะลูกหลานของ “ผู้อพยพชาวจีน” คนหนึ่ง

แน่นอนว่า ใครที่ไหนจะกินเจหรือเจี๊ยะฉ่ายในความคิดความเชื่อแบบไหนก็ไม่ผิดทั้งนั้น แต่ควรมองให้รอบด้าน เพื่อจะได้ไม่เอาไม้บรรทัดของตัวเองไปฟาดฟันคนอื่น เพื่อจะได้ทราบว่าเขากินเจด้วยมโนคติแบบใด ต่างกับเราอย่างไร

ผมเห็นการฟาดฟันเรื่องนี้ในเฟซบุ๊กมาก ก็คิดว่านี่คือการเมืองของการกินเจสมัยใหม่ที่เป็นเรื่องของการช่วงชิงความหมายมากกว่าอย่างอื่น

การเชื่อมโยงตนเองกับความแค้นในอดีตผ่านพิธีเจี๊ยะฉ่าย สำหรับตัวผมเองก่อให้เกิดความรู้สึกว่า ปัจจุบันที่การกดขี่ยังคงดำเนินต่อไปแม้อาจไม่รุนแรงเท่าเก่า แต่ก็แหลมคมหลากแง่ ด้วยเหตุนี้ขอให้การเจี๊ยะฉ่ายของผมที่มีความคับแค้นเจืออยู่กลายเป็นพลังใจเฉกเช่นที่บรรพชนได้รับ ดลให้ขจัดเภทภัยทั้งหลาย บ้านเมืองกลับสู่ครรลองมรรควิถี ประกอบด้วยธรรมนีติ ปวงประชาสุขสวัสดีถ้วนหน้า

คิดเล่นๆ นะครับ จะเป็นไปได้ไหม ในยุคนี้เราอาจต้องเปลี่ยนคำขวัญกินเจ-เจี๊ยะฉ่ายจาก “ล้มชิงกู้หมิง” มาเป็น

“ล้มเผด็จการ ฟื้นประชาธิปไตย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...