โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

#dek65 อ่านเลย! แนวโน้มคะแนน #Admission65 แต่ละคณะจะเฟ้อ จะฝืดแค่ไหน

Dek-D.com

อัพเดต 29 เม.ย. 2565 เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 02.38 น. • DEK-D.com
วิเคราะห์คะแนนแต่ละรายวิชา GAT/PAT วิชาสามัญ แนวโน้มขึ้น-ลงเท่าไหร่บ้าง

สวัสดีค่ะ ตอนนี้น้องๆ หลายคนก็เริ่มคำนวณคะแนน Admission และสอบถามพี่ๆ ทีมงานถึงแนวโน้มคะแนนในปีนี้ ว่าจะเฟ้อ หรือฝืดขนาดไหน คณะไหนจะคะแนนเพิ่ม สาขาวิชาไหนจะคะแนนลด ซึ่งสัปดาห์นี้ พี่ลาเต้พร้อมแขกรับเชิญอย่าง พี่ปอลบอสสายการศึกษา เว็บ Dek-D และพี่มิ้นท์ บรรณาธิการข่าวแอดมิชชั่น เว็บ Dek-D ก็ได้มา LIVE วิเคราะห์คะแนนกันแบบละเอียดๆ ในรายการ #DekDTCASWeekly สำหรับใครที่พลาดรายการสด ไม่ต้องกังวลไป วันนี้พี่แนนนี่จะมาสรุปให้ฟัง ว่าจะเป็นอย่างไรกันบ้าง

#dek65 อ่านเลย! แนวโน้มคะแนน #Admission65 แต่ละคณะจะเฟ้อ จะฝืดแค่ไหน

ข่าวสำคัญจากทปอ.

ทปอ. มีการปรับปฏิทินดำเนินการ TCAS65 รอบ 2 Quota และรอบ 3 Admissionเนื่องจากก่อนหน้านี้ทางทปอ. ได้มีการประกาศอนุโลมการฝนเลขที่ชุดข้อสอบต่างๆ ด้วย และปรับเฉลยวิชา PAT3, วิชาสามัญ ภาษาไทย, สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ ส่งผลให้การคัดเลือกต่างๆ ที่ต้องใช้คะแนนเหล่านี้ล่าช้าออกไป แต่ละมหาวิทยาลัยจึงต้องปรับกำหนดการ

ส่วนในเรื่องของปรับเฉลย จะทำให้ส่งผลต่อคะแนนสอบของน้องๆ ทุกคนที่เข้าสอบในวิชานั้นๆ โดยจะสามารถแบ่งน้องๆ ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ คะแนนลด คะแนนเพิ่ม และคะแนนเท่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อตรวจคำตอบ หรือปรับคะแนนเรียบร้อยแล้ว จะส่งผลต่อสถิติคะแนน ช่วงคะแนน ทำให้คะแนนค่าเฉลี่ยต่างๆ ต้องปรับเปลีี่ยนไปด้วย

มหาวิทยาลัยปรับเกณฑ์ขั้นต่ำ

มหาวิทยาลัยบูรพา ประกาศปรับเกณฑ์ขั้นต่ำ TCAS รอบ 3 ส่วนมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศปรับเกณฑ์ขั้นต่ำ TCAS รอบ 2 ไปก่อนแล้ว และคาดว่า น่าจะมีการปรับเกณฑ์ขั้นต่ำในรอบ 3 ด้วยเช่นกัน

T-Score คืออะไร

T-Score คือ คะแนนตัวแทนที่แปลงมาจากคะแนนสอบเดิม เพื่อแก้ปัญหาคะแนนสอบที่เฟ้อและฝืดแต่ละปีที่ไม่เท่ากัน

ตัวอย่าง

จากภาพเส้นสีแดง คือ คะแนน 0 - 300 ซึ่งจะเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่ หรือค่าเฉลี่ย (วงกลมสีฟ้า) และคะแนนสูงสุด (วงกลมสีส้ม) ของปี 63 จะสูงกว่าปี 64 ทั้งหมดเลย และถ้านำคะแนนที่แตกต่างกันแบบนี้ ไปคำนวณ ไปเทียบกับคะแนนเก่า ก็จะทำให้เทียบยาก ดังนั้น T-Score จึงเป็นการวางเส้นคะแนนใหม่ (เส้นสีดำ) ปรับคะแนนค่าเฉลี่ยของทั้ง 2 ปี ให้มาอยู่ตรงกลางเท่ากัน (เส้นสีเขียว) แล้วใครที่ได้คะแนนมากกว่าตรงกลาง ก็จะได้คะแนน T-Score มากขึ้น ยิ่งห่าง ก็จะยิ่งได้คะแนนมากขึ้น ถึงระดับนึงก็อาจจะได้เต็ม 100 ไปเลย โดยการปรับคะแนน ก็จะมีการสูตรการคำนวณตามที่กำหนดไว้

วิเคราะห์คะแนน Admission

ปัจจัยที่คะแนน #Admission แต่ละคณะจะเพิ่มขึ้น หรือลดลง

  • คะแนนวิชาต่างๆ และช่วงคะแนน : ปีนี้ขึ้น/ลง จะสะท้อนว่าในปีนี้เด็กทั้งประเทศได้คะแนนเท่าไหร่ เป็นปัจจัยสำคัญในการคำนวณคะแนน เช่น ถ้าคะแนนสอบทั้งประเทศได้น้อย คำนวณคะแนนออกมา ยังไงก็น้อยลง
  • จำนวนที่นั่ง: การเปลี่ยนแปลงที่นั่ง ไม่ว่าขึ้น/ลง ก็จะทำให้คะแนนขึ้น/ลงตามไปด้วย ทั้งจำนวนที่นั่งต่อรอบ และแผนการรับทั้งปี
  • การเปลี่ยนเกณฑ์ : ทำให้อ้างอิงคะแนนกับปีก่อนๆ ไม่ได้ ถ้าเปลี่ยนเกณฑ์ง่ายลง คะแนนจะเพิ่ม เกณฑ์ยากขึ้น คะแนนจะลดลง
  • การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเกณฑ์ขั้นต่ำ: มีผลต่อจำนวนผู้สมัคร คือถ้าปรับเกณฑ์ขั้นต่ำลดลง จะทำให้มีผู้ที่สมัครได้มากขึ้น คู่แข่งเยอะขึ้น
  • จำนวนคนสมัคร: เป็นปัจจัยภายนอก เราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า คนจะมาสมัครคณะเดียวกันเท่าไหร่ คู่แข่งมีเยอะไหม รวมไปถึงยังส่งผลให้คะแนนเหวี่ยงได้ด้วย

ภาพรวมประเด็นเกี่ยวกับคะแนนสอบที่น่าสนใจ

  • จำนวนคนสมัครปีนี้ ลดลงเยอะมาก
  • ค่าเฉลี่ย (mean) บางวิชาเพิ่ม/ลดเยอะมาก
  • ช่วงคะแนน 270 - 300 คะแนน บางวิชาปีนี้ไม่มีคนได้ บางวิชาปีนี้มี

ภาพรวมเกณฑ์คะแนน Admission ปี 65

เกณฑ์คะแนนปี 65 จะเทียบกับคะแนนกับปีที่แล้วได้ไหม? เกณฑ์เดิม เหมือนปีก่อน 5% เทียบได้ชัวร์ๆ แต่ต้องระวังเรื่องที่นั่ง-ภาพรวมปีนี้ เกณฑ์วิชาเดิม แต่เปลี่ยน% 40% พอคาดการณ์ได้บ้าง เกณฑ์ใหม่ วิชาเดิม+วิชาใหม่ 40% ต้องเทียบเคียงหลายอย่าง เช่น เทียบจากคณะ หรือมหาวิทยาลัยที่ใกล้เคียง เกณฑ์ใหม่หมด 100% 15%

ภาพรวมคะแนน Admission ปี 65

เมื่อคะแนนสอบปีนี้ลดลง จะทำให้ทุกคนเลือกคณะอย่างระมัดระวังมากขึ้น ส่งผลให้คะแนนกลุ่มมหาวิทยาลัยยอดนิยม และกลุ่ม กสพท ลดลง แต่ก็จะมีบางกลุ่มคณะที่ไม่ลดลง

สมมติว่า มีอยู่ 10 คณะ คะแนนต่ำสุดแต่ละคณะไล่ไปตั้งแต่ 70 จนถึง 45 โดยถ้าในสภาวะปกติ เลือกได้สูงสุด 4 อันดับ ผู้สมัครที่ได้ 65 คะแนน จะมีการเลือกอันดับที่คะแนนต่ำสุด 70, 65, 60, 58 ตามลำดับ แต่พออยู่ในสภาวะคะแนนฝืด ทำให้คะแนนสอบผู้สมัครลดลง เลือก 58 คะแนน ก็จะมีการเลือกอันดับที่คะแนนต่ำ "ลดลง" จะยอมเลือกแบบลดลงมาหน่อย คือเริ่มที่ คะแนนต่ำสุด 62, 58, 55, 60

ซึ่งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในลักษณะนี้ กลุ่มคณะยอดนิยม คะแนนก็จะลดลง และทำให้คะแนนไปกองกันอยู่ที่กลุ่มมหาวิทยาลัยรอง/คณะรอง (กลุ่มคะแนนต่ำสุด 58, 55, 50) คะแนนก็จะเพิ่มขึ้น ส่วนลำดับที่ 2 (กลุ่มคะแนนต่ำสุด 60, 60) กลุ่มคะแนนก้ำๆ กึ่ง ที่คนไม่กล้าเลือก คะแนนก็จะลงค่อนข้างมาก

แนวโน้มคะแนนแต่ละกลุ่มคณะ

*****การวิเคราะห์คะแนนนี้ วิเคราะห์ก่อนมีการประกาศตรวจเฉลยและปรับคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 26 เม.ย.65

การคาดการณ์แนวโน้มปีนี้ก็มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายปนๆ กันไป ข่าวดีคือ ภาพรวมปีนี้คะแนนคณะต่างๆ มีแนวโน้มลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนข่าวร้ายคือ หลายคณะก็คาดการณ์ยากหรือคาดเดาไม่ได้ เพราะมีการเปลี่ยนเกณฑ์บางส่วนหรือเปลี่ยนเกณฑ์ 100% เลย ทำให้ไม่มีคะแนนต่ำสุดมาอ้างอิง

ยังไงก็ตาม ในบทความนี้ สรุปมาเพื่อเป็นแนวทางให้น้องๆ ในการจัดอันดับและสร้างความมั่นใจให้กับน้องๆ มากขึ้นค่ะ เพราะทุกคนต่างมองว่าคะแนนตัวเองต่ำจนไม่รู้ว่าจะเลือกอะไรได้บ้าง แต่ความจริงแล้ว ภาพรวมคะแนนปีนี้ลง อยากให้น้องๆ กล้าเลือกมากขึ้นด้วย

สำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มคะแนนในปีนี้ จะพูดถึงเป็นรายวิชา แต่จะไม่ได้ประเมินว่าแต่ละคณะจะลงกี่คะแนนหรือกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะค่าน้ำหนักและสัดส่วนแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นต่างกันค่ะ

กลุ่มคณะที่ใช้ GAT

  • ภาพรวมคะแนนลดลง โดยสังเกตว่าจำนวนคนที่ได้ช่วงคะแนน 240 ขึ้นไป หายไปจากปี 64 กว่า 5% เมื่อคนได้คะแนนสูงมีน้อยลง และจำนวนคนสมัคร GAT ปีนี้ก็น้อยลง จึงมีแนวโน้มว่าคณะท็อปๆ หรือ มหาวิทยาลัยท็อปๆ ที่ใช้ GAT จะมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน
  • แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรองลงมา คะแนนจะลง แต่อาจจะลงได้ไม่มาก เพราะช่วงคะแนนระหว่าง 90-180 มีคนได้เยอะขึ้นจากปีก่อน รวมทั้งอาจมีคนที่ไม่กล้าเลือกคณะท็อปก็ลงมาเลือกคณะรองหรือมหาวิทยาลัยกลางๆ มากขึ้น จึงทำให้กลุ่ม GAT คณะรอง/ม.รอง แนวโน้มคะแนนลงน้อยกว่า ม.ท็อป คณะท็อป เหตุจากคนมากระจุกเลือกมหาวิทยาลัยที่เซฟมากขึ้น
  • คาดว่ากลุ่มคะแนน GAT จะลดลงประมาณ 20%*

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 1

  • ภาพรวมคะแนนลดลงประมาณหนึ่ง
  • ถ้าดูช่วงคะแนนคนที่ได้ 150+ คะแนน จะเห็นว่ามีจำนวนพอๆ กับปีที่แล้ว แม้ว่าจำนวนคนสอบจะลดลงไปไปกว่า 3 หมื่นคน ดังนั้นมหาวิทยาลัยดังๆ คะแนนจะลดลงได้ไม่เยอะ เพราะคนที่ 180+ คะแนน ยังมีจำนวนเยอะอยู่
  • พวกกลุ่มที่ใช้คะแนน PAT 1 สายบัญชี สายบริหารฯ คะแนนอาจจะลงไม่เยอะมาก เพราะเป็นกลุ่มที่คนชอบเลขตั้งใจสอบวิชานี้อยู่แล้ว และอาจเป็นกลุ่มที่ได้คะแนนดี
  • คณะที่ใช้เลข แต่ไม่ได้ใช้เลขในการเรียน เช่น คณะสายศิลป์ต่างๆ ที่ให้ใช้ PAT1 เป็นหนึ่งในเกณฑ์คัดเลือก อาจจะลงพอสมควร เพราะปีนี้ คะแนนของคนกลุ่มใหญ่ถึง 86% จะอยู่ที่ช่วงคะแนน 0-90 คะแนน ซึ่งต่างจากปีก่อนที่มีอยู่ 80% และคาดการณ์ว่าน้องๆ ที่จะยื่นด้วยวิชา PAT1 ในคณะกลุ่มนี้ จะมีคะแนนตั้งแต่ 50-120 ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าแนวโน้มคะแนนคณะกลุ่มนี้น่าจะลงมากกว่ากลุ่มคณะสายเลข ใน ม.ท็อปๆ
  • คาดว่ากลุ่มคะแนน PAT1 จะลดลงประมาณ 3%*

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 2

  • ภาพรวมคะแนนขึ้น
  • แม้ว่าจำนวนคนสอบจะน้อยลงเกือบ 2 หมื่นคน แต่ถ้าดูช่วงคะแนนคนที่ได้ 150+ คะแนน จะได้เห็นว่ามีจำนวนคนเยอะกว่าปีที่แล้วทุกช่วงคะแนนเลย เช่น ช่วง 150-180 คะแนน ปี 64 มีจำนวน 3,074 คน แต่ปี 65 มี 3,389 คน หรือ ช่วงคะแนน 240-270 ปี 64 มี 44 คน ปี 65 มี 126 คน นั่นแปลว่าปีนี้มีีคนที่ได้คะแนนสูงเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว
  • ส่งผลให้ตั้งแต่มหาวิทยาลัยกลางๆ มหาวิทยาลัยยอดนิยม กลุ่มสายวิทย์สุขภาพ (เภสัชฯ, สัตวแพทย์, เทคนิคการแพทย์) คะแนนขึ้นยกกระดาน
  • แต่อย่างไรก็ตาม คณะต่างๆ ไม่ได้ใช้ PAT2 เพียงอย่างเดียว อย่าลืมนำไปหักลบกับสัดส่วนวิชาอื่นๆ ด้วย
  • คาดว่ากลุ่มคะแนน PAT2 จะขึ้นประมาณ 3-4%*

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 3

  • ภาพรวมคะแนนลดลงเยอะ
  • เป็นอีกกลุ่มคณะที่น่าจับตามองว่าปีนี้คะแนนจะลงเยอะ ดูในกลุ่มช่วงคะแนน 270 - 300 คะแนน ปีนี้ไม่มีคนทำคะแนนได้เลย และคนที่ได้ช่วงคะแนน 210 - 300 มีไม่ถึง 100 คน และปีนี้ฐานช่วงคะแนนที่คนไปเกาะกลุ่มมากที่สุดคือ 60-90 และ 30-60 ตามลำดับ แต่ปี 64 ฐานช่วงคะแนนที่คนเกาะกลุ่มมากที่สุดคือ 60-90 และ 90-120 ตามลำดับ แปลว่าภาพรวมคะแนน PAT3 ของทั้งประเทศมีจำนวนน้อยลง
  • พวกกลุ่มที่ใช้คะแนน PAT3 ที่ใช้เยอะๆ คะแนนลงทุกมหาวิทยาลัย

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 4

  • ภาพรวมคะแนนขึ้น
  • คนที่เข้าสอบน้อยลง แต่ถ้าดูช่วงคะแนนคนที่ได้ 120+ คะแนน จะเห็นว่าพอๆ กับปีที่แล้ว
  • กลุ่มสถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยยอดนิยม คะแนนขึ้นนิดหน่อย หรือไม่ต่างจากเดิม เพราะกลุ่มคนได้คะแนนสูงนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรองๆ ลงมาจะคะแนนขึ้นเยอะ เพราะช่วงคะแนนของคนกลุ่มใหญ่ขยับสูงขึ้น
  • คาดว่ากลุ่มคะแนน PAT4 จะขึ้นประมาณ 4-5%*

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 5

  • ภาพรวมคะแนนลดลง
  • ค่าเฉลี่ย (mean) ลดลงเกือบ 10 คะแนน ในส่วนของช่วงคะแนนตั้งแต่ 150 คะแนนขึ้นไป ลดลงจากปีที่แล้วไป 7% บวกกับมีผู้สมัครวิชา PAT5 ลดลงไป 2 หมื่นคน ทำให้ภาพรวมปีนี้คู่แข่งที่ใช้ PAT5 นั้นหายไปเยอะ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คะแนนลงด้วย
  • ถ้าใช้สัดส่วน PAT5 เยอะ คะแนนลดลงทุกมหาวิทยาลัย

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 6

  • ภาพรวมคะแนนลดลงเยอะมาก เป็นอันดับ 2 ลองจาก GAT จำนวนคนที่ได้ 150-240 คะแนน รวมกันแล้วยังน้อยกว่าคนที่ได้ช่วงคะแนน 180-210 ของปีที่แล้ว! และฐานของค่าเฉลี่ยย้ายจากช่วง 120-150 ไปเป็น 90-120 คะแนน
  • ถ้าใช้ PAT6 เยอะ คะแนนลดลงทุกมหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยยอดนิยม จะลงเยอะมาก)
  • คาดว่ากลุ่มคะแนน GAT จะลดลงประมาณ 20%*

กลุ่มคณะที่ใช้ PAT 7

  • ภาพรวมคะแนนขึ้นทุกภาษา ยกเว้น PAT6 บาลี
  • ค่าเฉลี่ย (mean) เพิ่มขึ้นเกือบทุกภาษา และจำนวนคนที่ได้ช่วงคะแนนสูงๆ มีปริมาณใกล้เคียงเดิม และมากกว่าเดิมในบางภาษา เช่น PAT7.3 ปี 65 มีคนที่ได้ช่วงคะแนน 150+ อยู่ประมาณ 29% ส่วนปี 64 มีเพียง 16.5% ทั้งๆ ที่ในปี 64 มีจำนวนผู้สมัครมากกว่า
  • กลุ่มคณะที่ใช้ PAT ภาษาเยอะ น่าจะมีแนวโน้มขึ้นและคนที่มี PAT7 อยู่ในมือ อาจจะหันมาใช้ PAT7 มากกว่า PAT1 ทำให้มีการแข่งขันในรูปแบบของ PAT ภาษาต่างประเทศมากกว่าเดิม **อย่างไรก็ตามวิชานี้มักจะไปใช้ผสมกับ GAT ก็อย่าลืมนำ GAT มาถ่วงน้ำหนักดูด้วยนะคะ

กลุ่มคณะที่ใช้วิชาสามัญ

  • ภาษาไทยมีแนวโน้มทำให้คณะนั้นๆ มีคะแนนลง เพราะจำนวนคนที่ได้ช่วงคะแนนตั้งแต่ 60 คะแนนขึ้นไป ลดลงไปเยอะมาก ทำให้คณะ/ม.ท็อป คะแนนลดลง แต่ ม.กลางๆ ลงไป คะแนนลงได้นิดหน่อยหรืออาจไม่ลงเลย
  • สังคมศึกษาปีนี้น่าจะทรงตัวในทางขึ้นเล็กน้อย ในมหาวิทยาลัยท็อปๆ แต่มหาวิทยาลัยกลางๆ ลงไป ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่
  • ภาษาอังกฤษ แนวโน้มลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสาขาที่ใช้ ภาษาอังกฤษในสัดส่วนที่สูง หรือ ม.ท็อปๆ เพราะจำนวนคนสมัครสอบเยอะขึ้น แต่จำนวนคนได้ 60+ ในปี 64 มีถึง 12,856 คน แต่ปี 65 มีเพียง 6,616 และไม่มีใครทำคะแนนในช่วง 90-100 คะแนนได้เลย ดังนั้นสาขาที่ใช้น้ำหนักภาษาอังกฤษเยอะ คะแนนจะลงเยอะ ส่วนมหาวิทยาลัยรองๆ อาจจะไม่ค่อยลง เพราะอาจเกิดการกระจุกตัวเลือกคณะใน ม.รอง มากขึ้น
  • คณิตศาสตร์ 1 มีแนวโน้มที่จะทำให้คะแนนขึ้นได้เล็กน้อย เพราะจำนวนคนสมัครไม่ได้ต่างจากปีที่แล้วมาก และจำนวนผู้ที่ได้ช่วงคะแนน 50+ อยู่ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่ 0-20 มีน้อยลงกว่าปีที่แล้วหลายพันคน นั่นแปลว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศมีคะแนนเกาะกลุ่มกันมากขึ้น ดังนั้น ในกลุ่มมหาวิทยาลัยกลางๆ คะแนนอาจจะขึ้นได้เล็กน้อย
  • ฟิสิกส์มีแนวโน้มทำให้คะแนนขึ้นได้เล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วง 30-70 คะแนน มีจำนวนคนได้คะแนนในช่วงนี้มากขึ้นจากปีก่อน ทั้งๆ ที่มีจำนวนคนสอบทั้งประเทศลดลง ดังนั้น กลุ่มมหาวิทยาลัยกลางๆ รองๆ มีแนวโน้มที่คะแนนจะขึ้น
  • เคมีมีแนวโน้มคะแนนลดลง เพราะตั้งแต่ช่วงคะแนน 20-100 คะแนนนั้น มีเปอร์เซ็นต์ลดลงจากปีที่แล้ว ตรงกันข้าม จำนวนคนได้ 0-20 คะแนนนั้นมีเพิ่มขึ้นมาก จากปีที่แล้ว ประมาณ 55% มาปีนี้เป็น เกือบ 68%
  • ชีววิทยาเป็นอีกวิชาที่น่าจะมาเป็นตัวฉุดให้คะแนนลง โดยดึงลงในทุกกลุ่มมหาวิทยาลัย เพราะมีจำนวนคนที่ได้ 50+ คะแนน 15,680 คนหรือ 19.81% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 8,916 คน หรือ 12% ในปีนี้ และช่วงคะแนน 10-30 คะแนนกลับมีจำนวนคนที่ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย
  • คณิตศาสตร์ 2และ วิทยาศาสตร์ทั่วไป 2 วิชานี้อาจคาดการณ์ยาก เพราะถึงแม้ค่า Mean ของคนทั้งประเทศมีคะแนนลดลงเยอะ แต่เมื่อดูจำนวนผู้สมัครนั้นปี 65 มีเยอะกว่าปี 64 มาก ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่ปีนี้จะมีคนใช้คะแนนคณิต 2 และวิทยาศาสตร์ทั่วไปมากกว่าปีก่อน (ปี 64 ม.6 กำหนดให้ใช้ O-NET แทน 2 วิชานี้) ดังนั้นแม้ว่าค่าเฉลี่ยคะแนนจะลดลง แต่จำนวนผู้ที่ได้คะแนนในแต่ละช่วงมีจำนวนมากขึ้น หากมีคนที่เลือกยื่นคณะที่ใช้คะแนนคณิต 2 และวิทย์ทั่วไปมากกว่าปีก่อน ก็อาจทำให้แนวโน้มคะแนนเพิ่มขึ้นได้

กลุ่ม กสพท

สำหรับกลุ่มมหาวิทยาลัยที่คะแนนต่ำสุดตั้งแต่ 65 คะแนนขึ้นไป มหาวิทยาลัยยอดนิยมน่าจะลดลงเฉลี่ย 1.5% - 2.5% ส่วนมหาวิทยาลัยที่รองๆ ลง อาจจะลดลงมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามจะไม่ได้ลงทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัย อย่างคณะที่คะแนนรองลง กลุ่มที่ชอบเลือกปิดท้ายกัน เช่น เภสัชฯ ต้องระวังคะแนนจะสวนขึ้นไปได้

หมายเหตุ : ค่าทฤษฎีที่เป็นไปได้ คิดจากคะแนนสอบอย่างเดียว และใช้เกณฑ์รับสมัครเดิม ไม่รวมปัจจัยอื่นๆ เช่น จำนวนที่นั่ง จำนวนเด็กซิ่วที่คะแนนได้เปรียบ

สุดท้ายนี้ขอย้ำน้องๆ ว่า ในหนึ่งคณะอาจมีสัดส่วนค่าน้ำหนักจากหลายองค์ประกอบ ดังนั้นจะต้องเอาข้อมูลจากทุกวิชาที่ใช้มาชั่งน้ำหนักรวมกันอีกครั้งนะคะ :D

สำหรับใครที่อยากตามไปฟังรายการ #dekdTCASWeekly แบบเต็มๆ สามารถได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...