โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ราคาคาร์บอนเครดิต’ กับปัญหาการพัฒนาตลาดคาร์บอนในไทย

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 10.23 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 10.23 น. • The Bangkok Insight

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ "ราคาคาร์บอนเครดิต" กับปัญหาของการพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ถึงราคาคาร์บอนเครดิต กับปัญหาของการพัฒนาตลาดคาร์บอนในประเทศไทย โดยพบว่า รูปแบบตลาดคาร์บอนของประเทศไทย มีลักษณะเป็นกลไกภาคสมัครใจ ส่งผลให้ผู้ซื้อขาดแรงจูงใจในการซื้อ ทำให้การพึ่งความต้องการ (Demand) คาร์บอนเครดิตในปริมาณมากจนกดดันให้ราคาขึ้นสูงนั้น จะเกิดขึ้นได้น้อย

ราคาคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ จากผลสำรวจพบว่ามีเพียง 20-25% ของผู้ซื้อและผู้ขายเท่านั้น ที่สามารถตกลงราคาที่ยินดีซื้อและยินดีขายได้ตรงกัน ที่ราคาระหว่าง 51-200 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดภาคบังคับในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี หลายโครงการสามารถขายได้ในราคาสูงใกล้เคียงตลาดต่างประเทศ เนื่องจากสามารถสร้างคุณค่า เช่น ผลประโยชน์ร่วมของโครงการต่อชุมชน (Co-benefit) หรือตอบโจทย์ของผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้พัฒนาต้องพิจารณา

ปัญหาด้านราคาของการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต

ปัจจุบัน ผลสำรวจพบความสอดคล้องระหว่างราคายินดีซื้อ และราคายินดีขายที่ค่อนข้างต่ำ เพียง 20-25% ที่ผู้ซื้ออยากซื้อคาร์บอนเครดิตในราคาที่ตรงกับผู้ขายต้องการ

สาเหตุความแตกต่างของราคา

  • กลไกภาคสมัครใจ

ด้วยรูปแบบตลาดคาร์บอนของประเทศไทย มีลักษณะเป็นกลไกภาคสมัครใจ ทำให้ผู้ซื้อมีเหตุผลที่จะซื้อต่ำ นอกจากทำเพื่อ CSR หรือ เป็นนโยบายภายในเท่านั้น คาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายกันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จึงมีราคาซื้อขายค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตลาดที่เป็นภาคบังคับ

  • ประเภทโครงการ

คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการประเภทดูดกลับ GHG มักมีราคาสูงกว่า โดยเฉพาะโครงการที่สร้างผลประโยชน์ร่วมแก่สังคม (Co-Benefits) เช่น ป่าไม้ การจัดการขยะมูลฝอย เป็นต้น ซึ่งผู้ซื้ออาจให้คุณค่า และทำให้ผู้ขายสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากคาร์บอนเครดิตได้

ราคาคาร์บอนเครดิต
  • อยากขายคาร์บอนเครดิตให้ได้ราคาสูงต้องทำอย่างไร?

ผู้ขายไม่สามารถพึ่งพาความต้องการ (Demand) คาร์บอนเครดิตปริมาณมากจนกดดันให้ราคาขึ้นสูงได้ เนื่องจากการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทยปัจจุบัน อยู่ในรูปแบบสมัครใจ ดังนั้น หากผู้พัฒนาโครงการอยากขายคาร์บอนเครดิตให้ได้ราคาที่สูงขึ้น อาจพิจารณาใช้ปัจจัยเหล่านี้ เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งอาจสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้

  • Co-Benefit) : ผู้พัฒนาโครงการอาจเลือกพัฒนาโครงการที่ผู้ซื้อให้ความสนใจ และสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชน เช่น ป่าไม้ การทำปุ๋ยหมัก การผลิตเชื้อเพลิงจากขยะมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันโครงการประเภทดังกล่าว ก็มีราคาซื้อขายที่ราคาสูง
  • ช่วงเวลาของคาร์บอนเครดิตที่ได้รับรอง (Crediting Period) : ปัจจุบันคาร์บอนเครดิตไม่มีอายุการใช้งาน ทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด (Market Distortion) จาก 2 กรณี ได้แก่ (1) คนซื้อเลือกซื้อตุนเฉพาะที่ราคาถูก และ (2) ผู้ขายไม่ยอมนำคาร์บอนเครดิตมาขาย เพราะหวังให้ราคาสูงขึ้นจนปริมาณ supply ล้นตลาด แต่ในอนาคต จะมีข้อกำหนดการใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยในบางมาตรการ ที่อนุญาตใช้คาร์บอนเครดิตรุ่นใหม่เท่านั้น เช่น CORSIA เป็นต้น ดังนั้น การซื้อตุน หรือการสต็อกคาร์บอนเครดิตไว้ชดเชย หรือขายในอนาคตจะทำได้ยาก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการซื้อขายเครดิตรุ่นปัจจุบันมากขึ้น
  • ประเภทโครงการที่เป็นที่ต้องการ : การพัฒนาโครงการในประเภทที่ยังขาดแคลนส่งผลให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นได้ตามหลักการ Demand-Supply เช่น โครงการประเภทดักจับ หรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก โดยใช้เทคโนโลยี เช่น Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS), Direct Air Capture (DAC) ซึ่งมีราคาสูงใกล้เคียงกับมาตรฐานอื่นในระดับโลก ตามความต้องการในหน่วยงานที่ตั้งเป้าหมาย Net Zero แต่ไม่สามารถลดการใช้ GHG เองได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นอกเหนือจากการดำเนินการของผู้พัฒนาโครงการ ภาครัฐ และหน่วยงานสนับสนุน จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้ราคาคาร์บอนเครดิตสูงขึ้นได้อีก โดยอาจพิจารณานำกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับมาใช้ เช่น ภาษีคาร์บอน ในรูปแบบที่อนุญาตให้สามารถใช้คาร์บอนเครดิตไปชดเชยได้ในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน จะช่วยกระตุ้นตลาดคาร์บอนเครดิต และผลักดันราคาคาร์บอนในประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...