โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิรโทษกรรม ทำได้โดยผู้มีอำนาจ เพื่อผู้มีอำนาจ (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 พ.ย. 2567 เวลา 06.29 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2567 เวลา 05.04 น.

นิรโทษกรรม

ที่ออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก)
แต่สภาไม่ยอมผ่าน

23 พฤษภาคม 2535 รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมกันระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม พ.ศ.2535 โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า…

“บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ไม่ว่าได้กระทำในฐานะเป็นตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำหรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง”

พ.ร.ก.นี้จึงเป็นนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ให้กับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ จึงถูกมองว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นการนิรโทษกรรมให้กับการสังหารผู้ชุมนุม

พอวันรุ่งขึ้น 24 พฤษภาคม 2535 พล.อ.สุจินดา ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

7 ตุลาคม 2535 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติไม่อนุมัติพระราชกำหนดนิรโทษกรรมดังกล่าว จึงทำให้พระราชกำหนดตกไป

9 พฤศจิกายน 2535 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญออกคำวินิจฉัยว่า

“โดยที่มาตรา 172 วรรคสามของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 บัญญัติว่า การที่พระราชกำหนดตกไปไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้พระราชกำหนดนั้น ดังนั้น กิจการนั้นการนิรโทษกรรมจึงไม่ถูกกระทบกระเทือน แม้ว่าพระราชกำหนดนั้นจะตกไป”

สรุปว่าการนิรโทษกรรมที่มีผลไปแล้วแก้ไขกลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่กระทำความผิดในช่วงวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2535 ย่อมพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิงไปทันที และตลอดไป

เกมการเมืองในปี 2535 จบลงแบบเสมอกันคณะ รสช.ซึ่งทำการรัฐประหารถอยออกไปโดยที่ไม่ได้รับโทษอะไรและไม่ต้องหนีออกไปเมืองนอกแต่ก็ปล่อยให้การพัฒนาประชาธิปไตยเป็นไปตามระบบการเมืองเต็มตัว ยาวนานเกือบ 15 ปี

การนิรโทษกรรม

ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
ของคณะรัฐประหาร 2549 และ 2557

ปี 2544 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งได้นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ต่อมาจนครบสมัยถึง 2548 และก็ชนะอย่างท่วมท้นสมัยที่สอง แต่ก็มาถูกรัฐประหารในปี 2549

นี่เป็นรัฐประหารที่งี่เง่าและไร้เหตุผลที่สุด ที่ทำให้ความขัดแย้งขยายเป็นแตกแยกไปทั้งแผ่นดิน และผู้มีอำนาจก็เขียนกฎหมาย…

รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2549 เนื้อหาโดยสรุปของมาตรา 37…

…การกระทำทั้งหลายซึ่งได้กระทำเนื่องในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดินเมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ของ คมช. รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำดังกล่าว หรือของผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย…

…ไม่ว่าเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษ และการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น ไม่ว่ากระทำในฐานะตัวการผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ให้กระทำ และไม่ว่ากระทำในวันที่กล่าวนั้น หรือก่อนหรือหลังวันที่กล่าวนั้น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง…

หลังจากนั้นประมาณ 1 ปีก็มีการเลือกตั้งขึ้นในปลายปี 2550 ผลการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ที่ตั้งแทนพรรคไทยรักไทยซึ่งถูกยุบไปได้รับชัยชนะท่วมท้นเป็นรัฐบาล จึงมีการเดินขบวนยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ขับไล่รัฐบาล ใช้ศาลยุบพรรคพลังประชาชนและตั้งรัฐบาลใหม่โดย ปชป.เป็นแกนใน ปี2552 แต่ก็ถูกประท้วงในเดือนเมษายน-พฤษภาคมปี 2553 และมีการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงจนมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้ยังไม่มีการนิรโทษกรรมให้ฝ่ายใดทั้งสิ้น

เมื่อมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ในปี 2554 พรรคเพื่อไทยซึ่งแปลงกายจากพรรคพลังประชาชนก็ยังชนะเลือกตั้งอยู่ดีและชนะเกินครึ่งก็เลยต้องจัดม็อบ กปปส.มาประท้วงอีก แล้วก็จัดการปลดนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่สุดท้ายก็ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้จึงต้องทำการรัฐประหารอีกครั้งในปี 2557

การนิรโทษกรรมคณะรัฐประหาร คสช. ก็ถูกเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ 2557

ในมาตรา 48 เนื้อหาก็เหมือนกับที่เคยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับ 2549 เพียงแต่เปลี่ยนชื่อคณะรัฐประหารและวันเวลาเท่านั้น

ความพยายาม ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

…ของผู้ไร้อำนาจ

ย้อนกลับมาดูฝ่ายประชาธิปไตยที่นิยมการเลือกตั้งที่พยายามจะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในปี 2556 ซึ่งถูกเรียกว่าฉบับสุดซอย ตอนนั้นกลุ่มพรรคการเมือง คิดว่ามีอำนาจจริงจึงคิดไปร่างกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ก็ถูกคัดค้าน ทั้ง กปปส. และกลุ่มเสื้อแดง และจบลงด้วยการรัฐประหารปี 2557

มีคำวิจารณ์มากมายมหาศาลกับความพยายามที่จะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยฉบับเหมาเข่ง แต่เวลาที่คณะรัฐประหารทำการนิรโทษกรรมทุกยุคทุกสมัยไม่มีใครกล้าคัดค้านเลย แถมยังออกมารับใช้และสนับสนุน พร้อมทั้งเสนอตัวเข้าไปเป็นข้ารับใช้อยากได้รับการแต่งตั้งไปเป็นสภานิติบัญญัติหรือกรรมการชุดใดชุดหนึ่ง

พฤศจิกายน 2565 มีร่างกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคพลังธรรมใหม่ กำหนดให้การกระทำการที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ 19 กันยายน 2549-30 พฤศจิกายน 2565 ไม่เป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่รวมถึงความผิดคดีทุจริต และคดีมาตรา 112 แต่สภาปิดไปก่อน

ส่วนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับก้าวไกล ที่ต้องการให้ประชาชนที่เคยเข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง ทั้งการกระทำและการแสดงความคิดเห็นที่ผิดทางกฎหมาย ในช่วงเวลาตั้งแต่ 11 กุมภาพันธ์ 2549 ถึงวันที่ พ.ร.บ.นี้ได้มีผลบังคับใช้ หากการกระทำดังกล่าวมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

ล่าสุดสภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้ง กมธ.นิรโทษกรรม เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2567

ที่ทำได้ตอนนี้คือ

1. ศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไม่ใช่การพิจารณาหรือยกเลิกหรือยกร่างกฎหมาย เป็นเพียงข้อเสนอแนะแนวทางหากจะมีการตรากฎหมายนิรโทษกรรม

2. ช่วงเวลาในการนิรโทษกรรม ควรเริ่มจากความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 มาเป็นหลักในการกำหนดขอบเขตช่วงเวลาในการนิรโทษกรรม

การกระทำที่ควรได้รับการนิรโทษกรรม ต้องแยกแยะคดีหลักในความผิดฐานเป็นกบฎ ความผิดคดีรอง และได้แยกคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง

3. การเสนอรูปแบบการนิรโทษกรรมทั้งที่เป็นแบบอัตโนมัติและแบบที่มีคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย และรูปแบบผสมผสาน

4. กำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรมว่ารวมถึงการกระทำใดบ้างและควรมีการทำบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. และได้เสนอแนะแนวทางการตรา พ.ร.บ. ว่าอาจทำเป็นหลายฉบับเพราะเหตุการณ์หรือพฤติกรรมมีความแตกต่างกัน

5. ข้อสังเกตที่เกิดจากการศึกษาของคณะกรรมการอิสระหลายชุดรวมทั้งความเห็นของ กมธ. ที่เห็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 (ความผิดฐานประทุษร้ายพระราชินีหรือรัชทายาท) และมาตรา 112 (ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์) ยังคงเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวและนำไปสู่ความขัดแย้งได้ อย่างไรก็ตามข้อสังเกตของ กมธ. ไม่ได้บังคับผูกมัดคณะรัฐมนตรีว่าจะต้องทำตามที่เสนอ

สรุปว่า บุคคลที่เข้าข่ายได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนี้คือ แกนนำและแนวร่วมชุมนุมทางการเมืองกลุ่มสำคัญๆ อาทิกลุ่ม พธม. เสื้อเหลือง (ชุมนุมปี 2549-2551) กลุ่ม นปช. เสื้อแดง (ชุมนุมปี 2552-2553) กลุ่ม กปปส. (ชุมนุมปี 2556-2557) กลุ่มนักศึกษาและประชาชนต่อต้าน คสช. (ชุมนุมปี 2557-2562) กลุ่มคณะราษฎร/ราษฎร (ชุมนุมปี 2563-2564) ฯลฯ

แต่จะมีคนสองกลุ่มที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม

1. ผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุม จนมีผู้เสียชีวิต ไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการหรือผู้ปฏิบัติการ

2. ผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงหลังตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบันซึ่งมีคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 110 มาตรา 112

เมื่อเป็นเช่นนี้การนิรโทษกรรมจะไม่มีผลอะไรต่อประชาชนฝ่ายก้าวหน้า เพราะการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงก็ได้รับโทษติดคุกกันไปจนออกมาแล้ว

กฎหมายนิรโทษกรรมนี้จึงไม่น่าจะส่งผลให้มีความปรองดอง ฝ่ายประชาชนคงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายถ้าหวังพึ่งสภา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นิรโทษกรรม ทำได้โดยผู้มีอำนาจ เพื่อผู้มีอำนาจ (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...