โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผลสำรวจชี้ ‘คนไทย’ ใช้ AI ทำงานน้อยสุดในอาเซียน เพราะ ‘กลัวถูกแย่งงาน’ และมองว่าคนใช้ AI = ‘ขี้โกง'

Positioningmag

อัพเดต 21 ม.ค. 2568 เวลา 12.45 น. • เผยแพร่ 21 ม.ค. 2568 เวลา 12.12 น.

ไทยถือเป็นประเทศที่ชั่วโมง ออนไลน์ มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีมุมมองที่บวก เกี่ยวกับ เอไอ อย่างไรก็ตาม คนไทยแม้จะมองบวกเกี่ยวกับเอไอ แต่ก็เป็นการใช้เพื่อความบันเทิงมากกว่าจะใช้มาทำงาน เพราะยังมีความกลัวว่าเอไอจะมาแย่งงาน

เทเลนอร์ เอเชีย (Telenor Asia) ได้ทำรายงาน Digital Lives Decoded 2024 ของประเทศไทยเพื่อเจาะลึกถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติด้านดิจิทัลของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย โดยพบว่า ชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานชาวไทยนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล โดย คนไทยใช้เวลาออนไลน์เกือบ 5 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ที่ 4 ชั่วโมง 35 นาที โดยเจนเนอเรชั่นที่มีการออนไลน์มากที่สุด ได้แก่

  • Gen Z - 5.42 ชั่วโมง/วัน

  • Millennials - 5.13 ชั่วโมง/วัน

  • Gen X - 4.28 ชั่วโมง/วัน

  • Baby Boomers - 3.49 ชั่วโมง/วัน

มอง เอไอ เป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช้ทำงานนะ

ในส่วนของ เอไอ (Artificial Intelligence : AI) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับวิถีชีวิตของคนไทย โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทย เกือบครึ่ง มองว่า อไอเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่พวกเขาตื่นเต้นมากที่สุดที่น่าสนใจคือ คนรุ่นเก่า (Gen X และ Baby Boomers) แสดงความตื่นเต้นเกี่ยวกับเอไอมากกว่าคน Gen Z และ Millennials
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 77% ใช้เครื่องมือเอไอ อยู่แล้ว แต่ส่วนใช้เพื่อ ความบันเทิง โดยมากกว่าครึ่ง ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้เอไอสำหรับโซเชียลมีเดียและเกือบ 40%มีส่วนร่วมกับเอไอบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และแม้ว่า 85%จะมองว่าเอไอจะส่งผลดีต่อการศึกษาในประเทศไทยก็ตาม แต่ ไทยยังไม่มีการนำเอไอมาใช้ในการทำงานอย่างที่เป็นรูปธรรมมากนัก
โดยมีคนไทยเพียง 21% ที่ใช้เอไอในการทำงานเมื่อเทียบกับประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งการทำงานเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานมากที่สุด ทั้งที่ไทยเองก็มีเครื่องมือพร้อมในการทำงาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดจาก Mindsetที่กลัวว่า เอไอจะมาแทนที่มนุษย์เนื่องจากเคยมีผลการศึกษาออก ระบุว่า 40% ของชั่วโมงการทำงานจะถูกแทนที่ด้วยเอไอ ทำให้คนไทยรู้สึกว่ากลัวจะตกงาน ทำให้เลือกจะไม่ใช้เอไอ
นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนที่มองว่า ไม่รู้จะใช้เอไอทำอะไร อีกทั้งยังมีแนวคิดที่ว่า คนที่ใช้เอไอ ขี้โกงเมื่อเกิดการกลัว ทำให้ไม่ศึกษาด้วยเหตุนี้เองทำให้คนไทย ไม่มีสกิล ก่อให้เกิดผลกระทบต่อองค์กรไม่มีวัฒนธรรมที่จะส่งเสริมการใช้เอไอ
"ในความเป็นจริงคือ เอไอไม่ได้มาแทนที่ แต่คนที่ใช้เอไอเป็นจะมาแทนที่"

แนะ 4 ข้อองค์กรเป็น AI First

สำหรับองค์กรที่ต้องการสร้างคนให้มีสกิลในการใช้งานเอไอ มีข้อแนะนำ ดังนี้

  • องค์กรและผู้นำต่องมีวิสัยทัศน์ และการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อขจัดความกลัวของพนักงาน ต้องย้ำให้เห็นว่า เอไอไม่ได้มาแทนที่ แต่มาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • องค์กรต้องให้การศึกษาในทุกระดับ ว่ามีการใช้งานเครื่องมือไหนบ้าง ใช้งานอย่างไร และเครื่องมือไหนเหมาะที่จะนำมาใช้

  • หาพาร์ทเนอร์มาช่วย องค์กรไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด แต่ควรหาพาร์ทเนอร์ภายนอกที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเอไอมาช่วย

  • เอาคนเป็นศูนย์กลาง ต้องระลึกว่า เอไอเข้ามาเพื่อช่วยมนุษย์ให้ทำงานดีขึ้น และต้องใช้เอไออย่างมีจรรยาบรรณด้วย

ให้ความสำคัญกับความสบายมากกว่าความเป็นส่วนตัว

แม้ว่าคนไทยจะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว แต่ผู้ตอบแบบสอบถาม3 ใน 4 คนรู้สึกว่า ตนเองไม่สามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (68%) ขณะที่การหลอกลวงทางการเงิน และการขโมยข้อมูลส่วนตัวยังเป็นปัญหาสำคัญอันดับต้น ๆ ของคนไทย โดยอย่างน้อย 1 ใน 2 ของกลุ่มคนยังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
แม้จะกลัวและกังวล แต่คนไทยกลับ มั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตนทางออนไลน์ และมีแนวโน้มน้อยที่สุดที่จะกังวลเกี่ยวกับวิธีที่บริษัทต่าง ๆ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของตนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้ โดยมีมากถึงกว่า 38% เทียบกับเพียง 21% ในประเทศสิงคโปร์ และมีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของพวกเขาเพื่อ แลกกับข้อเสนอและบริการส่วนบุคคล(6 ใน 10 เทียบกับประเทศมาเลเซีย และ 5 ใน 10 เทียบกับประเทศสิงคโปร์)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้เน้นย้ำถึงความ ย้อนแย้ง ในด้านของความเป็นส่วนตัวทั่วไป โดยขณะที่ผู้คน แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว แต่พวกเขายอมเสียความเป็นส่วนตัวบางส่วนเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย
“การจะแก้ปัญหาดังกล่าวต้องใช้ความร่วมมือจากหลาย ๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการดิจิทัล รวมถึงภาครัฐ และภาคการศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...