โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Market-think : ตลาดรถปั่นป่วน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ย. 2567 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2567 เวลา 10.15 น.

คอลัมน์ : Market-think ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

หลังจากรถอีวีของจีนเริ่มบุกตลาดเมืองไทยอย่างจริงจังเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา

ภูมิทัศน์ของสมรภูมิรถยนต์ก็เริ่มเปลี่ยนไป

จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการทำตลาดของรถยนต์น้ำมันญี่ปุ่นมานาน

วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในอดีต ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่น้อยมาก

ออปชั่นต่าง ๆ ก็ให้ไม่เต็มที่

ที่สำคัญทุกค่ายจะค่อนข้างระมัดระวังที่จะใช้กลยุทธ์ตัดราคา

เพราะกลัวตลาดพัง

โดยเฉพาะตลาดรถมือสอง

“รถญี่ปุ่น” โดยเฉพาะค่ายใหญ่อย่างโตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ ฯลฯ ราคารถมือสองจะค่อนข้างมีเสถียรภาพ

ราคาลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

รถยุโรปอาจจะลดแรงกว่า

ส่วนหนึ่งเพราะอะไหล่รถยุโรปแพงกว่า

แต่ทันทีที่ค่ายรถอีวีจากจีนบุกตลาดเมืองไทย

เริ่มจากนำเข้าจนมาตั้งโรงงานผลิตในเมืองไทย

กลยุทธ์การตลาดที่เขาใช้แตกต่างจากกลยุทธ์เดิม ๆ ที่คนไทยคุ้นชิน

นั่นคือ ใช้กลยุทธ์ตัดราคาแบบไม่สนภาพลักษณ์อะไรทั้งสิ้น

ไม่ใช้ลดราคาทีละนิดนะครับ

ลดกันทีเป็นแสน

รถรุ่นเดียวกันเมื่อวานราคา 900,000 บาท

วันนี้ลดราคาเหลือ 7 หรือ 800,000 บาท

หั่นราคาแบบไม่สนใจความรู้สึกของลูกค้าเก่าเลย

ผมเพิ่งเจอนักวิชาการคนหนึ่ง เขากำลังทำวิจัยเรื่องตลาดรถยนต์อีวีกับรถยนต์น้ำมัน

ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารค่ายรถทั้งจีนและญี่ปุ่น

มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้บริหารค่ายรถจีนที่กำลังเปิดโรงงานประกอบในเมืองไทย

รู้ไหมครับว่าเขากลัวอะไร

ไม่ได้กลัวคู่แข่งที่เป็นค่ายรถยนต์จีนหรือญี่ปุ่นนะครับ

แต่เขากลัวบริษัทแม่ที่เมืองจีน

กลัวว่าจะส่งรถที่ประกอบในเมืองจีนเข้ามาตัดราคารถที่ประกอบในเมืองไทย

บริษัทแม่ตัดราคาบริษัทลูก

ผมถามย้ำ 2 ครั้งว่าเป็นเรื่องจริงหรือ

เขาก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

ครับ หลักคิดทางธุรกิจที่ค่ายรถยนต์จีนเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ใหม่ไปเรื่อย ๆ

ผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ระบบสินเชื่อรถยนต์

ตอนนี้แบงก์ค่อนข้างระมัดระวังในการปล่อยกู้ให้กับรถยนต์อีวี

เพราะในอดีตตอนที่รถน้ำมันครองตลาด ค่ายรถญี่ปุ่นไม่ค่อยเล่นสงครามราคา

ทำให้ตลาดรถมือสองมีเสถียรภาพ

แต่รถอีวีจีนเข้ามาด้วยกลยุทธ์ตัดราคา

เมื่อ “รถมือหนึ่ง” เล่นกันขนาดนี้

ตลาด“รถมือสอง” จะเหลืออะไร

สมมุติว่ารถมือหนึ่งรุ่นนี้เมื่อต้นปีขาย 1 ล้านบาท

แบงก์อาจจะปล่อยกู้ 800,000 บาท คนซื้อออก 200,000 บาท

แต่พอสิ้นปี ราคารถใหม่ลดเหลือ 800,000 บาท

รถคันเดิมที่แบงก์ปล่อยกู้ไปและมีอายุการใช้งานไปแล้ว 1 ปี

คิดว่า “รถมือสอง” คันนี้ราคาจะเหลือเท่าไรครับ

เมื่อรถมือหนึ่งยังเหลือแค่ 800,000 บาท

“รถมือสอง” 1 ปี น่าจะเหลือแค่ 600,000 บาท

ต่ำกว่ามูลหนี้ที่เหลืออยู่

นี่คือ ปัญหาใหญ่ของแบงก์เจ้าหนี้

เพราะถ้าลูกหนี้คนไหนคืนรถ โดยเป็นลูกหนี้ที่ไม่เคยค้างชำระ

เขาจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

แต่แบงก์จะรับเละเพราะต้องเอารถคันนี้ไปขายต่อ

ซึ่งสถานการณ์ธุรกิจรถยนต์อีวีมือสองในเมืองไทยตอนนี้ย่ำแย่มาก

แบงก์มีรถจอดทิ้งไม่รู้เท่าไร

ถ้าไม่เร่งแก้ปัญหา ปัญหาของธุรกิจรถยนต์ก็จะเหมือนบ้าน

คือ แบงก์จะแก้ปัญหาด้วยการไม่ปล่อยสินเชื่อรถยนต์

เพราะแบงก์เขาอยากได้เงินต้นและดอกเบี้ย

ไม่ได้อยากได้ “รถมือสอง” เพิ่ม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Market-think : ตลาดรถปั่นป่วน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...