รัฐบาลตั้งเป้าปิดดีล FTA ไทย-EU ภายในสิ้นปี 68
กระทรวงพาณิชย์ เดินเรื่องเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 ขยายตลาดสินค้าไทยในยุโรป สร้างแต้มต่อทั้งทางด้านการค้า ดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เผยความสำเร็จในการลงนามความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-เอฟตา (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์)
ถือเป็นFTA ฉบับแรกของไทยกับกลุ่มประเทศยุโรปที่เกิดขึ้นในการประชุม World Economic Forum (WEF) 2025 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเดินหน้าเจรจาFTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 เพื่อเร่งสร้างแต้มต่อทั้งทางด้านการค้า และดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ ซึ่งตนและทีมพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนเป้าปิดดีลสิ้นปี 68 อย่างเต็มที่ แม้จะยากลำบากกว่าการเจรจาFTA กับ EFTA อย่างมาก
"ได้สั่งการให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเร่งดำเนินการตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แม้การเจรจากับ EU ที่มีสมาชิกถึง 27 ประเทศจะมีความซับซ้อนและยากลำบากกว่าการเจรจากับเอฟตา ผมและทีมกระทรวงพาณิชย์มีแผนเดินทางไปกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในเร็วๆ นี้ เพื่อพบกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (นาย Maroš Šefčovič) ของ EU เพื่อหารือผลักดันการเจรจาให้เสร็จสิ้นตามกรอบเวลาที่ท่านนายกฯ ได้สั่งการ หากสำเร็จจะเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยขยายตลาดสินค้าไทยในยุโรป และสร้างความแข็งแกร่ง เป็นแต้มต่อให้เศรษฐกิจไทย" นายพิชัย กล่าว
โดยในปี 2568 ได้ตั้งเป้าปิดดีลFTA อีกหลายฉบับ ได้แก่ ไทย-EU, อาเซียน-แคนาดา, ไทย-UAE, ไทย-เกาหลีใต้ และไทย-ภูฏาน ซึ่งหากประสบความสำเร็จทั้งหมด ไทยจะสามารถเปิดประตูการค้าได้มากถึง 53 ประเทศ จากปัจจุบันที่มีFTA 16 ฉบับ กับ 23 ประเทศ
โดยการเพิ่มจำนวนFTA จะช่วยให้ไทยกระจายความเสี่ยงทางการค้า เสริมศักยภาพการส่งออก และดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้นในสาขาที่สอดรับกับการพัฒนาประเทศในอนาคต
สำหรับความสำเร็จจากFTA ฉบับล่าสุด ไทย-เอฟตาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไทยทำกับกลุ่มประเทศที่มีมาตรฐานสูง และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศยุโรปอันจะนำไปสู่การผลักดันFTA ไทย-อียูอีก 27 ประเทศ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ไทยยืนหนึ่งในเวทีการค้าโลก และเป็นเครื่องมือสำคัญในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างยั่งยืน